กิจกรรม 5ส
URL Copied!

กิจกรรม 5ส คืออะไร (เข้าใจง่ายๆ ใน 5 นาที)

กิจกรรม 5ส คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เราพบได้เห็นบ่อย ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย เป็นหลักการคุ้นเคยที่ทุกองค์กรนำมาประยุกต์ใช้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในองค์กร แต่ทว่า กิจกรรมเหล่านี้คืออะไร ทำไมมันถึงถูกนำมาปรับใช้ในองค์กรต่าง ๆ อย่างแพร่หลายแบบนี้กัน มาทำความเข้าใจไปด้วยกันเถอะ

 

กิจกรรม 5ส เครื่องในการจัดระเบียบองค์กรที่แพร่หลาย

 

การทำงานในบริษัท

 

5ส หรือ 5S คือเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในองค์กร และใช้พื้นที่ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยหลักตามแบบญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วย 

 

1. สะสาง (Seiri / Sort)

 

เริ่มต้นแยกสิ่งที่ต้องการจัดระเบียบ โดยต้องชัดเจนระหว่าง “สิ่งที่จำเป็น” และ “สิ่งที่ไม่จำเป็น” หรือแยกสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่

 

2. สะดวก (Seiton / Set in Order)

 

นำสิ่งที่สะสางมาจัดให้เป็นระเบียบ โดยคำนึงถึงกระบวนการใช้งานและความปลอดภัย

 

3. สะอาด (Seiso / Shine)

 

เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้น่ารื่นรมย์และน่าทำงาน ซึ่งสิ่งนี้มีผลอย่างมากต่อจิตใจพนักงานในความรู้สึกดีกับการทำงาน

 

4. สุขลักษณะ (Seiketsu / Standardize) 

 

ปรึกษาหารือว่าอะไรคือมาตรฐานสุขลักษณะที่พนักงานต้องการ เพื่อที่ว่า ทุกคนจะได้ปฏิบัติรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามมาตรฐานนั้น ๆ

 

5. สร้างนิสัย (Shitsuke / Sustain) 

 

นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากและยากที่สุด เพราะคำว่า “นิสัย” ไม่ได้ขึ้นเกิดแค่การทำเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการหมั่นปฏิบัติซ้ำ ๆ เป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

โดยกิจกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ เพื่อลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานภายในองค์กรอย่างถ้วนหน้า ซึ่งสมัยก่อน นิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรมกันเป็นหลัก ก่อนที่จะขยับขยายมาใช้ในทุกประเภทของธุรกิจ เพราะเป็นแนวทางที่เป็นระบบ เหมาะสำหรับการนำมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขการทำงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานนั่นเอง

 

และยังมีคนเคยเปรียบเทียบอีกว่า กิจกรรมนี้​เปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ของแนวคิดการพัฒนาองค์กรตามหลักการอื่น ๆ เช่น LEAN, ISO, TPM, QCC, Six Sigma, PDCA หรือ Kaizen ฯลฯ จึงกล่าวได้ว่า มันเป็นพื้นฐานของหลักการพัฒนาองค์กรทุกระบบก็ว่าได้

 

ฉะนั้นถ้าหากองค์กรมีรากฐานที่แข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

 

ประโยชน์ของกิจกรรม 5ส ที่เกิดขึ้นกับองค์กร

 

– พนักงานทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

– เกิดความร่วมมือร่วมใจภายในองค์กร

 

การประชุมภายในองค์กร

 

– พนักงานมีระเบียบวินัยมากขึ้น

 

– การปฎิบัติตามกฎระเบียบ และคู่มือการปฎิบัติงาน จะทำให้ความผิดพลาด และความเสี่ยงต่าง ๆ ลดน้อยลงไป

 

– มีจิตสำนึกของการปรับปรุงตัว ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน

 

– เป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร, อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ

 

– การไหลเวียนของวัสดุ และกระบวนการทำงานจะราบรื่นขึ้น

 

– พื้นที่ทำงานมีระเบียบและสะอาดตา สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติต่าง ๆ ได้ง่าย

 

– ต้นทุนขององค์กรลดลง แต่ได้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม 5ส ให้เห็นผล

 

การจะดำเนินกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ ให้เห็นผล จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจนและแน่นอน โดยสำหรับกิจกรรม 5ส นั้น จะมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

 

– ขั้นเตรียมการ (Perparation)

 

การปรึกษาในองค์กร

 

เมื่อเริ่มต้นนำกิจกรรมมาใช้งาน สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการคือ การทำความเข้าใจกับผู้บริหารระดับสูง และจัดเตรียมแผนการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ นำไปเสนอให้เห็นผลโดยรวม

 

– ขั้นเริ่มดำเนินการ (Kick off Project)

 

วางแผนจัดกิจกรรมให้ชัดเจนว่าจะทำสิ่งใดและเริ่มวันไหน โดยกิจกรรมนี้ มีความสำคัญและต้องเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบ รวมถึงมีการประชุมเตรียมการต่าง ๆ และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน

 

– ขั้นตอนดำเนินการ (Implementation)

 

เมื่อเริ่มดำเนินการ ทุกพื้นที่จะต้องกำหนดแผนปฎิบัติการ และหัวข้อต่าง ๆ ที่ควรมีอยู่ในการดำเนินกิจกรรม เช่น รายละเอียดกิจกรรม, ระยะเวลาดำเนินการ, ผู้รับผิดชอบ และการรายงานความคืบหน้าต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล

 

สาเหตุที่กิจกรรม 5ส ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นวงกว้าง

 

กิจกรรม 5ส ถือว่าเป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถเข้าใจแนวทางการปฏิบัติได้ง่าย และใช้งบประมาณที่ต่ำ โดยผู้ทำกิจกรรมก็จะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม จากการที่ตัวกิจกรรมต้องปฏิบัติร่วมกันเป็นกลุ่มพื้นที่ ซึ่งสมาชิกในพื้นที่จะได้ร่วมกันวางแผน และลงมือปรับปรุงพื้นที่ปฏิบัติงานของตนเองให้เหมาสมกับพวกเขา และกลุ่มกิจกรรมนี้ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำให้แก่หัวหน้าพื้นที่อีกด้วย

 

จากการที่เห็นผลที่เป็นรูปธรรมนี้เอง พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น จะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีการจัดเก็บสิ่งของที่เป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาของหรือเอกสาร ซึ่งการปรับปรุงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่มองเห็นได้และเป็นรูปธรรม ทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างนิสัย และการมีวินัยในองค์กร

 

โดยการปฏิบัติกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน จะช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยและความเป็นระเบียบวินัยให้แก่ผู้ปฏิบัติกิจกรรม สิ่งของในที่ทำงานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ทำให้การทำงาน มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกนั่นเอง

 

อยากเพิ่มประสิทธิภาพ 5ส ต้องทำเช่นไรดีนะ ?

 

การเพิ่มประสิทธิภาพ 5ส

 

เพราะกิจกรรม 5ส ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาด แต่เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในที่นี้จึงจะกล่าวถึงปัจจัยที่จะช่วยให้การประยุกต์ใช้กิจกรรมดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่

 

– ความรับผิดชอบ

 

ทุกคนจะต้องเชื่อมั่นและทำตามหลักการนี้ด้วยใจจริง ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวหรือทำไปเพราะคนอื่นสั่งให้ทำ ยิ่งถ้าหากร่วมมือร่วมใจกันทุกคนแล้วล่ะก็ การสร้างวินัยก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

– การแข่งขัน 

 

เป็นการเพิ่มความท้าทายและความตื่นเต้นแก่พนักงาน ทำให้หลาย ๆ องค์กรจึงมักมีการประกวดกิจกรรมนี้เป็นประจำทุกปี

 

หรืออย่างแอปพลิเคชันของ SAKID ที่มีฟีเจอร์ Health Challenge ที่นอกจากจะช่วยวิเคราะห์สุขภาพ, การกินอาหาร, การออกกำลังกายและความสุขส่วนบุคคลแล้ว ยังมีภารกิจสะกิดสุขภาพพร้อมเคล็ดลับรายบุคคล รวมไปถึงการแข่งขันกับเพื่อนในทีมด้วย ระบบสะกิดแก๊งอีกด้วย

 

– การปรับปรุง 

 

ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นถ้าเราปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แนะนำว่าอาจใช้หลักการวงจร PDCA (Plan – Do – Check – Action) มาร่วมด้วยก็ได้ เพราะจะทำให้องค์เติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

 

สรุป

 

กิจกรรม 5ส ถือเป็นอีกเครื่องมือดี ๆ ที่แพร่หลายเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ที่ใช้พื้นที่ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เป็นอย่างดี ในการช่วยการจัดระเบียบขององค์กรของตน และนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างง่าย ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจ ในการนำไปปรับใช้กับองค์กรที่ต้องการสร้างระบบระเบียบต่าง ๆ นั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

จัดคลาสออกกำลังกายอย่างไรให้โดนใจคนที่ทำงาน-01-SAKID

จัดคลาสออกกำลังกายอย่างไรให้โดนใจคนที่ทำงาน

 เมื่อคนใช้เวลากว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานจดจ่ออยู่กับการทำงาน เวลาพักน้อย การจะขยับตัวเพิ่มกิจกรรมทางกายระหว่างวันก็เป็นไปได้ยากเพราะไม่อาจละจากงานตรงหน้าได้ ด้วยปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น การจะออกกำลังกายให้ได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำขององค์การอนามัยโลกยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพของพนักงานและเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

อ่านต่อ »
แยกขยะในที่ทำงาน-SAKID

แยกขยะในที่ทำงาน เรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้

ในแต่ละวัน ที่ทำงานของเราสร้างขยะจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยกาแฟ กล่องอาหารกลางวัน กระดาษที่ใช้แล้ว หรือขยะรีไซเคิลอื่น ๆ ถ้าเรารู้จักแยกขยะให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้นทาง ก็สามารถลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ที่ทำงานสะอาดและน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย

อ่านต่อ »

วิธีดึงพนักงานกลับมาเมื่อ หมดpassionในการทำงาน

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมพนักงานที่เคยเต็มไปด้วยไฟในการทำงาน เคยเป็นคนเสนอไอเดียใหม่ ๆ อย่างกระตือรือร้น กลับค่อย ๆ กลายเป็นคนที่นั่งเงียบ ไม่อยากออกความคิดเห็น และทำงานไปวัน ๆ เพียงเพื่อรอให้หมดเวลา? นี่ไม่ใช่เพียงแค่ “อาการเหนื่อย” ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณสำคัญของ “หมดpassionในการทำงาน” ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในองค์กรไทยและทั่วโลก

อ่านต่อ »
4 วันทำงาน -SAKID thumbnail

เมื่อ ‘น้อยกว่า’ กลายเป็น ‘มากกว่า’: 4 วันทำงานกับผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย

คุณรู้สึกว่าการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้คุณหมดแรงและขาดแรงบันดาลใจในการทำงานหรือไม่? คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ เพราะงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์อาจเป็นคำตอบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยังช่วยสร้างสมดุลที่ดีระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้พนักงานมีความสุขมากยิ่งขึ้น

อ่านต่อ »
Employee Engagement

Employee Engagement เทคนิคสานสัมพันธ์ของพนักงานและองค์กร 

การสานสัมพันธ์ของพนักงานและองค์กร ถือเป็นโจทย์ที่น่าขบคิดอีกหนึ่งอย่างสำหรับ HR และผู้บริหารภายในองค์กร Employee Engagement จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในจุดนี้

อ่านต่อ »

สร้าง Employee Wellbeing อย่างไร ให้พนักงานสุขภาพดี

Employee Wellbeing หรือ “สุขภาวะพนักงาน” หมายถึง สภาวะที่พนักงานมีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และการทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุว่า “สุขภาวะที่ดีไม่ใช่แค่การไม่มีโรค แต่คือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ในทุกมิติ”

อ่านต่อ »
วัฒนธรรมองค์กร
URL Copied!

การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น ด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ

ปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากเงินหรือตำแหน่งงาน ที่จะช่วยมัดใจให้พนักงานยังอยู่กับองค์กรต่อไป ก็คือวัฒนธรรมองค์กร เพราะในทุกวันนี้ ปัจจัยในเรื่องของความรู้สึกเองก็ส่งผลกับพนักงานมากยิ่ง ๆ ขึ้น การมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบริษัทให้ยั่งยืน จึงทำให้หลาย ๆ องค์กรนั้นตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของตน ไปสู่วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ คืออะไรกันแน่

 

วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) นั้นหมายถึง ค่านิยม, ทัศนคติ, มาตรฐาน และ ความเชื่อที่ทุกคนในองค์กรมีร่วมกัน ซึ่งวัฒนธรรมนี้เป็นสิ่งที่สร้างเป้าหมายขององค์กร ทั้งยังเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ และวิธีที่ทุกคนในองค์กรจะทำงาน ซึ่งการสร้างมันขึ้นมา จึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จของตัวองค์กรนั่นเอง

 

การทำงานในองค์กร

 

สำหรับวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพนั้น จะมีความแตกต่างกว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบทั่วไปอยู่มาก เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มุ่งเน้นไปที่การสะท้อนมันออกมาจากตัวบุคคล และ Passion ของกลุ่มผู้บริหารในองค์กรเป็นหลัก 

 

ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าพนักงานจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่ผู้บริหารภายในองค์กรต่างหาก ที่จะต้องเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างวัฒนธรรมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรแบบสตาร์ทอัพ ที่โครงสร้างองค์กรค่อนข้างที่จะเล็กและแบนกว่าองค์กรทั่ว ๆ ไป จึงทำให้พนักงานในองค์กรมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงมากอยู่แล้วนั่นเอง

 

การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ ต้องทำยังไงบ้าง

 

โดยส่วนมากวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ มักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยืดหยุ่นมากกว่าวัฒนธรรมองค์กรใหญ่ ๆ ที่จะเน้นไปในเรื่องของความเป็นระบบระเบียบที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งสำคัญพื้นฐานในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ จะเริ่มต้นขึ้นจากการระบุเป้าหมาย, ค่านิยมแบบแผนหลัก รวมไปถึงการสื่อสารให้ทั่วถึงอย่างชัดเจน และเพื่อจะทำให้วัฒนธรรมนี้คงอยู่อย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 6 ส่วนดังนี้

 

1. ผู้บริหารจะต้องเป็นแบบอย่าง

 

ผู้บริหารจะต้องใช้การแสดงออกทางพฤติกรรมตามค่านิยมต่าง ๆ ที่ตั้งมั่นเอาไว้มาเป็นตัวผลักดันวัฒนธรรมควบคู่กันไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น อาจทำให้พนักงานไม่เชื่อใจในตัวผู้บริหาร และค่านิยมดังกล่าว จนอาจส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ดีไปแทน เช่น ในเรื่องของการทำสัญญา หรือการเคารพกันตามสายบังคับบัญชา เป็นต้น

 

2. จ้างงานอย่างระมัดระวัง

 

ในการเลือกจ้างพนักงานเข้ามาทำงานภายในองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่ประเมินถึงทักษะความสามารถอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กรเองก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการดูค่านิยมพื้นฐานของพวกเขาว่าไปทางเดียวกับองค์กรหรือไม่ รวมไปถึงตัวองค์กรเองก็จะต้องเตรียมตัวที่จะตอบคำถามต่าง ๆ ที่อาจจะออกมาจากปากของผู้สมัครให้รอบด้าน

 

3. การชื่นชมและให้รางวัลพนักงาน

 

สิ่งนี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจแก่พนักงานภายในองค์กรเป็นอย่างมาก และยังทำให้พนักงานเหล่านี้รู้สึกผูกพันและรักในตัวขององค์กรมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มนุษย์ทุกคนนั้นต้องการความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีส่วนสำคัญกันทั้งสิ้น รวมไปถึงการที่มีคนเห็นความพยายามในการทำงานของตัวเอง และได้รับการชื่นชมออกมาอย่างจริงใจ ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่พวกเขามากกว่าเดิม

 

พนักงาน

 

4. ประเมินวัฒนธรรมองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

 

เพราะการปรับรูปแบบวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นแบบสตาร์ทอัพ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและอาจเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นแล้ว พนักงานและผู้บริหารภายในองค์กรจะต้องมีทักษะในการปรับตัว หมั่นตรวจเช็คอยู่เสมอว่าวัฒนธรรมองค์กรในปัจจุบันของเรานั้น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงพนักงานเองก็มีการพัฒนาไปเป็นอย่างไรบ้างนั่นเอง 

 

5. กำหนดกรอบคุณค่าที่มุ่งเน้นผลกระทบทางสังคม ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น 

 

แม้ความสำเร็จทางการเงินขององค์กรจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใส่ใจสังคมเองก็ถือว่าเป็นเรื่องที่องค์กรจำเป็นจะต้องพึงปฎิบัติ และยึดมั่นในการดำเนินงานที่ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ขององค์กร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คน ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวขององค์กรได้เป็นอย่างมาก และส่งผลทำให้วัฒนธรรมขององค์กรนั้นยั่งยืนและมั่นคง

 

6. มีความอดทนในการสร้างผลกำไร

 

“ผลประโยชน์ระยะสั้นนั้นไม่เคยคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไปในระยะยาว” นี่เป็นปรัชญาที่ Gusto ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการบัญชีเงินเดือนออนไลน์ในสหรัฐอเมริกานั้นยึดมั่น เพราะความรีบร้อนในการเติบโตที่รวดเร็วจนเกินไป จะส่งผลทำให้วัฒนธรรมองค์กรนั้นพังทลายได้โดยง่าย และทำให้พนักงานสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กร จนกลายเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาลาออกจากองค์กรไปในที่สุด ฉะนั้นแล้ว รากฐานที่ยั่งยืนและความอดทนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เหล่าผู้บริหารจะต้องยึดมั่นเอาไว้เป็นแบบอย่าง

 

ถ้าอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจ วัฒนธรรมองค์กรที่ถูกเปลี่ยนควรเป็นเช่นไร

 

การสร้างวัฒนธรรมองค์กร

 

1. งานที่สมดุล ลงตัวกับไลฟ์สไตล์

 

สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ คืองานที่ทำแล้วมีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง และยังจะต้องสมดุลกับชีวิตด้านอื่น ๆ ของพวกเขา ซึ่งตัวงานนี้ นอกจากจะต้องมีโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอแล้ว จะต้องไม่ทำให้ความต้องการในชีวิตด้านอื่น ๆ ของพวกเขามีปัญหา อย่างเช่นชีวิตส่วนตัว, งานอดิเรก หรือครอบครัว เป็นต้น จนกลายเป็นความรู้สึกที่ย่ำแย่ในการทำงานไป

 

2. ทำงานที่ไหนก็ได้

 

ด้วยปัญหาการการจราจรในปัจจุบัน รวมไปถึงสภาพอากาศและโรคระบาดในตอนนี้ ทำให้ความต้องการที่จะออกจากบ้านไปทำงานถึงออฟฟิศลดน้อยลงไปมาก ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นไปที่การทำงานที่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่เท่าเดิม ผ่านการติดต่อสื่อสารที่ยอดเยี่ยมระหว่างคนในทีม ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้ได้มีเวลาเหลือสำหรับการพักผ่อนหรือพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม จัดการชีวิตของตัวเองให้ลงตัว และมีอิสระในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

 

3. รับฟังทุกความคิดเห็น

 

สังคมการทำงานที่มีคุณภาพคืออีกหนึ่งสิ่งที่เหล่าคนรุ่นใหม่นั้นตามหา พวกเขาต้องการองค์กรที่มีพื้นที่ให้พนักงานของตนได้คิด และแสดงความเป็นตัวเองออกมา เปิดกว้างในเรื่องของไอเดีย ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร, อายุเท่าไหร่, เพศอะไร หรือทำงานตำแหน่งไหน ก็สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้โดยไม่ถูกขัด ซึ่งตัวของบริษัทหรือองค์กรเองก็พร้อมที่จะรับฟัง และเคารพในความคิดเห็นของทุก ๆ คนเท่ากัน ทั้งยังให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน, เจ้านาย หรือลูกน้อง ทำให้เกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพออกมา

 

การรับฟังความคิดเห็น

 

4. ให้โอกาสได้ลองผิดลองถูก

 

เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาจากการล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จึงมักมองหาบริษัทที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้สร้างมาเสนอไอเดียใหม่ ๆ กล้าที่จะให้ลองทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน เปิดโอกาสให้ได้ทำโปรเจกต์ที่อยากทำ หรือลองทำงานในตำแหน่งใหม่ ๆ ที่สนใจ เพื่อสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับคนทำงาน และความท้าทายนี้เอง ก็จะช่วยให้คนทำงานมี Passion ในการทำงานอยู่เสมอ

 

5. พร้อมส่งเสริมให้คนทำงานได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ

 

ในปัจจุบัน ทักษะต่าง ๆ เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่นั้นขวนขวายอยู่ตลอดเวลา บริษัทควรส่งเสริมให้คนทำงานได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนอกจากการจัดโปรแกรมฝึกทักษะที่จำเป็นให้แก่พนักงานแล้ว ก็ยังควรที่จะเปิดโอกาสให้พนักงานได้เลือกเรียนรู้ในทักษะที่ตนเองสนใจเองด้วย เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเองไปสู่พื้นที่การทำงานใหม่ ๆ ที่อาจจะใช้แสดงความสามารถได้ดียิ่งขึ้น ๆ ไปอีก

 

สรุป

 

แม้ว่าวัฒนธรรมองค์กรจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่พนักงานก็สามารถรับรู้ได้จากประสบการณ์ทำงาน, การใช้ชีวิตในองค์กรดังกล่าว และความเข้าใจในระบบการทำงานขององค์กร จึงไม่แปลก หากบริษัทที่มีวัฒธรรมองค์กรที่ไม่ดี จะมีอัตราการลาออกของพนักงานที่สูง อันเป็นเหตุของความไม่ยั่งยืนของบริษัท จนสุดท้ายก็กลายเป็นผลร้ายในระยะยาวของพวกเขาเสียแทน

 

ฉะนั้นแล้ว การเข้าใจและรู้จักพนักงานของตนเองก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารจะต้องทำความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลสุขภาพของพนักงาน ซึ่งแอปพลิเคชันอย่าง SAKID ก็ตอบโจทย์ในส่วนนั้นได้อย่างครบครัน ด้วยโค้ชสุขภาพของสะกิด ที่พร้อมให้คำปรึกษาส่วนตัวจาก 3 วิชาชีพ ลดรายจ่ายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็น และยังช่วยในการดูแลพนักงานได้อย่างทั่วถึง

บทความที่น่าสนใจ

แพคเกจตรวจสุขภาพ

“แพคเกจตรวจสุขภาพ” เลือกอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

ขอแนะนำวิธีเลือกแพคเกจตรวจสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละคน เพราะหนึ่งในการดูแลร่างกายที่คนมักหลงลืมคือการตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำวิธีการเลือก และแพคเกจพนักงาน

อ่านต่อ »
คิดบวกในที่ทำงาน-Positive thinking -SAKID

วิธีการคิดเชิงบวก Positive Thinking ในที่ทำงาน

การคิดในเชิงบวกการทำงานกับคนหลากหลายในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดัน แนวคิดเชิงบวกเป็นที่สำคัญสำหรับอารมณ์และจิตใจที่ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมองโลกในแง่ดีไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียด แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรอีกด้วย

อ่านต่อ »
Cover kimbab-Sakid

WORKSHOP คิมบับสุขภาพ

กิจกรรม  “Cooking class คิมบับสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Cooking class คิมบับสุขภาพ” โดยคุณอรนันท์ เสถียรสถิตกุล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตเจ้าของ D-Diet อาหารสุขภาพสาธิตเมนูอาหารสไตล์เกาหลี “คิมบับ”พร้อมได้เรียนรู้ส่วนประกอบการทำคิมับทางด้านประโยชน์และสารอาหาร รวมทั้งลงมือลองทำคิมบับเมนูสุขภาพด้วยตัวเอง

อ่านต่อ »
จัดกิจกรรม outing บริษัททำกิจกรรมอะไรดี?

จัดกิจกรรม outing บริษัททำกิจกรรมอะไรดี?

การจัด กิจกรรม outing ไม่ใช่แค่พาพนักงานไปเที่ยวพักผ่อน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความผูกพันกับองค์กร เพิ่มความสามัคคี และเสริมสุขภาพกาย-ใจของพนักงาน งานวิจัยของ Gallup (2022) ชี้ว่า พนักงานที่มี engagement สูง จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากถึง 21% และมีอัตราการลาออกน้อยลงเกือบครึ่งหนึ่ง

อ่านต่อ »
cover-กินเป็นลืมป่วย-Sakid

WORKSHOP ONLINE กินเป็นลืมป่วย กับ นักกำหนดอาหาร

กิจกรรม  “กินเป็นลืมป่วย”

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop online “กินเป็นลืมป่วย”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพได้ให้ความรู้เรื่องการจัดเก็บอาหารและของสด การเลือกอาหารที่เสริมสร้างสุขภาพ ไม่ให้เจ็บป่วย

อ่านต่อ »
สร้าง happy worplace-Sakid thumbnail

อยากสร้าง Happy Workplace เริ่มต้นที่…

ความสุขของพนักงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กร “Happy Workplace” หรือสถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่เป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง แล้วเราจะสร้าง Happy Workplace ได้อย่างไรกัน?

อ่านต่อ »
HRIS
URL Copied!

HRIS คืออะไร ทำไมถึงจำเป็นกับการบริหารทรัพยากรบุคคล

ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น อันเป็นเหตุให้องค์กรแต่ละแห่งนั้นต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานมากกว่าเดิม และรวมไปถึงแผนก HR ที่ได้มีการนำระบบซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิมมาใช้งาน หรือก็คือระบบ HRIS นั่นเอง

 

HRIS ระบบสารสนเทศที่สำคัญสำหรับ HR

 

พนักงานกำลังทำงาน

 

ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (Human Resource Information System) หรือ HRIS คือระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การวางแผน การจ้างงาน, การพัฒนาและการฝึกอบรม, ค่าจ้างเงินเดือน และการดำเนินการทางวินัย ซึ่งช่วยให้การบริหารทรัพยากรบุคคลเกิดประสิทธิภาพ จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับงานของ HR รวมไปถึง ยังช่วยตอบสนองความต้องการขององค์กรที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ซึ่ง HRIS ที่ดีของแต่ละองค์กรนั้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร โดยจำเป็นจะต้องเลือกให้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวสู่เป้าหมายได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพนั่นเอง 

 

ข้อมูลต่าง ๆ ที่ควรมีในระบบ HRIS มีอะไรบ้าง

 

– ข้อมูลสารสนเทศบุคคล

 

มักประกอบด้วยชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, อายุ และคู่สมรส หรือข้อมูลติดต่อในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาของเจ้าหน้าที่ HR ในการสืบค้น

 

– ข้อมูลสารสนเทศด้านการแพทย์

 

ประกอบด้วยข้อบกพร่องทางกายภาพที่สังเกตได้ เช่น แขน, ขา, การได้ยิน, การพูด หรือสภาพร่างกาย เพื่อความมุ่งหวังด้านความสามารถในการทำงาน

 

– ประวัติอาชีพ / ค่าจ้าง

 

ทั้งบันทึกงานต่าง ๆ ของพนักงาน, การฝึกอบรมฅ ตำแหน่งงาน, ประวัติเงินเดือน, เหตุผลการลา, การเลื่อน, ตำแหน่ง ฯลฯ ซึ่งใช้เพื่อวิเคราะห์การคำนวณค่าจ้างในองค์กร

 

– ข้อมูลคุณวุฒิ

 

รวบรวมข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษา และอบรมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรพัฒนาแผนการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับพนักงานในองค์กร

 

– ข้อมูลการประเมินค่าการปฏิบัติงาน

 

เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานตลอดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้เพื่อวัดผลการปฏิบัติงาน และเพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าในอาชีพ

 

– ข้อมูลการขาดงาน

 

เช่น บันทึกจำนวนวันทำงาน, การลาป่วย, วันลาพักผ่อน, วันหยุด หรือการลาโดยไม่รับเงินเดือน ซึ่งมีประโยชน์ในการระบุแนวโน้มการขาดงานในอนาคต

 

– ข้อมูลการร้องทุกข์

 

เป็นสารสนเทศเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ของพนักงาน เช่น สาเหตุของการร้องเรียน, วันที่ร้องเรียน, ประเภท, บุคคลหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

 

– ข้อมูลการสำรวจปัญหางานและข้อมูลทัศนคติ

 

เช่น การวัดความพอใจในการทำงาน, แรงจูงใจ, ความเครียด, ความคาดหวัง และรางวัล ฯลฯ เพื่อปรับปรุงองค์กรให้เหมาะสมกับพนักงานต่อไป

 

ประโยชน์ของการนำ HRIS มาใช้งาน

 

1. ระบบสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนงานของ HR

 

งานของ HR คือการบริหารดูแลทรัพยากรภายในองค์กรไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรอย่างกระดาษ, อุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ และทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นงานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรดังนั้น ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล จึงได้รับการออกแบบให้สามารถสนับสนุนงานของ HR ให้ง่ายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบการคำนวณเงินเดือน ระบบการคำนวณเวลาการทำงานหรือระบบการเดินเอกสารต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้งานของ HR ง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้การประสานงานภายในองค์กรราบรื่นมากขึ้นด้วย

 

2. ข้อมูลที่จัดเก็บมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

จากการทำงานแบบแมนนวลโดยให้แรงงานบุคคลเป็นหลัก ในการดำเนินการดูแลรักษา และจัดเก็บข้อมูล เมื่อมีระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล เข้ามาช่วยจัดการแล้ว การดำเนินการเหล่านี้จะทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังสามารถเลือกระบบที่มีมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลได้ เพราะเอกสารและงานหลายอย่างที่ดำเนินในฝ่าย HR นับเป็นความลับขององค์กร หรือบริษัทที่ส่งผลต่อผลประโยชน์ขององค์กร การดูแลข้อมูลความลับทางบริษัทจึงสำคัญมากทีเดียว ซึ่งระบบเหล่านี้นั้นสามารถช่วยเหลือด้านนี้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยสามารถกำหนดการเข้าถึงข้อมูลได้ทุกระดับ

 

3. บริหารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

พนักงาน มีความสุข

 

การใช้งานระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล ยังสามารถช่วยเก็บข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้ เช่น การเก็บข้อมูลพนักงาน, การเก็บข้อมูลช่วงเวลาการเข้างาน หรือข้อมูลอื่น ๆ แล้วทำเป็นสถิติโดยไม่ต้องเสียเวลาแปลงข้อมูลเอง ทำให้สามารถบริหารใช้งานได้ทันที ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่าลดระยะเวลาการทำงานลงได้อย่างมาก และข้อมูลที่ได้ก็สามารถนำมาพัฒนาองค์กรได้เป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริงแล้ว HR เป็นฝ่ายที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทมากทีเดียว

 

โดยแอปพลิเคชัน SAKID เองก็สามารถช่วยที่จะจัดเก็บข้อมูลของบุคลากรทั้ง 4 มิติ รวมไปถึง ฟีเจอร์ Personal Coach อย่างระบบแดชบอร์ดสรุปพฤติกรรมสุขภาพพนักงาน ซึ่งครอบคลุมในการจัดการข้อมูลเบื้องต้นในด้านสุขภาพของพนักงานภายในองค์กร และยังสามารถเรียกดูได้โดยง่ายเนื่องจากเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ลดพื้นที่การจัดเก็บ เพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพนักงานให้สูงขึ้นได้อีกด้วย

 

4. ลดต้นทุนในการบริหารงาน

 

ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการหลายคน ย่อมมีความต้องการในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อเพิ่มต้นทุนในส่วนที่สามารถพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลสามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษหรืออุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ แต่สำหรับในบริษัทขนาดเล็กที่มีการจ้างงาน การมีระบบดังกล่าว ยังช่วยให้ไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลากรในฝ่ายบุคคลมากมายนัก แต่เป็นการใช้ระบบเข้ามาช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ ของพนักงานแทน ซึ่งนับว่าช่วยลดต้นทุนได้มากทีเดียว

 

5. เชื่อมต่อและใช้งานได้ง่ายสำหรับทุกคนในองค์กร

 

สิ่งสำคัญของระบบ HRIS คือความสะดวกสบายในการใช้งาน เพราะเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้บริษัท หรือองค์กรสามารถก้าวไปข้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จึงออกแบบให้สามารถใช้งานได้ง่าย ซึ่งสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมตามวัฒนธรรมขององค์กรได้เลย

 

นอกจากนี้ในความสะดวกสบายเหล่านี้ยังเน้นให้พนักงานสามารถตรวจสอบ และดูแลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาการเข้างาน, การลาหยุด หรือการอนุมัติต่าง ๆ พนักงานสามารถเข้าดูในส่วนที่เกี่ยวกับตนเองได้เลย ไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ใด ในเวลาใดก็ตาม

 

เริ่มต้นที่จะทำ HRIS ทั้งที ควรทำอะไรบ้าง

 

Working Time

 

1. การวางแผนระบบ (System Planning)

 

นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยผู้วางแผนระบบจะต้องมีความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ และสถานการณ์ขององค์กร เข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการวางแผนที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร

 

2. การออกแบบระบบ (System Design)

เป็นขั้นตอนการเตรียมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อตัดสินใจในการดำเนินการหรือซื้อซอฟต์แวร์ที่ต้องการ โดยจะต้องพิจารณาถึงซอฟต์แวร์ความต้องการในการวางแผนอย่างเพียงพอ เข้าใจในระบบปัจจุบันและเข้าใจความต้องการระบบใหม่ จึงจะออกแบบระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3. การเลือกผู้ให้บริการระบบ (Vender Selection)

 

เนื่องจากมีผู้ให้บริการ HRIS ในท้องตลาดมากมาย จึงต้องมีการประเมินราคา รวมไปถึงการพัฒนาของการสร้างระบบตามโครงร่างความต้องการ (Request for Proposal: RFP) ที่ครอบคลุมความต้องการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยในขั้นตอนนี้ผู้ขายซอฟต์สามารถยื่นประมูลตามระบบ และฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ในการตัดสินใจ และทำสัญญากับผู้ขายที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรมากที่สุด

 

4. การนำระบบมาปฏิบัติงาน (System Implementation)

 

คือการนำระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์สู่การปฏิบัติงานจริง ระบบจะต้องมีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์กลาง รวมทั้งการติดตั้งซอฟต์แวร์ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือการฝึกอบรมพนักงานที่รับผิดชอบให้เตรียมพร้อมกับการใช้งานจริง

 

5. การรักษาระบบและประเมินผล (System Maintenance and Evaluation)

 

เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในทุกกระบวนการ โดยการบำรุงรักษามักจะมุ่งไปที่ซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ เนื่องจากผู้ใช้งานมักประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานของโปรแกรม ที่ยังไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ส่วนในการประเมินผล ควรจะต้องทบทวนขั้นตอนทั้งหมด รวมไปถึงการประเมินค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับผลที่ได้รับด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่

 

อยากใช้งาน HRIS ให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำอย่างไรกันนะ ?

 

ประชุมทีม

 

– ทำความเข้าใจและใช้งานให้มากที่สุด

 

โดยมากแล้วระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล มักจะมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมาย และส่วนมากจะแยกฟีเจอร์ออกจากกันไม่ได้ ในเมื่อคุณจ่ายเงินสำหรับระบบมาทั้งระบบแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับฟีเจอร์ที่มีอยู่ และจะสามารถเอามาใช้ในงานเราได้อย่างไรบ้าง แน่นอนว่าอาจจะเสียเวลาในการวางแผนการใช้งานในช่วงแรกบ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้คุณขึ้นระบบใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม

 

– ทำให้แน่ใจว่าทุกคนใช้งานมัน 

 

หากคุณมีระบบระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลแล้ว แต่ยังมีการอนุโลมให้พนักงานบางส่วน สามารถทำรายการบางอย่างผ่านทางการทำเอกสารได้ สุดท้ายแล้ว แทนที่ระบบดังกล่าวจะมาช่วยลดเวลาทำงานให้กับคุณ แต่จะกลายมาเป็นภาระยิ่งกว่าเดิม จึงควรหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนอยากใช้งานระบบ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่คุณตัดสินใจระบบ HRIS สักตัว ลองพิจารณาในเรื่องระบบที่พนักงานเรียนรู้ใช้งานได้ง่ายดูด้วย

 

– ปรึกษาผู้ให้บริการเมื่อเจอปัญหา 

 

ผู้ให้บริการนอกจากจะขายสินค้าแล้ว แต่ยังควรเป็นคนคอยดูแลระบบให้กับเราในระยะยาวด้วย ซึ่งอย่าลืมสอบถามทางผู้ให้บริการว่าระบบที่ให้ใช้งานมีการดูแลที่ดีแค่ไหน มีคู่มือที่เราสามารถศึกษาเองได้ไหม หรือมีพนักงานคอยแก้ปัญหาให้เราหรือเปล่า

 

สรุป

 

Human Resource Information System (HRIS) หรือระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการจัดเก็บข้อมูลบุคลากรต่าง ๆ ภายในองค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ทำให้ง่ายต่อการนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งาน

บทความที่น่าสนใจ

ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน

เทคนิคส่งเสริมสุขภาพพนักงานที่ทุกบริษัทควรรู้

แนะนำโมเดลการจัดโครงการ ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน 4 ขั้นตอน แนะนำไอเดียจัดกิจกรรม กิจกรรมลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ [แนะนำเครื่องมือช่วยจัดโครงการ]

อ่านต่อ »

Workshop ดูแลสุขภาพใจ #workshop3อ #อารมณ์

ดูแลสุขภาพใจพนักงาน ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง การสำรวจตรวจเอง เรื่องจิตวิทยาและอารมณ์ , Workshop การจัดการความเครียด , Health talk Work life balance หรือ Burn out โดยนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์

อ่านต่อ »
Cover เพลินจิต-SAKID

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตเพลินจิต

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตเขตเพลินจิต

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตเพลินจิต ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน

อ่านต่อ »
Cover Sport day-SAKID

Sport Day กีฬาสี

กิจกรรม  Workshop “Meditationand Deep relaxation ”

เมื่อวันที่ 29  กันยายน 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Sport day กีฬาสีให้กับบริษัทเอสพีอินเตอร์แมค โดยได้แบ่งกิจกรรมกีฬาสีบวกกับความรู้เข้าไปผ่านเกม โดยมีนักกำหนดอาหารให้ความรู้ เช่น เกมชานม เกมวิ่งน้ำตาล โดยมีการอธิบายให้ความรู้ผ่านเกม

อ่านต่อ »
Healthy canteen Cu-thumbnail SAKID

WORKSHOP Healthy Canteen CU

กิจกรรม  “Workshop Healthy Canteen”

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Workshop Healthy Canteen” ให้กับผู้เข้าร่วมที่สนใจด้านการทำอาหารให้ผู้อื่น หรือร้านค้า โดยนักกำหนดอาหาร

อ่านต่อ »
MEA-ยานาวา-sakid

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตยานนาวา

กิจกรรม  “Healthy Workshop”

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตยานนาวา ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด ภายในงานได้รับความสนใจจากพนักงานเป็นจำนวนมาก

อ่านต่อ »
Employee Assistant
URL Copied!

Employee Assistance Program ยุคใหม่ช่วยอะไรคุณได้บ้าง

Employee Assistance Program ถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานที่ว่า “ปัญหาส่วนตัวของพนักงาน มักส่งผลกระทบต่อการทำงาน” และเมื่อพนักงานมีปัญหาส่วนตัว มักไม่ค่อยปรึกษาหัวหน้าหรือหน่วยงาน HR แต่เลือกที่จะไม่ปรึกษาใคร จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งกับงานและชีวิตส่วนตัว และบางครั้ง อาจถึงขั้นวิกฤตเลยก็เป็นได้นั่นเอง

 

รูปแบบ Employee Assistance Program ในปัจจุบัน

 

Employee Assistance Program นั้นมุ่งเน้นในความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นั่นยังรวมไปถึงสภาพจิตใจของพวกเขาที่มีในชีวิตประจำวัน ที่เป็นอีกส่วนสำคัญสำหรับการทำงาน ฉะนั้น การแก้ปัญหาทางด้านความเครียดจากชีวิตส่วนตัวหรือการทำงาน, การรับมืออารมรณ์ทางลบของพนักงาน รวมไปถึงสุขภาพจิตโดยรวมของพวกเขา และการสร้างความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ EAP มุ่งหวังอยากให้เป็น

 

โดยในปัจจุบัน EAP มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมาก ทำให้มีการครอบคลุมไปในหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถจัดรูปแบบคร่าว ๆ ได้ 8 รูปแบบ ดังนี้

 

1. โปรแกรมดูแลสุขภาพพนักงาน

 

ปัจจัยหลักของสุขภาพพนักงานนั้น คงหลีกหนีไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินและสุขภาพร่างกาย EAP รูปแบบนี้ จึงเป็นการเข้ามาดูแลและคอยช่วยเหลือในส่วนดังกล่าว ด้วยโปรแกรมสุขภาพที่จะเข้ามาช่วยในการออกกำลังกาย และอาหารการกินตามหลักโภชนาการที่มีประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานนั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงในระยะยาวนั่นเอง

 

2. การปรับปรุงความสัมพันธ์ส่วนตัวของพนักงาน

 

พนักงาน เครียด

 

มีหลายครั้ง ที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวของพนักงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งเรื่องของชีวิตคู่, ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน จนส่งผลกระทบกับงานที่ทำอยู่ได้เป็นอย่างมาก EAP รูปแบบนี้จึงเป็นการเข้าไปช่วยแก้ไข และให้คำปรึกษากับพนักงานที่เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น เพื่อให้พวกเขาได้ปรับปรุงความสัมพันธ์ส่วนตัวของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 

3. การจัดการกับความท้าทายในสถานที่ทำงาน

 

เป็นปกติที่การทำงานมักจะเกิดความท้าทายต่าง ๆ กับพนักงานขึ้นเป็นปกติ ทั้งความท้าทายในแง่ที่ดี รวมไปถึงความท้าทายในแง่ที่ไม่ดี ซึ่งการจัดการกับมันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ใช่พนักงานทุกคนที่สามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นนี้ได้ จนก่อไปสู่ปัญหาความเครียด และสมดุลของชีวิตที่พังทลาย อันเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพการทำงานนั้นลดลงไปได้

 

4. ลดปัญหาการติดสิ่งเสพติดต่าง ๆ

 

สิ่งเสพติด เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้กับในพนักงานของทุก ๆ องค์กร ทั้งการติดยาเสพติด, การติดการพนัน และแอลกอฮอล์หรือยาสูบ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และกลายเป็นปัญหาใหญ่กับทั้งตัวพนักงานและองค์กร การเข้าไปช่วยบรรเทาและทำให้หายขาดจึงเป็นสิ่งที่ EAP รูปแบบนี้จะเข้าไปจัดการ

 

5. ให้ข้อมูลการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

 

ในบางครั้งสำหรับพนักงานที่มีครอบครัว และไม่มีเวลาในการดูแลคนที่บ้านของตัวเอง อาจจะมีสาเหตุมาจากเวลาไม่เพียงพอ หรือเสาหลักของบ้านทำงานด้วยกันทั้งคู่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลคนเหล่านั้น ด้วยการให้ข้อมูลการดูแลเด็กและผู้สูงอายุแบบครอบคลุมนั่นเอง

 

6. การให้คำแนะนำทางกฎหมาย

 

พนักงาน ปรึกษา

 

ข้อกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่จำเป็น มักเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานหลายคนที่ไม่เคยศึกษา ทั้งในเรื่องของการแต่งงาน, หย่าร้าง หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การให้คำปรึกษาเรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งในการให้การดูแลของ EAP ที่จะเข้าไปช่วยพนักงานเหล่านั้น และชี้ถึงข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่พนักงานนำมาปรึกษา

 

7. ปรับปรุงแนวทางการเงินของพนักงาน

 

ความผิดพลาดในการบริหารการเงินของพนักงานถือเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย แทบจะทุก ๆ ในองค์กรเลยก็ว่าได้ บริการ EAP หลาย ๆ แห่งจึงได้มีการจัดตั้งการให้บริการส่วนนี้ขึ้นโดยเฉพาะเช่นกัน ทั้งในเรื่องของการบริหารหนี้, การล้มลาย รวมไปถึงการเงินหลังเกษียณอายุ เพื่อให้พนักงานได้ปรับปรุง, ป้องกัน และเตรียมพร้อมสำหรับการจัดการการเงินของตัวเองไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

 

8. การสนับสนุนการโยกย้ายภายในประเทศ

 

บางครั้ง การย้ายสถานที่ทำงานหรือย้ายที่อยู่ก็สร้างความเครียดให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะการปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากเสมอ ทั้งสำหรับตัวของพนักงานเอง และครอบครัวของพนักงาน จึงจำเป็นจะต้องมีการให้คำปรึกษาในด้านนี้โดยเฉพาะขึ้นมา ทั้งในเรื่องของการประเมินสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง, ความเครียดจากการย้าย, การปรับตัวใหม่ รวมไปถึงการสนับสนุนครอบครัวของพนักงาน และข้อมูลโรงเรียนสำหรับเด็ก

 

สัญญาณอันตรายของพนักงานที่อาจจะจำเป็นต้องใช้ Employee Assistance Program

 

พนักงานภายในองค์กรมักจะมีปัญหาที่ไม่ทราบว่าตัวเองจำเป็นจะต้องใช้ EAP หรือไม่ เนื่องจากเป็นปัญหาของตัวเองที่มองเห็นได้ยาก และในบางคนเองก็ไม่ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง ซึ่งสำหรับหัวหน้างานแล้ว อาจจะจำเป็นต้องสังเกตุอยู่บ่อยครั้ง หรือหากใครที่ไม่มั่นใจว่าตนเองจำเป็นต้องพึ่ง EAP หรือไม่ ก็สามารถดูเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ดังนี้

 

-เริ่มมีการขาดงานหรือทำงานอย่างเชื่องช้า

 

-ประสิทธิภาพหรือผลผลิตลดลง

 

-มีอาการสับสนหรือความจำไม่ดี

 

-ภาวะอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (ภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล)

 

-โมโหหรือหงุดหงิดมากเกินไป

 

พนักงาน มีปัญหา

 

-การเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพ, น้ำหนัก และสุขอนามัย

 

-รายงานความเครียดส่วนบุคคล

 

-มีอารมณ์อ่อนไหว หรือร้องไห้บ่อย

 

-มีการใช้สารเสพติดกับตัวเอง

 

ซึ่งข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของพนักงานเหล่านี้ ถือว่าเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินว่าต้องการใช้ Employee Assistance Program หรือไม่ การมีแอปพลิเคชันที่เข้ามาช่วยซัพพอร์ตข้อมูลสุขภาพอย่าง SAKID จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และช่วยลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับทรัพยากรบุคคลอันมีค่าขององค์กรลงไปได้อีกด้วย

 

อะไรคือปัญหาที่พนักงานแทบไม่ใช้ Employee Assistance Program

 

1. พนักงานไม่รู้ว่า EAP คืออะไร

 

อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักมีศัพท์แสงอยู่มากมายในทรัพยากรบุคคล หรือ HR ด้วยเหตุนี้ พนักงานจำนวนมากจึงไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า EAP นั้นเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ซึ่งเป็นผลเสียต่อตนเองในยามที่จำเป้นที่จะต้องใช้งาน 

 

โดยในปัจจุบัน EAP มักจะจัดการกับปัญหาที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงภาวะซึมเศร้า, ความเครียด, การใช้ยาเสพติด, ปัญหาด้านความสัมพันธ์, ปัญหาทางด้านอาชีพ, สุขภาพ และความสมบูรณ์ในชีวิต รวมไปถึงความกังวลด้านการเงิน, กฎหมาย และการดูแลครอบครัว โดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงอายุ

 

Sarah Dowzell ผู้ร่วมก่อตั้ง NaturalHR ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านทรัพยากรบุคคล ที่ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านทรัพยากรบุคคลให้กับองค์กรจำนวนมาก กล่าวว่า ในหลาย ๆ องค์กรนั้นมีสถิติรายไตรมาสจากผู้ให้บริการ EAP ที่แสดงให้เห็นว่าแทบไม่มีการใช้บริการ “ในเวลานั้นความรู้สึกจากทีมทรัพยากรบุคคล คือเราสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ เพื่อสื่อสารว่า EAP คืออะไร และปัญหาประเภทใดบ้างที่สามารถรองรับได้ผ่านบริการ เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าพนักงานที่มารับบริการจะได้ผลที่ดีขึ้น และเป็นความลับ”

 

2. EAP นั้นยากที่จะนำมาสื่อสารให้เข้าใจโดยทั่วกัน

 

แม้ว่า EAP จะให้ความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์มากมาย แต่ข้อมูลทั้งหมดนั้นก็ยากที่จะนำมาดำเนินการต่อ ภาระจึงมักจะตกอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล ในการสื่อสารคุณสมบัติต่าง ๆ ของโปรแกรม EAP ให้พนักงานภายในองค์กรนั้นเข้าใจ

 

บริษัท International Employee Assistance Professionals Association (EAPA) ตั้งข้อสังเกตว่า องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง มักมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการมีส่วนร่วมที่ดีกว่า (แม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง) อาจเป็นเพราะช่องทางการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากกว่าก็เป็นได้ 

 

3. พนักงานกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

 

แม้ว่าบริการ EAP จะเป็นความลับ แต่พนักงานหลาย ๆ คนเองก็กังวลว่าข้อมูลของตนเองอาจจะรั่วไหลไปยังฝ่ายบริหารได้อยู่ดี ซึ่งในความเป็นจริง อัตราการมีส่วนร่วม EAP มักจะดีขึ้นในองค์กรที่จัดการข้อมูลได้ดีและมีความน่าเชื่อถือ

 

แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม พนักงานควรจะทราบว่าข้อมูลของพวกเขาที่เปิดเผยต่อมืออาชีพ EAP จะถูกเปิดเผยต่อหัวหน้างานของพวกเขา ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าของข้อมูลเท่านั้น โดยปกติ พนักงานจะต้องลงนามในคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับข้อมูลที่อาจถูกปล่อยออกมาและให้ใครทราบได้บ้าง 

 

ซึ่งกรณีเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ปัญหานั้นอาจส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานของพนักงานคนดังกล่าว เช่น คนที่ต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรัง และใช้เครื่องจักรกลหนักในการทำงาน เช่นนั้นแล้ว นายจ้างของคุณจึงจะไม่ได้รับแจ้งด้วยซ้ำ ว่าคุณใช้บริการ EAP อยู่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

 

4. ปัญหาอาจดูเล็กเกินไป

 

EAP ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติด หรือผู้มีปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพนักงานที่ต้องการความสมดุลในชีวิต หรือช่วยในการควบคุมโภชนาการในชีวิตของตัวเองอีกด้วย ซึ่ง HR สามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของ EAP ได้ด้วยการเตือนพนักงานว่ามีบริการดังกล่าวอยู่และสามารถใช้งานได้ฟรีนั่นเอง 

 

และอาจจะรวมไปถึงการพูดคุยถามไถ่เกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบต่าง ๆ ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานและชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเพื่อเป็นการให้พวกเขาได้ฉุกคิด และไตร่ตรองปัญหาของตัวเองว่าจำเป็นจะต้องพึ่งพาการใช้ EAP แล้วหรือยัง

 

Employee Assistance Program ในต่างประเทศที่น่าสนใจในปัจจุบัน

 

พนักงาน

1. LifeWorks

 

เป็นโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานระดับแนวหน้า ที่เน้นการรับรู้ และสร้างแรงจูงใจให้พนักงานใช้แพลตฟอร์มของตน พวกเขาเสนอแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทีมสามารถขอคำปรึกษา และให้คำแนะนำการใช้ชีวิตได้โดยไม่ระบุชื่อ ผ่านเครือข่ายโซเชียลส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งช่วยให้สามารถรับรู้ความสำเร็จร่วมกันได้ และตัวของ LifeWorks เองยังให้การสนับสนุนด้านสุขภาพทางการเงิน และสวัสดิการทางการเงินแก่พนักงานอีกด้วย

 

2. CoprCare

 

เป็นโครงการช่วยเหลือพนักงานให้กับบริษัทต่าง ๆ ทั่วประเทศ รูปแบบของพวกเขาจะเป็นการช่วยให้เข้าถึงการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญผ่านเครือข่ายผู้ดูแล ซึ่งบริการของพวกเขานี้จะรวมถึงการเสนอนักบำบัดระดับปริญญาโท ตลอด 24 ชั่วโมง และ ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และยังมีบริการแปลภาษาในการให้คำปรึกษาอีกด้วย

 

3. BHS

 

เป็นการให้การดูแลแบบองค์รวม ผ่านโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานแบบออนไลน์ ที่จัดการกับความท้าทายของพนักงานผ่านการให้คำปรึกษา และให้การวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้โปรแกรม แพทย์ระดับปริญญาโทของพวกเขา มีทักษะในการดูแลความต้องการของพนักงานแต่ละคนได้เป็นอย่างดี และแต่ละกรณีที่พวกเขาจัดการ จะถูกติดตามตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้จัดการแต่ละราย ซึ่งพนักงานสามารถเข้าถึงเซสชั่นแบบเห็นหน้ากัน และเซสชั่นโทรศัพท์กับแพทย์ได้ไม่จำกัด

 

4. Modern Health

 

EAP ของที่นี่จะแบ่งความรุนแรงของสุขภาพจิตออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ สีแดง, สีส้ม และสีเขียว ซึ่งพวกเขาให้ทรัพยากรสำหรับพนักงานที่อยู่ในแต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยการวิเคราะห์เชิงลึกจะช่วยให้หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของพวกเขา เข้าใจสุขภาพจิตของพนักงานในบริษัทได้ดีขึ้น ซึ่งเซสชันกลุ่มแบบสดจะช่วยให้พนักงานเชื่อมต่อและรักษาร่วมกัน โดยมีนักบำบัดจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้ให้บริการของตน

 

สรุป

 

นอกจาก Employee Assistance Program จะเป็นโปรแกรมที่ช่วยพนักงานภายในองค์กร ให้สามารถแก้ไขปัญหาส่วนตัวและจัดการสิ่งต่าง ๆ ของตนตามความต้องการแล้ว ตัวโปรแกรมเองก็มีการรักษาความลับเพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการขอคำปรึกษา และสามารถมุ่งเน้นความสนใจไปที่การแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าคนรอบตัวอาจจะทราบได้

 

โดยคุณสามารถอ่านเรื่องราวของ Employee Assistance Program เพิ่มเติมได้ที่บทความ EAP คือ ? และหากคุณสนใจโปรแกรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้คนทำงานในองค์กร สามารถเข้าดูได้ที่บริการของเรา เรายินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรของคุณเติบโตขึ้น

บทความที่น่าสนใจ

Health talk-Kubota-SAKID

Health talk เริ่มต้นสุขภาพดี @Kubota

Health talk เริ่มต้นสุขภาพดีทำได้ทุกวัน

วันที่ 31 มีนาคม  2568  SAKID ได้จัดกิจกรรม เริ่มต้น สุขภาพดีทำได้ทุกวัน ให้กับพนักงานบริษัทคูโบต้า อมตะนคร โดยนักกำหนดอาหารได้มาร่วมพูดคุยและให้ความรู้ทริคการกินอาหารในชีวิตประจำวันที่อร่อยแล้วยังสุขภาพดีได้ เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อลดความเสี่ยงของโรคNCDsและมีสุขภาพที่แข็งแรง เริ่มต้นด้วยทริคการเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  การลดอาหารที่มีความเสี่ยงต่อโรคไขมัน ทริคการเลือกกินสายบุฟเฟ่ ทริคเลือกกินสายปาร์ตี้

อ่านต่อ »

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตสมุทรปราการ

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตสมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตสมุทรปราการ ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -happiness work

องค์กรแห่งความสุข ฉบับคนทำงาน: 10 เคล็ดลับสร้างสถานที่ทำงานแห่งความสุข

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางองค์กรถึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ในขณะที่บางองค์กรกลับล้มเหลว คำตอบอยู่ที่ความสุขของพนักงาน งานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่าพนักงานที่มีความสุขนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น อัตราการลาออกที่ลดลง และการให้บริการลูกค้าที่ดีขึ้น

อ่านต่อ »
สุขภาพจิต พนักงาน

สุขภาพจิตพนักงาน ปัญหาซ่อนเร้นที่ต้องระวัง

เข้าใจปัญหาสุขภาพจิตในองค์กร ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดในที่ทำงาน บริษัทหรือ HR จะมีมาตรการจัดการปัญหาอย่างไร อ่านคำแนะนำและแนวทางส่งเสริมสุขภาพจิต ที่นี่

อ่านต่อ »
Work from Home

Work from Home เทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่ทุกบริษัทต้องรู้

บริษัทจะจัดนโยบาย Work From Home อย่างไร? แนะนำวิธีปรับใช้ WFH ในองค์กร ข้อดี-ข้อเสียของการ WFH สวัสดิการที่บริษัทควรมี เมื่อพนักงานไม่ได้มาทำงานที่ออฟฟิศ

อ่านต่อ »

รู้จัก เวิร์คไลฟ์บาลานซ์ แยกเรื่องงาน ดูแลสุขภาพและชีวิต

หนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผล คือการ จัดกิจกรรมบริษัท (Company Activities) ที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพนักงานบริษัทในรูปแบบ Workshop, Challenge หรือ Team Building หากทำอย่างมีระบบ จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดอัตราการขาดงาน และสร้างความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement)

อ่านต่อ »