
ภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism) จุดเริ่มต้นสุขภาพจิตพนักงาน
- 29/09/25
ในหลายองค์กรไทย เรามักจะเห็นพนักงานที่ “ฝืน” มาทำงานทั้งที่ไม่สบาย รู้สึกเครียด หรือมีภาระส่วนตัวที่ยังแก้ไม่ตก สิ่งนี้เรียกว่า ภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism) ซึ่งแตกต่างจากการขาดงาน (Absenteeism) เพราะแม้พนักงานจะอยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่ประสิทธิภาพกลับลดลง และยังเสี่ยงสร้างปัญหาสุขภาพในระยะยาว
ภาวะฝืนทำงาน ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็น สัญญาณเตือนของวัฒนธรรมการทำงานและนโยบาย HR ที่องค์กรต้องหันมาจัดการอย่างจริงจัง
ภาวะฝืนทำงานคืออะไร และแตกต่างจากการขาดงานอย่างไร
การขาดงาน (Absenteeism): พนักงานไม่มาทำงาน → งานชะงักชัดเจน
• การที่พนักงาน ไม่มาทำงานตามเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลป่วยจริง ลากิจ หรือแม้แต่การขาดโดยไม่มีเหตุผล
• ผลกระทบคือ งานหยุดชะงักทันที สามารถนับเป็นจำนวนวันที่หายไปได้ง่าย → HR มองเห็นชัด และจัดการได้ เช่น การแทนที่งาน การหักวันลา หรือการประเมินผล
• ตัวอย่าง พนักงานฝ่ายบัญชีลาป่วย 3 วัน → งานปิดงบล่าช้า HR เห็นชัดเจนว่ามีคนหายไป
ภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism): พนักงานมาทำงาน แต่สุขภาพกายหรือใจไม่พร้อม → งานออกมาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
• การที่พนักงาน มาทำงานทั้งที่ร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อม เช่น ป่วย เครียด หรือเหนื่อยล้าสะสม แต่ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน
• ผลกระทบคือ Productivity ลดลงโดยไม่รู้ตัว งานเสร็จช้าหรือผิดพลาดมากขึ้น และในระยะยาวเสี่ยงต่อการสะสมปัญหาสุขภาพ เช่น Burnout หรือโรคเรื้อรัง
• ตัวอย่าง พนักงานคนเดียวกันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ยังมาทำงาน → นอกจากทำงานได้ช้าลงแล้ว ยังแพร่เชื้อให้เพื่อนร่วมงาน ส่งผลให้งานทีมทั้งแผนกเสียหาย

ทำไมภาวะฝืนทำงานถึงอันตรายต่อองค์กร
ผลกระทบต่อ Productivity
พนักงานที่ไม่สบายหรือเครียดจะใช้เวลาในการทำงานมากขึ้น ทำให้ Output ลดลง แม้จะอยู่ครบชั่วโมงงานก็ตาม
• พนักงานออฟฟิศที่มีไมเกรน → ใช้เวลาแก้ไขงานซ้ำมากขึ้น
• พนักงานที่มีภาวะซึมเศร้า → ประสิทธิภาพการตัดสินใจลดลง
ความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตและ Burnout
การฝืนทำงานต่อเนื่อง โดยไม่มีระบบสนับสนุน อาจนำไปสู่ Burnout Syndrome ซึ่งมักทำให้พนักงานหมดแรงจูงใจและลาออกในที่สุด เหตุเพราะ ร่างกายและสมองที่ไม่ได้พัก จะสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟู ทำให้เกิดปัญหาซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภาวะซึมเศร้า
สาเหตุหลักของ Presenteeism ในองค์กรไทย
วัฒนธรรม Overworking และการทำงานหนักเกินไป
หลายบริษัทไทยยังคงยึดติดกับการ “นั่งทำงานนานคือขยัน” ส่งผลให้พนักงานไม่กล้าลาหยุด แม้ป่วย
ตัวอย่าง
• ทีมขายที่แข่งขันสูง พนักงานกลัวเสียยอดขายหากลาหยุด → เลือกฝืนทำงานแม้ไม่สบาย
• องค์กรที่ผู้บริหารยกย่องคนทำงานดึก → สร้างแรงกดดันให้ผู้อื่นทำตาม
Work Overload และการบริหารงานที่ไม่สมดุล
ภาระงานเกินกำลังทำให้พนักงานไม่มีโอกาสฟื้นฟู เมื่อมีงานท่วมหัว การลาหยุดยิ่งถูกมองว่า “ทำให้ทีมเดือดร้อน”
ตัวอย่าง
• HR ในบริษัทที่มีพนักงานน้อย ต้องดูแลทุกเรื่องคนเดียว → เลือกมาทำงานแม้จะมีภาวะเครียด
• พนักงานโรงงานที่ถูกกด KPI ผลิตสินค้า → ต้องฝืนแม้เจ็บกล้ามเนื้อ
การดูแล Mental Health พนักงาน
เมื่อองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของ mental health คำถามต่อมาคือ “แล้วจะเริ่มต้นอย่างไร?” เพราะการดูแลสุขภาพจิตพนักงานไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย กลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งเชิงป้องกันและเชิงแก้ไข
การจัดการความเครียดในที่ทำงาน
• จัด workload management ให้สมดุล
• เพิ่ม flexible working hours หรือ work-from-home
• จัดอบรมเรื่อง การจัดการความเครียด และ mindfulness
การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)
องค์กรควรสร้างบรรยากาศที่พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างไม่กลัวการถูกตัดสิน การมี ผู้นำที่ฟังจริง และเปิดโอกาสให้ feedback จะช่วยลดแรงกดดัน
การใช้ Employee Assistance Program (EAP)
EAP เป็นโปรแกรมที่มี นักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา สำหรับพนักงานที่เผชิญปัญหาความเครียด ครอบครัว หรือการเงิน สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ EAP คืออะไร

วิธีที่ HR จัดการภาวะฝืนทำงาน
การสร้างนโยบายสนับสนุนสุขภาพจิต
• ออกแบบ “นโยบายการลาป่วยที่ยืดหยุ่น” ไม่ลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิ
• สื่อสารให้พนักงานรู้ว่าการดูแลสุขภาพสำคัญกว่าการ “มาทำงาน” ที่ออฟฟิศ
ใช้เครื่องมือ EAP (Employee Assistance Program)
EAP คือ โปรแกรมให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยพนักงานจัดการความเครียดและปัญหาส่วนตัว
👉 อ่านเพิ่มเติม: EAP คืออะไร
พัฒนา Workplace Wellness Program
โปรแกรมสุขภาพในที่ทำงาน เช่น คลาสออกกำลังกาย เวิร์คช็อปผ่อนคลายความเครียด หรือ Healthy Canteen ช่วยลดแรงกดดันและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
👉 อ่านเพิ่มเติม: Workplace Wellness Program
ออกแบบสวัสดิการพนักงานที่ดูแลสุขภาพครบมิติ
นอกจากประกันสุขภาพแล้ว องค์กรสามารถลงทุนในสวัสดิการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น โค้ชสุขภาพ เวิร์คช็อปด้านโภชนาการ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ
👉 อ่านเพิ่มเติม: สวัสดิการพนักงาน

Checklistวิธีตรวจและป้องกัน Presenteeism พนักงาน
✅ มีพนักงานที่มาทำงานทั้งที่ป่วยหรือดูเหนื่อยล้าบ่อยครั้ง
✅ พบว่าประสิทธิภาพงานลดลงแม้ชั่วโมงทำงานเท่าเดิม
✅ วัฒนธรรมองค์กรยังเชื่อมโยง “การทุ่มเวลา” กับ “ความขยัน”
✅ ไม่มีนโยบายสนับสนุนสุขภาพจิตที่ชัดเจน
✅ Workload ถูกจัดสรรไม่สมดุลในทีม
ภาวะฝืนทำงานไม่ใช่เพียงปัญหาของพนักงานรายบุคคล แต่เป็น ตัวสะท้อนวัฒนธรรมและนโยบายองค์กร HR และผู้บริหารที่เข้าใจและลงทุนใน สุขภาพจิตและ Wellness Program จะได้ผลลัพธ์เป็นพนักงานที่มีพลัง สมดุล และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต
แล้วควรจัดกิจกรรมแบบไหนดี ระยะเวลานานเท่าใด คำตอบนี้ก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละองค์กร แต่หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ปรึกษา SAKID ได้ เราไม่ใช่แค่ผู้นำกิจกรรมสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ปรึกษาช่วยออกแบบกิจกรรมสุขภาพให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร รวมทั้งวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางสุขภาพให้จบครบในที่เดียว ทำให้คนในองค์กรมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
Workshop กับ SAKID เรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร ทำอาหารสุขภาพ Cooking class สุขภาพจิตปรึกษานักจิตวิทยาแบบรายบุคคลหรือทำกิจกรรมคลาสกลุ่ม นักกายภาพออฟฟิศซินโดรม โดยเรามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะมาให้ความรู้เข้าใจแบบย่อยง่ายและลองทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิเช่น คลาสโยคะ คลาสซุมบ้า คลาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน สามารถสอบถามและช่วยออกแบบ Workshop ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์พนักงานในบริษัทได้
แหล่งอ้างอิง
World Health Organization. (2020). Mental health in the workplace. WHO.
Johns, G. (2010). Presenteeism in the workplace: A review and research agenda. Journal of Organizational Behavior, 31(4), 519–542.
Ministry of Public Health, Thailand. (2021). แนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานประกอบการ.
บทความที่น่าสนใจ

Performance Management คืออะไร ทำไมองค์กรควรให้ความสำคัญ
Performance Management หรือ การบริหารผลการปฏิบัติงาน คือระบบที่สามารถทำหน้าที่ควบคุม หรือชี้แนะให้พนักงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

สร้าง Employee Wellbeing อย่างไร ให้พนักงานสุขภาพดี
Employee Wellbeing หรือ “สุขภาวะพนักงาน” หมายถึง สภาวะที่พนักงานมีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และการทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุว่า “สุขภาวะที่ดีไม่ใช่แค่การไม่มีโรค แต่คือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ในทุกมิติ”

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ
บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน
CSR กับ SAKID พนักงานได้ออกกำลังกายและช่วยเหลือสังคมได้ด้วย
การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงานโดยการนำ CSR มารวมกันด้วย เป็นหนึ่งในไอเดียในการทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงานในบริษัทและยังมีกิจกรรมในการทำสิ่งที่มีประโยชน์คืนสู่สังคมอีกด้วย เป็นกิจกรรมที่ได้ประโยชน์เป็นอย่างมากนอกจากสุขภาพพนักงานดีขึ้นด้วยกิจกรรมส่งเสริม Productivity และยังมีกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคม

WORKSHOP ONLINE Supermarket tour กับ นักกำหนดอาหาร
กิจกรรม “Supermarket Tour”
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 SAKID ได้จัดกิจกรรม Workshop “Supermarket Tour” ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดย นักกำหนดอาหารได้ให้ทิคการอ่านฉลากแบบง่าย การเลือกซื้อวัตถุดิบ และอาหารสด จากตลาด ร้านค้าทั่วไป และ ร้านสะดวกซื้อ

5 หนังสือจิตวิทยา ปลุกพลังความก้าวหน้าในอาชีพ ที่ต้องมีติดโต๊ะทำงาน
หากคุณเป็นพนักงานออฟฟิศหรือผู้ที่ทำงานในองค์กร ที่รู้สึกติดอยู่ในวังวนเดิม ๆ ไม่มีความก้าวหน้าหรือความสุขในการทำงาน และต้องการหาแรงบันดาลใจเพื่อพัฒนาตนเองให้ทำงานได้อย่างมีความสุขและประสิทธิภาพมากขึ้น บทความนี้มีหนังสือจิตวิทยาดีๆ 5 เล่มจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยปลุกพลังและเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ หนังสือเหล่านี้จะช่วยให้คุณค้นพบตัวเอง ปลดล็อกความคิด และปรับมุมมองใหม่ในการทำงานและการใช้ชีวิต