
5 วิธี การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อเติมไฟให้พนักงาน
- 04/10/25
องค์กรไม่ได้พึ่งพาเพียงเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น แต่ “คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุด การมีพนักงานที่มีแรงบันดาลใจในการทำงานจะช่วยให้องค์กรมีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน (Work Motivation) จึงเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของ HR และผู้บริหาร เพราะหากพนักงานรู้สึกว่างานของตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และมีโอกาสเติบโต ย่อมพร้อมทุ่มเทศักยภาพเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผลงานดีขึ้น แต่ยังสร้างความสุขและความผูกพันในที่ทำงานด้วย
ความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
การมี แรงจูงใจในการทำงาน (Work Motivation) ไม่ได้เป็นเพียง “ปัจจัยเสริม” แต่เป็นรากฐานของประสิทธิภาพในทุกองค์กร พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงจะทำงานอย่างเต็มศักยภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมเผชิญปัญหาอย่างเชิงรุก
• เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: งานวิจัยจาก MDPI (2022) ชี้ว่าแรงจูงใจเชื่อมโยงโดยตรงกับระดับ Productivity และ Engagement ของพนักงาน
• ลดอัตราการลาออก: พนักงานที่รู้สึกมีคุณค่ามีแนวโน้มอยู่กับองค์กรนานขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านการสรรหาและฝึกอบรม
• สร้างความสุขและความผูกพันในองค์กร: แรงจูงใจทำให้พนักงานไม่เพียงทำงานเพื่อเงิน แต่ทำด้วยความภาคภูมิใจและความสุข
ดังนั้น การสร้างแรงจูงใจจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ HR แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญของทั้งองค์กร

5 วิธีในการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
1. สื่อสารเป้าหมายองค์กรอย่างชัดเจน (Clarity & Alignment)
หนึ่งใน เทคนิคสร้างแรงจูงใจพนักงาน ที่ทรงพลังที่สุดคือการทำให้พนักงานเข้าใจว่า “สิ่งที่ตนทำอยู่” สอดคล้องกับเป้าหมายที่ใหญ่กว่าขององค์กรอย่างไร
ทำไมสิ่งนี้สำคัญ?
พนักงานที่เข้าใจว่าผลงานของตนเองส่งผลต่อองค์กรอย่างไร จะเกิดความภาคภูมิใจ และเห็นว่างานของตนเองมีคุณค่ามากกว่าหน้าที่ประจำวัน
วิธีการปฏิบัติ:
• จัดประชุม Town Hall เพื่ออัปเดตความก้าวหน้า
• สื่อสาร Vision และ Mission อย่างสม่ำเสมอ
• ทำให้พนักงานเห็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างงานของตนกับความสำเร็จขององค์กร
ส่งผลทำให้
การมีเป้าหมายร่วมกันช่วยสร้างความเป็นทีม ลดความสับสน และกระตุ้นให้พนักงานอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น
2. ให้รางวัลและการยอมรับ (Recognition & Rewards)
ไม่มีอะไรสร้างพลังใจได้ดีไปกว่าการ “ได้รับการยอมรับ” แม้ว่าพนักงานจำนวนมากทำงานเพื่อเงินเดือน แต่แรงผลักดันที่แท้จริงมาจากการที่ผลงานได้รับการเห็นคุณค่า
รูปแบบของรางวัล
• โบนัส, ปรับเงินเดือน, บัตรกำนัล
• คำชมเชยต่อหน้าทีม, การมอบเกียรติบัตร, การเขียนอีเมลชื่นชม
ตัวอย่างแนวทาง HR:
• จัดระบบ Employee of the Month
• ใช้ Gamification เช่น การสะสมแต้มแลกของรางวัล
• สร้างแพลตฟอร์ม Recognition ภายในองค์กร
ส่งผลทำให้
เมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรเห็นความพยายามของพวกเขา แรงจูงใจพนักงานจะสูงขึ้นทันที และนำไปสู่ความภักดีต่อองค์กร
3. ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพ (Learning & Career Growth)
แรงบันดาลใจในการทำงาน จำนวนมากมาจากการที่พนักงานเห็นเส้นทางการเติบโตของตนเองในองค์กร
ทำไมสิ่งนี้สำคัญ?
ตามทฤษฎี Herzberg’s Two-Factor Theory “โอกาสเติบโต” ถือเป็นปัจจัยสร้างแรงจูงใจที่แท้จริง หากองค์กรไม่สนับสนุนการเรียนรู้ พนักงานมักรู้สึกหยุดนิ่งและอาจเลือกลาออก
แนวทางปฏิบัติ
• จัดอบรมภายในและภายนอก
• สนับสนุนการเรียนออนไลน์ (Coursera, LinkedIn Learning)
• สร้างระบบ Coaching และ Mentoring
• เปิด Career Path ที่ชัดเจน เช่น เส้นทางการเลื่อนตำแหน่ง
ส่งผลทำให้
พนักงานจะรู้สึกว่าการอยู่ในองค์กรไม่ใช่การหยุดนิ่ง แต่เป็นการเดินทางที่พัฒนาไปพร้อมกับองค์กร
4. สร้างสมดุลชีวิตและงาน (Work–Life Balance)
ปัญหาหนึ่งที่ทำให้พนักงานหมดไฟคือการทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัว
เทคนิคสร้างแรงจูงใจพนักงาน ในมิติ Work–Life Balance:
• Flexible working hours: ให้พนักงานจัดการเวลาได้
• Work From Home: ลดเวลาการเดินทางและความเครียด
• Wellness Program: กิจกรรมเพื่อสุขภาพกายและใจ เช่น โยคะ โปรแกรมออกกำลังกาย หรือบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
ส่งผลทำให้
พนักงานจะมีพลังงานบวก ทำงานได้อย่างมีสมาธิ และไม่รู้สึกว่าต้องเลือกระหว่าง “ชีวิตส่วนตัว” กับ “งาน”
5. เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม (Participation & Empowerment)
แรงจูงใจจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนเองมีเสียงในการตัดสินใจ
ทำไมสิ่งนี้สำคัญ?
การมีส่วนร่วมสร้าง “Sense of Belonging” ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของงานและองค์กร
แนวทางปฏิบัติ
• สร้างระบบเสนอไอเดีย เช่น Innovation Day
• เปิดช่องทาง Feedback อย่างต่อเนื่อง
• ใช้การทำ Poll หรือ Survey ภายในทีม
ส่งผลทำให้
พนักงานจะมีแรงผลักดันที่จะทำงานให้ดีที่สุด เพราะรู้สึกว่าองค์กรเคารพความคิดเห็นและความคิดสร้างสรรค์ของตน
หากพนักงานขาดแรงจูงใจ จะส่งผลอย่างไร?
หลายงานวิจัยชี้ว่า การขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งพนักงานและองค์กร เช่น
• ประสิทธิภาพลดลง: รายงานจาก Journal of Human Resource and Sustainability Studies (2020) พบว่าพนักงานที่ขาดแรงจูงใจมี Productivity ต่ำกว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 40%
• เกิดภาวะ Burnout: ขาดพลังงานทางอารมณ์และจิตใจ นำไปสู่ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง และคุณภาพงานตกต่ำ (World Health Organization, 2019 จัด Burnout เป็นหนึ่งในภาวะความเครียดจากการทำงานที่ต้องเฝ้าระวัง)
• เพิ่มอัตราการลาออก: การวิจัยจาก Gallup (2023) ระบุว่า พนักงานที่ไม่ผูกพันกับงาน (disengaged) มีโอกาสลาออกสูงกว่าคนที่มีแรงจูงใจมากถึง 2.6 เท่า
• บรรยากาศองค์กรแย่ลง: เมื่อแรงจูงใจต่ำ แรงบวกในทีมก็ลดลง ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียด

นักจิตวิทยาในการแก้ปัญหาพนักงานขาดแรงจูงใจ
แม้ว่า HR และผู้บริหารจะมีบทบาทสำคัญในการสร้าง แรงจูงใจพนักงาน แต่บางครั้งปัญหาที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ลึกกว่า เช่น ความเครียดสะสม ความขัดแย้งภายในทีม หรือปัญหาส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถจัดการได้ครบถ้วน
นี่คือจุดที่ “นักจิตวิทยา เข้ามามีบทบาทสำคัญ
• การวิเคราะห์เชิงลึก (Workplace Assessment): นักจิตวิทยาองค์กรสามารถประเมินสภาพแรงจูงใจ วัฒนธรรมองค์กร และปัจจัยทางจิตใจที่ทำให้พนักงานหมดไฟ
• การให้คำปรึกษา (Counseling & Coaching): พนักงานที่เผชิญกับความเครียดหรือความรู้สึกหมดไฟ สามารถเข้ารับคำปรึกษาเฉพาะบุคคลได้
• การสร้างโปรแกรมเชิงป้องกัน (Preventive Programs): เช่น Workshop เรื่อง Emotional Resilience, Stress Management, หรือ Positive Psychology เพื่อเสริมแรงบันดาลใจในการทำงาน
• เสริม HR ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง: นักจิตวิทยาองค์กรช่วย HR ออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมมนุษย์จริง ๆ เช่น Team Dynamics หรือ Conflict Resolution

Workshop นักจิตวิทยา: ทางออกสำหรับองค์กรยุคใหม่
เมื่อพนักงาน “ขาดแรงจูงใจ” ไม่เพียงส่งผลต่อผลงาน แต่ยังบั่นทอนสุขภาพจิต และสร้างบรรยากาศเชิงลบทั้งทีม องค์กรที่ต้องการแก้ปัญหาเชิงรุกจึงควรลงทุนใน Workshop ด้านจิตวิทยา ที่ออกแบบมาเพื่อเติมไฟให้พนักงาน
ตัวอย่าง Workshop ที่เหมาะสม
• Unlocking Work Motivation: ค้นหาปัจจัยแรงขับเคลื่อนส่วนบุคคล และเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร
• Resilience at Work: เสริมทักษะการรับมือกับความเครียดและความท้าทาย
• Positive Leadership: พัฒนาผู้จัดการให้ใช้จิตวิทยาเชิงบวกสร้างแรงบันดาลใจทีม
• Mindfulness for Productivity: ฝึกสมาธิเพื่อโฟกัสและลด Burnout
ผลลัพธ์ที่องค์กรจะได้รับ
• พนักงานกลับมามีพลังและแรงจูงใจ
• ลดอัตราการขาดงานและลาออก
• เพิ่มประสิทธิภาพและความผูกพันในองค์กร
• สร้างบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยพลังบวก
การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของฝ่าย HR เท่านั้น แต่คือ “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม องค์กรที่ใส่ใจทั้งการสื่อสารเป้าหมาย การยอมรับผลงาน การส่งเสริมการเติบโต การดูแลสมดุลชีวิต และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม ย่อมสร้างพนักงานที่มีแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม
แล้วควรจัดกิจกรรมแบบไหนดี ระยะเวลานานเท่าใด คำตอบนี้ก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละองค์กร แต่หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ปรึกษา SAKID ได้ เราไม่ใช่แค่ผู้นำกิจกรรมสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ปรึกษาช่วยออกแบบกิจกรรมสุขภาพให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร รวมทั้งวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางสุขภาพให้จบครบในที่เดียว ทำให้คนในองค์กรมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
Workshop กับ SAKID เรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร ทำอาหารสุขภาพ Cooking class สุขภาพจิตปรึกษานักจิตวิทยาแบบรายบุคคลหรือทำกิจกรรมคลาสกลุ่ม นักกายภาพออฟฟิศซินโดรม โดยเรามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะมาให้ความรู้เข้าใจแบบย่อยง่ายและลองทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิเช่น คลาสโยคะ คลาสซุมบ้า คลาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน สามารถสอบถามและช่วยออกแบบ Workshop ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์พนักงานในบริษัทได้
แหล่งอ้างอิง
Gallup. (2023). State of the Global Workplace 2023 Report. Gallup, Inc.
Van Wingerden, J., & Van der Stoep, J. (2018). The motivational potential of meaningful work: Relationships with strengths use, work engagement, and performance. PLOS ONE, 13(6), e0197599. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0197599
World Health Organization. (2019). Burn-out an “occupational phenomenon”: International Classification of Diseases.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). Self-determination theory and the facilitation of intrinsic motivation, social development, and well-being. American Psychologist, 55(1), 68–78.
บทความที่น่าสนใจ

Ergonomics คืออะไร รู้จักกับการยศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน
ออฟฟิศไหนกำลังประสบปัญหาปวดหลังกันทั้งออฟฟิศโปรดมาทางนี้! ชวนมาทำความรู้จัก Ergonomics หรือ การยศาสตร์ ศาสตร์แห่งการทำงานที่ช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีด้วย…

WORKSHOP แยกไม่ยาก
กิจกรรม “จัดสวนขวด Terrarium”
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 SAKID ได้จัดกิจกรรม Workshop “จัดสวนขวด Terrarium” ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดย Green Terra Station ภายในงานผู้เข้าร่วมได้จัดสวนขวดด้วยตนเอง ได้ทั้งความสนุก และความผ่อนคลาย พร้อมทั้งรับสวนขวดตามแบบฉบับของตนเองกลับไปอีกด้วย

WORKSHOP Cooking class เคบับ
กิจกรรม Cooking class เคบับ
วันที่ 6 สิงหาคม 2567 SAKID ได้จัดกิจกรรม Cooking class เคบับ ที่บริษัท CBRE โดยพนักงานได้เข้าร่วมจำนวน 40 คน ซึ่งนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและมีทริคการดูแลสุขภาพด้านอาหารสำหรับชาวออฟฟิศให้เล่นเกมสุขภาพพร้อมรับของรางวัลกันอีกด้วย คลาสสอนทำเคบับ จะสอนให้ทุกคนทำซัลซาซอสจากมะเขือเทศสด แทนการใช้ซอสมะเขือเทศ การปรุงวัตถุดิบไก่และผักและการห่อม้วนแรป ทำกินเองอร่อยได้ง่ายๆ ที่บ้าน

WORKSHOP BURN OUT
กิจกรรม “ภาวะหมดไฟ กับสิ่งต่างๆ”
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 SAKID ได้จัดกิจกรรม Workshop “Burn Out” ให้กับธนาคาร UOB โดยนักจิตวิทยา ผู้เข้าฟังจะได้ทำการสำรวจตัวเองว่าอาการนี้เรียกว่า หมดไฟ หรือเปล่า และสามารถจัดการกับความรู้สึกได้อย่างไร การจัดการความเครียดจากการทำงานเพื่อไม่ให้กระทบกับสุขภาพใจ

เพิ่มสุขภาพที่ดีในบริษัทด้วย “กิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน”
แนะนำ 5 แนวทางจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก ในบริษัท ที่เน้นสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้กับพนักงาน ตัวชี้วัดผลที่น่าใช้ เครื่องมือติดตามผล พร้อมตัวอย่างกิจกรรม
Positive thinking ในการทำงาน เคล็ดลับคิดบวกเพื่อจัดการความเครียด
“Positive thinking” หรือการมี ทัศนคติเชิงบวก หมายถึงการมองเห็นโอกาสท่ามกลางปัญหา และเชื่อว่าสามารถหาทางออกได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์กดดัน การปลูกฝังการคิดบวกในที่ทำงานไม่เพียงช่วยให้พนักงานรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น แต่ยังสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมสุขภาพจิตและการทำงานร่วมกัน