
การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น ด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ
- 27/10/22
ปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากเงินหรือตำแหน่งงาน ที่จะช่วยมัดใจให้พนักงานยังอยู่กับองค์กรต่อไป ก็คือวัฒนธรรมองค์กร เพราะในทุกวันนี้ ปัจจัยในเรื่องของความรู้สึกเองก็ส่งผลกับพนักงานมากยิ่ง ๆ ขึ้น การมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบริษัทให้ยั่งยืน จึงทำให้หลาย ๆ องค์กรนั้นตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของตน ไปสู่วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน
วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ คืออะไรกันแน่
วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) นั้นหมายถึง ค่านิยม, ทัศนคติ, มาตรฐาน และ ความเชื่อที่ทุกคนในองค์กรมีร่วมกัน ซึ่งวัฒนธรรมนี้เป็นสิ่งที่สร้างเป้าหมายขององค์กร ทั้งยังเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ และวิธีที่ทุกคนในองค์กรจะทำงาน ซึ่งการสร้างมันขึ้นมา จึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จของตัวองค์กรนั่นเอง

สำหรับวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพนั้น จะมีความแตกต่างกว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบทั่วไปอยู่มาก เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มุ่งเน้นไปที่การสะท้อนมันออกมาจากตัวบุคคล และ Passion ของกลุ่มผู้บริหารในองค์กรเป็นหลัก
ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าพนักงานจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่ผู้บริหารภายในองค์กรต่างหาก ที่จะต้องเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างวัฒนธรรมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรแบบสตาร์ทอัพ ที่โครงสร้างองค์กรค่อนข้างที่จะเล็กและแบนกว่าองค์กรทั่ว ๆ ไป จึงทำให้พนักงานในองค์กรมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงมากอยู่แล้วนั่นเอง
การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ ต้องทำยังไงบ้าง
โดยส่วนมากวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ มักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยืดหยุ่นมากกว่าวัฒนธรรมองค์กรใหญ่ ๆ ที่จะเน้นไปในเรื่องของความเป็นระบบระเบียบที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งสำคัญพื้นฐานในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ จะเริ่มต้นขึ้นจากการระบุเป้าหมาย, ค่านิยมแบบแผนหลัก รวมไปถึงการสื่อสารให้ทั่วถึงอย่างชัดเจน และเพื่อจะทำให้วัฒนธรรมนี้คงอยู่อย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 6 ส่วนดังนี้
1. ผู้บริหารจะต้องเป็นแบบอย่าง
ผู้บริหารจะต้องใช้การแสดงออกทางพฤติกรรมตามค่านิยมต่าง ๆ ที่ตั้งมั่นเอาไว้มาเป็นตัวผลักดันวัฒนธรรมควบคู่กันไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น อาจทำให้พนักงานไม่เชื่อใจในตัวผู้บริหาร และค่านิยมดังกล่าว จนอาจส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ดีไปแทน เช่น ในเรื่องของการทำสัญญา หรือการเคารพกันตามสายบังคับบัญชา เป็นต้น
2. จ้างงานอย่างระมัดระวัง
ในการเลือกจ้างพนักงานเข้ามาทำงานภายในองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่ประเมินถึงทักษะความสามารถอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กรเองก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการดูค่านิยมพื้นฐานของพวกเขาว่าไปทางเดียวกับองค์กรหรือไม่ รวมไปถึงตัวองค์กรเองก็จะต้องเตรียมตัวที่จะตอบคำถามต่าง ๆ ที่อาจจะออกมาจากปากของผู้สมัครให้รอบด้าน
3. การชื่นชมและให้รางวัลพนักงาน
สิ่งนี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจแก่พนักงานภายในองค์กรเป็นอย่างมาก และยังทำให้พนักงานเหล่านี้รู้สึกผูกพันและรักในตัวขององค์กรมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มนุษย์ทุกคนนั้นต้องการความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีส่วนสำคัญกันทั้งสิ้น รวมไปถึงการที่มีคนเห็นความพยายามในการทำงานของตัวเอง และได้รับการชื่นชมออกมาอย่างจริงใจ ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่พวกเขามากกว่าเดิม

4. ประเมินวัฒนธรรมองค์กรอย่างสม่ำเสมอ
เพราะการปรับรูปแบบวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นแบบสตาร์ทอัพ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและอาจเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นแล้ว พนักงานและผู้บริหารภายในองค์กรจะต้องมีทักษะในการปรับตัว หมั่นตรวจเช็คอยู่เสมอว่าวัฒนธรรมองค์กรในปัจจุบันของเรานั้น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงพนักงานเองก็มีการพัฒนาไปเป็นอย่างไรบ้างนั่นเอง
5. กำหนดกรอบคุณค่าที่มุ่งเน้นผลกระทบทางสังคม ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น
แม้ความสำเร็จทางการเงินขององค์กรจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใส่ใจสังคมเองก็ถือว่าเป็นเรื่องที่องค์กรจำเป็นจะต้องพึงปฎิบัติ และยึดมั่นในการดำเนินงานที่ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ขององค์กร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คน ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวขององค์กรได้เป็นอย่างมาก และส่งผลทำให้วัฒนธรรมขององค์กรนั้นยั่งยืนและมั่นคง
6. มีความอดทนในการสร้างผลกำไร
“ผลประโยชน์ระยะสั้นนั้นไม่เคยคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไปในระยะยาว” นี่เป็นปรัชญาที่ Gusto ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการบัญชีเงินเดือนออนไลน์ในสหรัฐอเมริกานั้นยึดมั่น เพราะความรีบร้อนในการเติบโตที่รวดเร็วจนเกินไป จะส่งผลทำให้วัฒนธรรมองค์กรนั้นพังทลายได้โดยง่าย และทำให้พนักงานสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กร จนกลายเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาลาออกจากองค์กรไปในที่สุด ฉะนั้นแล้ว รากฐานที่ยั่งยืนและความอดทนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เหล่าผู้บริหารจะต้องยึดมั่นเอาไว้เป็นแบบอย่าง
ถ้าอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจ วัฒนธรรมองค์กรที่ถูกเปลี่ยนควรเป็นเช่นไร

1. งานที่สมดุล ลงตัวกับไลฟ์สไตล์
สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ คืองานที่ทำแล้วมีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง และยังจะต้องสมดุลกับชีวิตด้านอื่น ๆ ของพวกเขา ซึ่งตัวงานนี้ นอกจากจะต้องมีโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอแล้ว จะต้องไม่ทำให้ความต้องการในชีวิตด้านอื่น ๆ ของพวกเขามีปัญหา อย่างเช่นชีวิตส่วนตัว, งานอดิเรก หรือครอบครัว เป็นต้น จนกลายเป็นความรู้สึกที่ย่ำแย่ในการทำงานไป
2. ทำงานที่ไหนก็ได้
ด้วยปัญหาการการจราจรในปัจจุบัน รวมไปถึงสภาพอากาศและโรคระบาดในตอนนี้ ทำให้ความต้องการที่จะออกจากบ้านไปทำงานถึงออฟฟิศลดน้อยลงไปมาก ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นไปที่การทำงานที่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่เท่าเดิม ผ่านการติดต่อสื่อสารที่ยอดเยี่ยมระหว่างคนในทีม ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้ได้มีเวลาเหลือสำหรับการพักผ่อนหรือพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม จัดการชีวิตของตัวเองให้ลงตัว และมีอิสระในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น
3. รับฟังทุกความคิดเห็น
สังคมการทำงานที่มีคุณภาพคืออีกหนึ่งสิ่งที่เหล่าคนรุ่นใหม่นั้นตามหา พวกเขาต้องการองค์กรที่มีพื้นที่ให้พนักงานของตนได้คิด และแสดงความเป็นตัวเองออกมา เปิดกว้างในเรื่องของไอเดีย ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร, อายุเท่าไหร่, เพศอะไร หรือทำงานตำแหน่งไหน ก็สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้โดยไม่ถูกขัด ซึ่งตัวของบริษัทหรือองค์กรเองก็พร้อมที่จะรับฟัง และเคารพในความคิดเห็นของทุก ๆ คนเท่ากัน ทั้งยังให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน, เจ้านาย หรือลูกน้อง ทำให้เกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพออกมา

4. ให้โอกาสได้ลองผิดลองถูก
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาจากการล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จึงมักมองหาบริษัทที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้สร้างมาเสนอไอเดียใหม่ ๆ กล้าที่จะให้ลองทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน เปิดโอกาสให้ได้ทำโปรเจกต์ที่อยากทำ หรือลองทำงานในตำแหน่งใหม่ ๆ ที่สนใจ เพื่อสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับคนทำงาน และความท้าทายนี้เอง ก็จะช่วยให้คนทำงานมี Passion ในการทำงานอยู่เสมอ
5. พร้อมส่งเสริมให้คนทำงานได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ
ในปัจจุบัน ทักษะต่าง ๆ เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่นั้นขวนขวายอยู่ตลอดเวลา บริษัทควรส่งเสริมให้คนทำงานได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนอกจากการจัดโปรแกรมฝึกทักษะที่จำเป็นให้แก่พนักงานแล้ว ก็ยังควรที่จะเปิดโอกาสให้พนักงานได้เลือกเรียนรู้ในทักษะที่ตนเองสนใจเองด้วย เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเองไปสู่พื้นที่การทำงานใหม่ ๆ ที่อาจจะใช้แสดงความสามารถได้ดียิ่งขึ้น ๆ ไปอีก
สรุป
แม้ว่าวัฒนธรรมองค์กรจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่พนักงานก็สามารถรับรู้ได้จากประสบการณ์ทำงาน, การใช้ชีวิตในองค์กรดังกล่าว และความเข้าใจในระบบการทำงานขององค์กร จึงไม่แปลก หากบริษัทที่มีวัฒธรรมองค์กรที่ไม่ดี จะมีอัตราการลาออกของพนักงานที่สูง อันเป็นเหตุของความไม่ยั่งยืนของบริษัท จนสุดท้ายก็กลายเป็นผลร้ายในระยะยาวของพวกเขาเสียแทน
ฉะนั้นแล้ว การเข้าใจและรู้จักพนักงานของตนเองก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารจะต้องทำความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลสุขภาพของพนักงาน ซึ่งแอปพลิเคชันอย่าง SAKID ก็ตอบโจทย์ในส่วนนั้นได้อย่างครบครัน ด้วยโค้ชสุขภาพของสะกิด ที่พร้อมให้คำปรึกษาส่วนตัวจาก 3 วิชาชีพ ลดรายจ่ายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็น และยังช่วยในการดูแลพนักงานได้อย่างทั่วถึง
บทความที่น่าสนใจ
แบบประเมินความเครียด สำหรับพนักงานออฟฟิศ
ความเครียดกลายเป็น “โรคเงียบ” ของคนทำงานออฟฟิศ การมีเครื่องมือช่วยตรวจสอบและติดตามภาวะความเครียดของพนักงานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะความเครียดไม่ได้เพียงทำลายสุขภาพจิต แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพการทำงาน การขาดงาน และอัตราการลาออก
สุขภาวะองค์กร คืออะไร ช่วยบริษัทได้อย่าไงไร
สุขภาวะองค์กร (Organizational Wellbeing) หมายถึง การที่องค์กรมีระบบและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อสุขภาพของพนักงาน ทั้งทางกาย ใจ สังคม และสิ่งแวดล้อมการทำงาน โดยมุ่งให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การส่งเสริม สุขภาพองค์รวม ดูแลร่างกายและจิตใจเพื่อชีวิตที่สมดุล
ในยุคปัจจุบันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความเครียด สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การไม่มีโรคภัย แต่หมายถึงการมีสมดุลในทุกด้านของชีวิต การส่งเสริมสุขภาพองค์รวม (Holistic Health) เป็นแนวคิดที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อให้เรามีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขอย่างยั่งยืน

รับมือกับ แผ่นดินไหว ฉบับพนักงานออฟฟิศ
เตรียมตัวอย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติกลางเวลางาน
แม้ว่าแผ่นดินไหวจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย แต่เมื่อเกิดขึ้นก็สามารถสร้างความเสียหายได้ทั้งต่ออาคารและชีวิตของพนักงานออฟฟิศทุกคน การเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จะพาไปดูขั้นตอนง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณปลอดภัยมากขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนั้น

รู้จัก เวิร์คไลฟ์บาลานซ์ แยกเรื่องงาน ดูแลสุขภาพและชีวิต
หนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผล คือการ จัดกิจกรรมบริษัท (Company Activities) ที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพนักงานบริษัทในรูปแบบ Workshop, Challenge หรือ Team Building หากทำอย่างมีระบบ จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดอัตราการขาดงาน และสร้างความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement)
รีวิว จัด กิจกรรมบริษัท ให้พนักงานสุขภาพดีได้ด้วย SAKID
หนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผล คือการ จัดกิจกรรมบริษัท (Company Activities) ที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพนักงานบริษัทในรูปแบบ Workshop, Challenge หรือ Team Building หากทำอย่างมีระบบ จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดอัตราการขาดงาน และสร้างความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement)