
10 โรคจากการทำงาน ที่ HR สามารถช่วยป้องกันได้
- 25/01/23

ในโลกการทำงานปัจจุบัน แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเทคโนโลยีที่คอยสนับสนุนให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่เหรียญอีกด้านก็นำมาซึ่งความคาดหวังและความกดดันต่อปริมาณงานและประสิทธิภาพในการทำงาน จนหลายๆ คนเลือกโหมงานหนัก และเกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นจากความกดดันและโหมทำงานหนักคืออิริยาบถและวิธีการทำงานที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งที่ผิดหลัก การนั่งทำงานนานเกินไป การจ้องจอคอมมากเกินไป การนั่งทำงานและทานอาหาร น้ำตาลเพื่อเพิ่มพลัง การอั้นปัสสาวะเพื่อทำงานต่อให้เสร็จ ความเครียดจากงานที่ต้องเจอซ้ำๆ การทานอาหารไม่ตรงเวลา นี่คือพฤติกรรมที่เหล่าพนักงานไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น แต่เพราะต้องทำงานให้ตรงตามเป้าหมาย จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลจากระบบรายงาน HDC ในปี พ.ศ.2563 พบว่าประชากรวัยทำงานนั้นมีภาวะอ้วนสูงขึ้น และยังมีโอกาสเกิดโรคที่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ เช่นเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็ง รวมไปถึงมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตา ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคเครียดจากการทำงาน ซึ่งโรคดังกล่าวมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ จากสถิติอัตราค่ารักษาพยาบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสถิติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับพนักงานในหลายๆ องค์กร ยังสะท้อนว่าองค์กรต้องสูญเสียงบประมาณค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากจากการเจ็บป่วยในกลุ่มโรคเบื้องต้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มีแต่เสียไป และส่งผลกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของคนในองค์กร และประสิทธิภาพในการทำงานระยะยาว
หลายองค์จึงควรระวังกับการ “ทำงานให้สุด แล้วหยุดที่ ICU” เพราะการโหมหนักย่อมไม่เกิดผลดีกับใคร และองค์กรสามารถออกแบบนโยบายเพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานได้ โดยในบทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจและสิ่งที่องค์กรสามารถทำได้เพื่อป้องกัน10 โรคที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าม

1. โรคออฟฟิศซินโดรม
โรคออฟฟิศซินโดรมคืออะไร
ปัจจุบันหลายคนน่าจะคุ้นหูกันดีกับออฟฟิศซินโดรมไม่น้อย ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เนื่องจากใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามคอ หลัง บ่า ไหล่ แขน หรือข้อมือ ซึ่งหากทิ้งไว้นาน จะรักษาได้ยากขึ้นและกลายเป็นการปวดเรื้อรัง
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ พฤติกรรมที่ทำให้หลายคนเกิดโรคจึงเป็นการนั่งท่าเดิมนานๆ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือลุกเดินไปไหนมาไหน ซึ่งส่งผลต่อความเกร็งและทำให้กล้ามเนื้ออักเสบในที่สุด
ข้อสังเกตอาการ
– เกิดการปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน
– มีอาการปวดวิงเวียนศีรษะเรื้อรัง
– ปวดหลัง
– มีอาการปวดหรือเกิดเหน็บชาบริเวณขาลงมา
– ตาล้าพร่ามัว
– มีอาการมือชา นิ้วล็อก และปวดข้อมือ
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ออกแบบสถานที่ทำงานให้เหมาะสม ด้วยการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับโต๊ะหรือเก้าอี้ Ergonomics
– ให้บริการห้องออกกำลังกาย หรือจัดโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน
– จัดมุมพักผ่อนให้พนักงานสามารถลุกและขยับร่างกายได้ อาจเสริมบริการนวดตัว หรือเก้าอี้นวด เพื่อทำให้กล้ามเนื้อไม่เกร็งจากการทำงาน
2. โรคไมเกรน
โรคไมเกรนคืออะไร
ไมเกรน อีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่เรามักได้ยินจากคนทำงาน โดยเป็นอาการปวดศีรษะเรื้อรังที่มักจะปวดศีรษะแบบตุบๆ ซึ่งอาจเป็นข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ไมเกรนมักจะเกิดขึ้นในยามที่คนทำงานรู้สึกเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังใช้ร่างกายหนักเกินไป
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
วิถีชีวิตที่ส่งผลกับการเกิดโรคไมเกรนคือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ กินอาหารไม่ตรงเวลา มีความเครียดสูงบ่อยครั้ง รวมไปถึงคนที่ชอบทานกาแฟหรือชาที่มีคาเฟอีนสูงมากเกินไป ก็ส่งผลให้เกิดไมเกรนได้ทั้งสิ้น
ข้อสังเกตอาการ
– มักปวดหัวข้างเดียวเป็นประจำ โดยอาจเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวาสลับกัน (แต่บางคนก็มักปวดทั้งสองข้าง)
– ลักษณะการปวดจะเป็นจังหวะเหมือนเส้นเลือดกำลังดัน หรือที่คุ้นชินกับคำว่าปวดหัวตุบๆ
– อาการปวดหัวมักเกิดบริเวณบริเวณขมับ อาจปวดร้าวมาถึงกระบอกตาและท้ายทอย
– อาการปวดจะค่อนข้างเรื้อรัง เกิดขึ้นเป็นเวลานานหลายชั่วโมง หรือทั้งวัน
– ในกรณีที่เป็นไมเกรนเรื้อรังและรุนแรง จะกระทบไปถึงวิถีชีวิต ไม่สามารถนั่ง เดิน หรือขึ้น-ลงบันไดได้ แต่อาการจะดีขึ้นหากได้นอนนิ่งๆ ในห้องที่เงียบสงบ และเย็นสบาย ไม่มีแสงรบกวน
– บางคนอาจเจออาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาไม่สู้แสง ทนเสียงดังไม่ได้ เป็นต้น
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– จัดตารางเวลาทำงานให้เหมาะสม คอยเช็กความรู้สึกและสถานการณ์ที่จะช่วยให้พนักงานไม่กดดันและต้องทำงานหนักเกินไป
– มีการติดตามและวิเคราะห์สุขภาพพนักงานอยู่เสมอ โดยอาจใช้ผ่านแอปพลิเคชัน เช่น SAKID
– จัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีแสงสว่างที่พอดี มีบรรยากาศที่ไม่ตึงเครียดเกินไป
3. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คืออะไร
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเช่น การกลั้นปัสสาวะ และการทำความสะอาดทวารหนักก่อนทำความสะอาดอวัยวะเพศ ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่ายขึ้น
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
สำหรับพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานติดต่อกัน รวมไปถึงการทำความสะอาดทวารหนักก่อนทำความสะอาดอวัยวะเพศ การใช้ยาปฏิชีวนะสวนล้างทำความสะอาดช่องคลอด รวมไปถึงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
ข้อสังเกตอาการ
– ปัสสาวะกะปริบกะปรอยบ่อยครั้ง
– ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะสีขุ่น หรืออาจมีเลือดปนมากับปัสสาวะ
– รู้สึกถ่ายปัสสาวะไม่สุด
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ออกแบบสถานที่ทำงานให้เข้าถึงห้องน้ำได้ง่าย และมีความสะอาด
– ไม่กดดันพนักงานให้ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ แต่สร้างความสบายใจให้สามารถมีอิสระในการลุกไปเข้าห้องน้ำ
– จัดเตรียมน้ำสะอาดให้พนักงาน
– มอบสวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้พนักงานสามารถตรวจเช็กโรคได้ทันเวลา

4. โรค CVS (Computer Vision Syndrome)
โรค CVS คืออะไร
โรค CVS (Computer Vision Syndrome) เป็นกลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หากใช้อย่างต่อเนื่องจะยิ่งส่งผลกระทบร้ายแรง โดยผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน จะมีอาการ CVS เกิดขึ้นได้เกือบ 90 %
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
สำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการอ่านเอกสารที่มีตัวอักษรเล็กๆ เป็นเวลานานเป็นพฤติกรรมที่อาจทำให้เกิดโรค CVS ได้ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมยังส่งผลต่อการเกิดโรค ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในสถานที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ การจัดวางโต๊ะทำงานที่ทำให้มองจอในระยะที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงท่านั่งทำงานด้วยเช่นกัน
ข้อสังเกตอาการ
– ปวดเมื่อยตา ปวดกระบอกตา
– ตาแห้ง แสบตา เคืองตา
– ตาพร่ามัว โฟกัสได้ช้าลง
– ตาสู้แสงไม่ได้ ไม่สามารถมองแสงจ้าได้
– มีอาการปวดศีรษะ บางครั้งอาจมีอาการปวดหลัง ไหล่ หรือต้นคอร่วมด้วย
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ออกแบบการวางโต๊ะทำงานและเก้าอี้ ให้เหมาะสมกับการทำงาน
– สร้างสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ มีต้นไม้ในออฟฟิศเพื่อให้พนักงานสามารถพักผ่อนสายตาได้
– มีการแจ้งเตือนหรือสะกิดให้พนักงานได้พักสายตาจากจอคอมหรืองานที่ทำ อาจเป็นการใช้แอปพลิเคชันในการอำนวยความสะดวก
5. โรคเครียด
โรคเครียดคืออะไร
โรคเครียด (Adjustment Disorder) หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ ภาวะการปรับตัวผิดปกติ เป็นโรคที่เกิดจากการพบเจอภาวะกดดันมากเกินไป จนไม่สามารถปรับตัวได้ ส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานในการดำเนินชีวิต และการทำงาน โดยจะมีอาการนานไม่เกิน 6 เดือน และเป็นกลุ่มโรคทางจิตเวชที่สามารถรักษาให้หายได้
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
โรคเครียดเป็นโรคที่เกิดเผชิญจากปัจจัยทั้งภายใน เช่น โรคประจำตัว สารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล พัฒนาการตามวัย และปัจจัยภายนอกเช่น การทะเลาะเบาะแว้ง ความกดดันจากที่ทำงาน การสูญเสีย สุขภาพที่เจ็บป่วยเป็นเวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดโรคเครียดได้ หากพบเจอซ้ำๆ
ข้อสังเกตอาการ
– เห็นภาพเหตุการณ์ร้ายแรงซ้ำๆ ฝันร้าย
– อารมณ์ขุ่นมัว ทุกข์ใจ ไม่ร่าเริงแจ่มใส
– เกิดความหลงลืมมึนงง รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง
– หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม
– นอนหลับยาก
– ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ออกแบบสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีความผ่อนคลาย มีสีสัน หรือเพิ่มต้นไม้และของตกแต่งเพื่อให้มีพื้นที่พักผ่อนใจ
– ติดตามและถามไถ่สภาพจิตใจของพนักงาน โดยอาจทำงานผ่าน HR หรือใช้แอปพลิเคชันช่วยบันทึกกิจกรรมประจำวันบนปฏิทินความสุข ที่จะทำให้ได้เห็นความรู้สึกของพนักงาน
– ออกแบบสวัสดิการที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานไม่ต้องกังวลถึงคุณภาพชีวิตที่ดี
– ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการออกแบบวิถีการทำงานที่เหมาะสมกับแต่ละคน
6. โรคหัวใจ
โรคหัวใจคืออะไร
โรคหัวใจ (Heart Disease) คือโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการทำงานของหัวใจ โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไป เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ และอื่นๆ
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
โรคหัวใจเกิดได้จากหลากหลายพฤติกรรม ทั้งพันธุกรรม หรือวิถีชีวิตเช่น การกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง การไม่ได้ออกกำลังกาย การอยู่กับจอคอมตลอดเวลาจนไม่ค่อยได้ขยับตัว รวมไปถึงความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจเช่นกัน นอกจากนี้ยังเกิดจากการสูบบุหรี่หนัก หรือดื่มแอลกอฮอล์มากจนเกินไป
ข้อสังเกตอาการ
– เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง
– หายใจเข้าลำบาก
– เจ็บหน้าอกหรือแน่นบริเวณกลางอก
– หายใจหอบ บางครั้งอาจเกิดขึ้นยามที่นอนหลับแล้ว
– เป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
– ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
– ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำ
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ให้บริการห้องออกกำลังกาย หรือจัดโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน
– มอบสวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้พนักงานสามารถตรวจเช็กโรคได้ทันเวลา
– มอบสวัสดิการโรงอาหารที่คำนวณโภชนาการให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

7. โรคอ้วน
โรคอ้วนคืออะไร
โรคอ้วน คือโรคที่เกิดจากการมีปริมาณไขมันในร่างกายที่มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิต
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือทานอาหารที่มีความหวานมากเกินไป เช่น ชานมต่างๆ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้มาก และหากรับประทานโดยไม่ได้ออกกำลังกาย ยิ่งทำให้ร่างกายสะสมไขมันไว้ และก่อให้เกิดโรคอ้วนที่เป็นต้นเหตุของโรคอื่นๆ ที่ตามมา
ข้อสังเกตอาการ
– ดัชนีมวลกายหรือ BMI สูงถึง 30
– มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
– มีอาการปวดหลัง ข้อเข่าเสื่อม
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ให้บริการห้องออกกำลังกาย หรือจัดโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน
– มอบสวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้พนักงานสามารถตรวจเช็กโรคได้ทันเวลา
– มอบสวัสดิการโรงอาหารที่คำนวณโภชนาการให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
– มีการติดตามพฤติกรรมสุขภาพพนักงานผ่านแบบสอบถาม หรือแอปพลิเคชัน เช่น SAKID ที่ช่วยเป็นโค้ชในการดูแลสุขภาพได้
8. โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD ) คือโรคที่เกิดจากภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก รวมไปถึงอาการขย้อน หรือคลื่นไส้ที่อาจส่งผลต่อวิถีชีวิต
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
พฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การกินอาหารไม่ตรงเวลา การกินอาหารแล้วเอนตัวนอนทันที รวมไปถึงการทานอาหารมากเกินไปติดต่อกันหลายครั้ง นอกจากนี้คนที่สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ ก็มีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ รวมไปถึงคนที่มีความเครียดสูงก็ส่งผลต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อนเช่นกัน
ข้อสังเกตอาการ
– มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่
– มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก
– ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
– เจ็บหน้าอก รู้สึกจุกคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณคอ
– หืดหอบ ไอแห้ง เสียงแหบ เจ็บคอ
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ให้บริการห้องออกกำลังกาย หรือจัดโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน
– มอบสวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้พนักงานสามารถตรวจเช็กโรคได้ทันเวลา
– มอบสวัสดิการโรงอาหารที่คำนวณโภชนาการให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
– ออกแบบสภาพแวดล้อมให้ได้มีพื้นที่เดินย่อยอาหารก่อนกลับไปนั่งทำงาน หลังทานอาหารกลางวันเสร็จ
9. โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคืออะไร
โรคเบาหวาน (Diabetes) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินซูลิน (Insulin) ซึ่งร่างกายของเราจำเป็นต้องพึ่งพาอินซูลินในการนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย แต่เมื่อเกิดความผิดปกติกับฮอร์โมนชนิดนี้ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีปริมาณน้ำตาลค้างในเลือดมากกว่าปกติ
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
ส่วนใหญ่แล้วโรคเบาหวานเกิดจากพฤติกรรมที่มักละเลยการออกกำลังกาย การทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ ทานหวานเกินไป รวมไปถึงความเครียดก็ส่งผลต่อการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน นอกจากนี้เบาหวานยังเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งต่อกับในครอบครัวได้
ข้อสังเกตอาการ
– ปัสสาวะบ่อย ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
– หิวน้ำบ่อย
– หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด
– ผิวแห้ง
– เป็นแผลแล้วหายยาก
– ตาพร่ามัว
– ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ให้บริการห้องออกกำลังกาย หรือจัดโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน
– มอบสวัสดิการด้านสุขภาพ เช่น ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้พนักงานสามารถตรวจเช็กโรคได้ทันเวลา
– มอบสวัสดิการโรงอาหารที่คำนวณโภชนาการให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
– อำนวยความสะดวกในการช่วยวิเคราะห์สุขภาพ การกินอาหาร การออกกำลังกายและความสุขส่วนบุคคล ผ่านแอปพลิเคชัน SAKID
10. ต้อหิน ตาพร่ามัว
โรคต้อหิน ตาพร่ามัวคืออะไร
โรคต้อหิน คือ โรคที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการใช้สายตา และปริมาณเม็ดเลือดแดงที่เข้ามาเลี้ยงเซลล์ประสาทภายในลูกตาทำให้เซลล์ประสาทตาได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จนส่งผลให้เซลล์ค่อยๆ ตายลง และการมองเห็นค่อยๆ ย่ำแย่ลงจนอาจตาบอดได้ในที่สุด
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค
สำหรับคนทำงานที่ทักจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน ตาพร่ามัวได้มากกว่าคนอื่น นอกจากนี้ในบุคคลที่ต้องทำงานกับที่ที่มีแสงสว่างจ้าเกินไปตลอดเวลาก็มีความเสี่ยงเช่นกัน รวมไปถึงพฤติกรรมเช่น ทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ จนทำให้ร่างกายขาดวิตามินบำรุงสายตา
ข้อสังเกตอาการ
– ตาพร่า ตามัว เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เห็นภาพเบลอซ้อน หรือตามืดบอดชั่วขณะหนึ่ง
– เห็นจุดแสง ดำ-ขาว เต็มไปหมด เมื่อมองไปกลางแดด ตาสู้แสงไม่ได้
– ปวดในเบ้าตาลึกๆ และปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน
– ตรวจพบว่าสายตาสั้นขึ้นมาทันที และค่าสายตาขึ้นๆ ลงๆ
– สังเกตพื้นที่ต่างระดับ เวลาก้าวเดิน หรือเวลาขึ้นลงบันไดได้ยากลำบากขึ้น
– เห็นสีจืดจางลง เห็นตัวหนังสือเลือนรางขึ้น
– มองในที่มืดแย่ลง
องค์กรช่วยออกแบบวิธีป้องกันได้อย่างไร
– ออกแบบสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีแสงสว่างที่ดีพอดีและเพียงพอต่อการทำงาน
– จัดสรรเวลาทำงานให้พนักงานได้มีเวลาพักและละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์
– มอบสวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปีที่ครอบคลุมกับการตรวจสุขภาพสายตา
– มอบสวัสดิการโรงอาหารที่คำนวณโภชนาการให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สรุป
เพราะ ‘คนทำงาน’ นับเป็นทรัพยาการและสินทรัพย์ที่มีคุณค่าแก่องค์กรอย่างสูงสุด การดูแลให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง และห่างไกลโรค นอกจากจะเป็นการช่วยดูแลกันและกัน ยังเป็นการรักษาประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรด้วยเช่นกัน
10 โรคที่เกิดจากการทำงานเหล่านี้ จึงเป็นภัยเงียบที่องค์กรต้องช่วยกันดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น โดยอาจเลือกผู้ช่วยในการวิเคราะห์และเป็นโค้ชในการดูแลสุขภาพ เช่นแอปพลิเคชัน SAKID ที่มีทั้งโปรแกรมดูแลสุขภาพพนักงาน รายงานวิเคราะห์และติดตามผล รวมไปถึงการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจ ที่จะเป็นการดูแลพนักงานได้อย่างรอบด้านและครอบคลุมในแอปฯ เดียว
บทความที่น่าสนใจ

สร้างความรู้ สุขภาพดีในองค์กร เริ่มจาก เทรนนิ่งพนักงาน
ทำงานที่ไหนไม่เครียดบ้าง แต่อยู่ที่เราจะจัดการความเครียดและชีวิตสุขภาพได้ดีแค่ไหน การดูแล “สุขภาพพนักงาน” จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป และหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดคือ “การเทรนนิ่งพนักงานด้านสุขภาพ” เพราะการอบรมที่ดีไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มความรู้ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมสุขภาพที่ดีให้กับบริษัท เมื่อพนักงานสุขภาพดี งานก็จะออกมามีประสิทธิภาพ

PDCA คืออะไร รู้จักหลักการที่ทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทำงานแล้วเจอแต่ปัญหาซ้ำ ๆ จนบั่นทอนใจ แก้เท่าไหร่ก็ไม่จบเสียที ลองหันมาใช้ PDCA วิธีบริหารจัดการองค์กรที่ช่วยแก้ปัญหาอย่างตรงจุด แล้ว PDCA หมายถึงอะไรบ้าง?

SAKID with MEA Fatty Model
สำหรับกิจกรรม MEA Fatty Model ปี 2025 ที่แข่งขันลดน้ำหนักกับ SAKID application ระยะเวลา พฤษภาคม-กรกฎาคม โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือดัชนีมวลกาย ≥25 kg/m2 และมีผลตรวจไขมันในเลือดสูง มีการออกแบบภารกิจสุขภาพทั้งลดไขมัน เพิ่มผักใย และออกกำลังกายให้เหมาะสม พร้อมด้วยโค้ชนักกำหนดอาหารวิชาชีพดูแลเป็นรายบุคคล และมีการประเมินอาหารโภชนาการรายบุคคลเพื่อปรับเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการกิน

Health Activity จัดแบบไหนได้บ้าง?
ในช่วงต้นปีแบบนี้ หลายบริษัทอาจกำลังมองหากิจกรรมที่ทำร่วมกับพนักงาน ซึ่งกิจกรรมก็เป็นได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ขององค์กร หรือความต้องการพนักงาน ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร กิจกรรม CSR เพื่อสังคม กิจกรรมด้านอบรมเพิ่มศักยภาพพนักงาน หรือแม้แต่กิจกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพ หรือ happy workplace ให้แก่พนักงาน ซึ่งขอแนะนำตัวอย่างการจัดกิจกรรมด้าน Health ไว้เป็นไอเดียไปจัดกิจกรรม
Snack Bar จัดอย่างไรให้พนักงานสุขภาพดี
Snack bar สำหรับพนักงาน เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ และ ประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ควรเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น ผลไม้ นม แครกเกอร์ หรือ อาหารที่มีพลังงานน้อย เพื่อช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีด้วยนั่นเอง

5 หัวข้อ อบรม พนักงาน ให้ได้ความรู้และทักษะการใช้ชีวิต
การอบรมพนักงานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีกต่อไป แต่ยังหมายถึงการพัฒนา “ทักษะชีวิต” ที่ช่วยให้พนักงานดูแลสุขภาพกาย ใจ และความสัมพันธ์ในที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะเมื่อคนในองค์กรมีสุขภาวะที่ดี เขาจะสามารถสร้างผลงานที่ดี มีความยืดหยุ่นในการเผชิญความเปลี่ยนแปลง และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรที่ยั่งยืน