URL Copied!

สวัสดิการสุขภาพพนักงาน เรื่องพื้นฐานที่องค์กรต้องใส่ใจ

หลังผ่านช่วงเวลาของ COVID-19 มา ทำให้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าและความหมายของการทำงานที่สมดุล และเริ่มมีแนวคิดรักตัวเองมากกว่าเหนื่อยเพื่อการงานมากขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้เกิดเป็นปรากฏการณ์ The Great Resignation หรือการลาออกครั้งใหญ่ เพราะคนทำงานต่างรับรู้ถึงอำนาจในการเลือกงานที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้นองค์กรไหนที่ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หรือ Work-life Balance ของคนทำงานก็จะกลายเป็นตัวเลือกที่ถูกปฏิเสธมากยิ่งขึ้น

 

ไลฟ์สไตล์ หรือวิถีการทำงานที่ผู้คนใช้ในการตัดสินร่วมงานด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ ‘สวัสดิการ’ โดยเฉพาะสวัสดิการสุขภาพพนักงาน เพราะคนยุคปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองรวมไปถึงสุขภาพคนในครอบครัวนั่นเอง

 

เมื่อเทรนด์การใช้ชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มีมากกว่าเรื่องเงินแต่คือ คุณภาพชีวิต

 

หลัง ๆ มานี้เราอาจได้ยินคำว่า ‘คุณภาพชีวิต’ หรือ Well-being มากยิ่งขึ้น เพราะคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เริ่มมองหา จากที่ผ่านมาพวกเขาเห็นแต่ปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน การคมนาคมที่ไม่เอื้อกับการใช้ชีวิต หรือ PM 2.5 คุณภาพชีวิตจึงเป็นสิ่งที่พวกเขามองหา นอกจากเรื่องของการเงินที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ

 

 

รายงานจาก Global Talent Trends 2022 ของ LinkedIn เผยให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 คำว่า ‘คุณภาพชีวิต’ ได้ปรากฏบนประกาศรับสมัครงานของหลาย ๆ บริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 147% ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว CNBC ได้พูดคุยกับ Jeff Levin-Scherz ผู้นำด้านสุขภาพของ Willis Towers Watson บริษัทให้คำปรึกษาด้านประกันภัยชั้นนำของอเมริกา ซึ่งบอกว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่นายจ้างคำนึงถึงมากขึ้น จากเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว

 

จะเห็นได้ว่าเรื่องคุณภาพชีวิต กลายมาเป็นทิศทางที่ทั้งคนทำงานและผู้นำในองค์กรต่างคำนึงถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งบริษัทไหนที่ต้องการดึงดูดคนทำงานให้เข้ามาร่วมงานด้วย การออกแบบนโยบายที่ให้สวัสดิการเรื่องคุณภาพชีวิตก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มต้นลงมือทำในตอนนี้

 

 

สวัสดิการสุขภาพพนักงานสำคัญยังไง

 

คุณภาพชีวิตนั้นมีหลากหลายได้ แต่สิ่งที่คนให้ความสนใจมากที่สุดคือคุณภาพชีวิตในด้านสุขภาพกายและใจ ซึ่งการออกแบบสวัสดิการสุขภาพพนักงานนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

เพราะองค์กรหรือสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงพื้นที่ความสัมพันธ์แบบนายจ้างและลูกจ้างอีกต่อไป แต่เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือดูแลกัน รวมถึงปัจจุบันลูกจ้างก็มีตัวเลือกมากมายให้เข้าไปร่วมงาน หากองค์กรต้องการรักษาคนทำงานไว้ ก็ควรมีสวัสดิการที่ดูแลคนทำงานได้ และเน้นย้ำการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

จากการสำรวจของเว็บไซต์ Jobthai ที่สอบถามคนทำงานกว่า 7,420 คน พบว่า 10 สวัสดิการที่ต้องการนั้นได้แก่

 

1. โบนัส

 

2. วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย

 

3. ประกันสังคม

 

4. ประกันสุขภาพ

 

5. ค่าล่วงเวลา

 

6 เงินออมพิเศษ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

7. ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน

 

8. เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Hour)

 

9. ประกันชีวิต

 

10. เบี้ยขยัน

 

 

จะเห็นได้ว่าเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพไปแล้ว 4 ข้อ ดังนั้นสวัสดิการสุขภาพพนักงานจึงกลายเป็นสิ่งที่คนทำงานต่างมองหา ซึ่งการสร้างสวัสดิการด้านสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่พร้อมข่วยดูแลสุขภาพของคนในองค์กรอย่าง SAKID ที่เป็นแอปพลิเคชันช่วยจัดการข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาสุขภาพพนักงานรายบุคคล และให้คำแนะนำภารกิจสุขภาพแก่พนักงาน ซึ่งจะมาเป็นเหมือนผู้ช่วยออกแบบสวัสดิการที่เหมาะสมแก่คนในองค์กรได้ง่ายยิ่งขึ้น 

 

ประโยชน์ของสวัสดิการสุขภาพพนักงาน

 

แน่นอนว่าการให้สวัสดิการแก่พนักงานย่อมเป็นผลดีเสมอ โดยเฉพาะสวัสดิการสุขภาพพนักงาน ที่มีข้อดีหลากหลายข้อ ได้แก่

 

1. เมื่อร่างกายแข็งแรง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นตามไปด้วย

 

2. เมื่อพนักงานมีสุขภาพกายและใจที่ดี ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดีตามไปด้วย

 

3. พนักงานรู้สึกสบายใจในการร่วมงาน และพร้อมทุ่มเทให้กับองค์กรที่ดูแลพนักงานเป็นอย่างดี

 

4. สวัสดิการสุขภาพพนักงานจะช่วยดึงดูให้คนอยากมาร่วมงานมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อศักยภาพของบริษัทไปพร้อมกัน

 

สวัสดิการสุขภาพพนักงานควรมีอะไรบ้าง

 

หลังจากทราบถึงข้อดีผละประโยชน์ของการมีนโยบายสวัสดิการสุขภาพพนักงานแล้ว หลายท่านอาจจะยังไม่แน่ใจว่าจะออกแบบสวัสดิการสุขภาพพนักงานอย่างไรให้ตอบโจทย์คนทำงาน เรามีตัวอย่างมาให้ลองดูกัน

 

1. ประกันสุขภาพ 

 

เป็นสวัสดิการที่ ‘ต้องมี’ เพราะคนทำงานเริ่มมองหาความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ประกันสุขภาพจึงเป็นสวัสดิการแรก ๆ ที่พวกเขามองหาเสมอ

 

2. ประกันชีวิต

 

ปัจจุบันหลายบริษัทให้สวัสดิการที่ไปไกลกว่าแค่ประกันสุขภาพหรือประกันสังคม นั่นก็คือการมอบประกันชีวิตให้กับคนทำงาน ซึ่งเป็นอีกสวัสดิการที่สำคัญไม่แพ้กัน

 

 

3. วันลาป่วย วันลาคลอดที่สมเหตุสมผล และมี Parental Benefit

 

แม้ว่าทุกบริษัทจะมีวันลาป่วย หรือลาคลอดตามกฎหมายกำหนด แต่บางบริษัทให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากยิ่งขึ้น โดยออกแบบทั้งการลาป่วยแบบไม่ต้องยื่นใบรับรองแพทย์ หรือแม้แต่การป่วยทางจิตใจก็นับเป็นกาลาป่วยได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงวันลาคลอดที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของคนในองค์กร ที่อาจมีสวัสดิการให้กับฝั่งคุณพ่อในการลาหยุดเพื่อช่วยดูแลเลี้ยงลูกพร้อมภรรยาด้วย

 

4. ค่าดูแลหรือไปพบจิตแพทย์

 

การดูแลสุขภาพใจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ บริษัทเองก็อาจจปรับตัวด้วยการมีสวัสดิการในการพบจิตแพทย์ เพราะปัจจุบันสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลงส่วนหนึ่งอาจเริ่มต้นมาจากการทำงาน ทั้งเบิร์นเอ้าต์ ซึมเศร้า หรือภาวะวิตกกังวล สวัสดิการนี้จึงเริ่มที่นิยมมากขึ้นในองค์กรคนรุ่นใหม่ โดยอาจจะเลือกปรึกษานักจิตวิทยาตามโปรแกรมของ Eatwellconcept ก็ได้เช่นกัน โดยมีโปรแกรมให้เลือกหลากหลายระดับตั้งแต่คนที่เพิ่งประสบปัญหา ไปจนถึงมีอาการเรื้อรัง

 

5. ตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีนประจำปี

 

นอกจากประกันสุขภาพ ประกันสังคม และประกันชีวิตแล้ว สวัสดิการตรวจาสุขภาพประจำปี และการฉีดวัคซีนประจำปี ก็เป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่น่าสนใจ และช่วยดึงดูดให้คนอยากร่วมงานกับองค์กรได้ เพราะหมายความองค์กรนั้นพร้อมดูแลสุขภาพของทุกคนทั้งในยามปกติและป่วยไข้นั่นเอง

 

6. อาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ

 

ไปไกลกว่านั้น องค์กรรุ่นใหม่บางองค์กรเริ่มมีสวัสดิการอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการผ่านคอนเซ็ปต์ โรงอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ใช้บริการ (Healthy Canteen) ที่คิดค้นเมนูอร่อยแต่ยังได้สารอาหารและคุณค่าที่ดีต่อสุขภาพ 

 

โดยมีผลการศึกษาพบว่าการทำโรงอาหารเพื่อสุขภาพทำให้ได้รับปริมาณใยอาหารเพิ่มสูงขึ้น 40% และรับพลังงานอาหารส่วนเกินลดลง 21%  นอกจากนี้ยังสามารถลดโซเดียมลงได้เฉลี่ย 260 mg มากไปกว่านั้นคือการได้เลือกอาหารตามใจพนักงาน ซึ่งจะทำให้คนทำงานมีสุขภาพกายและใจที่ดีไปพร้อม ๆ กัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรที่ดียิ่งขึ้นไปด้วย

 

7. ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน

 

สวัสดิการนี้อาจเป็นที่คุ้นเคยกับคนทำงานราชการ แต่ปัจจุบันหลายองค์กรเอกชนเริ่มให้ความสำคํยกับสุขภาพของคนในครอบครัวพนักงานด้วย เพื่อให้เห็นว่าทุกคนต่างเป็นครอบครัวเดียวกันที่ต้องช่วยกันดูแล จึงได้เร่ิมมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนในครอบครัว ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ดึงดูดคนทำงานได้อย่างมาก

 

8. โปรแกรมดูแลสุขภาพพนักงาน เช่น SAKID

 

ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพพนักงานโดยเฉพาะ ซึ่งดูแลสุขภาพของพนักงานอย่าครอบคลุมไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ ตั้งแต่มิติด้านร่างกาย โภชนาการ สภาพจิตใจ และความสัมพันธ์ ซึ่งตอบโจทย์กับบริษัทที่ต้องการผู้ช่วยในการคอยดูแลสุขภาพพนักงาน แถมยังคอยเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพให้รายบุคคล ซึ่งทำให้คนทำงานรู้สึกได้รับการดูแลอย่างใส่ใจจากคนในองค์กรจริง ๆ

สรุป

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า COVID-19 ได้เปลี่ยนวิถีการทำงานของผู้คนไปมาก คนทำงานเร่ิมให้ความสำคัญกับคุณค่าของตัวเองหันมารักและดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น และองค์กรไหนที่เห็นคุณค่าแบบเดียวกัน ก็มักจะดึงดูดให้คนอย่างร่วมงานไปด้วย โดยเฉพาะองค์กรที่มอบสวัสดิการสุขภาพให้กับพนักงาน เพราะเทรนด์การดูแลตัวเองนั้นกลายเป็น New Normal อย่างแท้จริง

 

ซึ่งการออกแบบสวัสดิการสุขภาพพนักงานก็ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีตัวช่วยเช่น SAKID แพลตฟอร์มที่ช่วยวิเคราะห์และดูแลสุขภาพพนักงานรายบุคคลที่ใส่ใจกันเหมือนคนในครอบครัว โดย SAKID มีโปรแกรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รายงานผลสุขภาพรายบุคคล บันทึกกิจกรรมประจำวันบนปฎิทินความสุข ภารกิจสะกิดสุขภาพพร้อมเคล็ดลับรายบุคคล โค้ชดูแลสุขภาพส่วนตัว หรือโปรแกรมออกกำลังกายจากนักวิทยาศาสตร์การกีฬา และอีกมากมาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการมอบสวัสดิการสุขภาพพนักงานได้อย่างครบถ้วนนั่นเอง

 

บทความที่น่าสนใจ

ความปลอดภัยในการทำงาน เริ่มต้นจากท่าทางที่ถูกต้อง

ความปลอดภัยในการทำงาน (Workplace Safety) เป็นหัวข้อที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่หลายครั้งที่เรามักโฟกัสไปที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ป้องกัน หรือกฎระเบียบ จนลืมจุดเล็ก ๆ ที่สำคัญอย่าง “ท่าทางของพนักงาน”

อ่านต่อ »

ประเมินผลการทำงานอย่างไร ไม่ให้ลำบากใจ

ประเมินผลการทำงานอย่างไร ไม่ให้ลำบากใจ

เมื่อฤดูประเมินมาถึง…บอสหลายคนอาจรู้สึกว่าการต้องวิจารณ์หรือพูดถึงข้อดีข้อเสียต่อหน้าคนๆ นั้นตรงๆ…เป็นเรื่องน่าอึดอัด  ส่วนในมุมมองของตัวผู้ถูกประเมินเอง  เมื่อต้องมาฟังข้อเสียหรือเรื่องแย่ๆ ของตน…บางคนก็รู้สึกมีอารมณ์  ไม่ว่าจะผิดหวัง เศร้าเสียใจ หรือโกรธ  นั่นทำให้พวกเขาพูดจาหรือแสดงท่าทีปกป้องตนเองในแบบต่างๆ  แถมไม่ใช่แค่ตอนพูดคุยประเมินกันเท่านั้น  หลังจากนั้นบางคนยังอาจแสดงความไม่พอใจหรือต่อต้านองค์กร ตั้งแต่มาทำงานสาย หยุดงาน จนไปถึงแสดงความก้าวร้าว  พลอยทำให้องค์กรและผู้ร่วมงานอึดอัดและเสียหายไปด้วย…เป็นเรื่องน่าลำบากใจใช่ไหม

อ่านต่อ »
Cover-Pmat-2023-Sakid

HR tech Thailand 2023

กิจกรรมออกบูธ HR tech Thailand 2023

วันที่ 14-15 มิถุนายน 25656 SAKID  ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพลิเคชั่น “สะกิด” ในงาน HR Tech เพื่อแนะนำให้รู้จักกับแอพว่าใช้ออกแบบกิจกรรมสุขภาพอย่างไร และเปิดให้ทดลองใช้ ฟรี 7 วัน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับองค์กรที่ถ่ายรูปคู่น้องสะกิดลุ้นรับ Workshop นักกำหนดอาหารฟรี 1ชม. ได้ทั้งความรู้สุขภาพและภารกิจสุขภาพดีสนุก ๆ จาก สะกิดกันได้เลย

อ่านต่อ »
Office syndrome- ฉบับวัยทำงาน-SAKID

รู้เท่าทัน OFFICE SYNDROME ฉบับวัยทำงาน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การทำงานในออฟฟิศกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในสังคม ความสะดวกสบายที่เข้ามาแทนที่ ทำให้เราไม่ได้ปรับเปลี่ยนท่าทาง กลายเป็นต้องทำงานอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ท่าเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานในบริษัท หรือองค์กร

อ่านต่อ »
ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน

เทคนิคส่งเสริมสุขภาพพนักงานที่ทุกบริษัทควรรู้

แนะนำโมเดลการจัดโครงการ ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน 4 ขั้นตอน แนะนำไอเดียจัดกิจกรรม กิจกรรมลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ [แนะนำเครื่องมือช่วยจัดโครงการ]

อ่านต่อ »
MEA-Fatty-2025-SAKID

SAKID with MEA Fatty Model

สำหรับกิจกรรม MEA Fatty Model ปี 2025 ที่แข่งขันลดน้ำหนักกับ SAKID application ระยะเวลา พฤษภาคม-กรกฎาคม โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือดัชนีมวลกาย ≥25 kg/m2 และมีผลตรวจไขมันในเลือดสูง มีการออกแบบภารกิจสุขภาพทั้งลดไขมัน เพิ่มผักใย และออกกำลังกายให้เหมาะสม พร้อมด้วยโค้ชนักกำหนดอาหารวิชาชีพดูแลเป็นรายบุคคล และมีการประเมินอาหารโภชนาการรายบุคคลเพื่อปรับเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการกิน

อ่านต่อ »
ส่งเสริมสุขภาพพนักงาน
URL Copied!

เทคนิคส่งเสริมสุขภาพพนักงานที่ทุกบริษัทควรรู้

การส่งเสริมสุขภาพพนักงานในปัจจุบัน ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่ประกันสุขภาพหรือการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นเพียงการช่วยแบ่งเบาและการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพเท่านั้น ในแต่ละวัน คนทำงานต่างสะสมความเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ และเมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา นอกจากบริษัทจะต้องเสียค่าเบี้ยประกัน ค่าช่วยเหลือรักษาพยาบาลแล้ว ยังเสียทรัพยากรในการทำงาน พนักงานลาป่วย หรือสุขภาพไม่พร้อมให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

หลายบริษัทในทุกวันนี้ จึงเลือกที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้พนักงานของพวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรงและมีแรงกายพร้อมในการทำงานอยู่ตลาด และเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า

 

โครงการส่งเสริมสุขภาพพนักงาน คืออะไร

 

โครงการส่งเสริมสุขภาพพนักงาน คือ กิจกรรมที่องค์กรหรือบริษัทออกแบบและจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีทั้งที่เป็นกิจกรรมชั่วคราว กิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอด หรือเป็นหนึ่งในสวัสดิการพนักงาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับพนักงานและส่งเสริมให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

 

ยกตัวอย่าง สิ่งที่สามารถทำหรือรวมเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในพนักงานได้ 

 

– คอร์สเรียนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การบริโภค การออกกำลังกาย 

 

– สิทธิ์เข้าฟิตเนสหรือสิ่งอำนวยความสะดวก

 

– นโยบายส่งเสริมสุขภาพ เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ มุมพักผ่อน ห้องทำงานสำหรับจดจ่อ (Focus Room)

 

– มุมของว่างสุขภาพ (Healthy Snack) เช่น ผลไม้ เครื่องดื่มสุขภาพ

 

– พื้นที่สำหรับยืดเหยียดหรือทำสมาธิ

 

นอกจากนี้ หลายองค์กรมักจะออกแบบโปรแกรมหรือโครงการส่งเสริมสุขภาพในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งมีการตั้งกรอบเวลากิจกรรม รายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรม และการติดตามผลอย่างจริงจัง โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่แล้ว องค์กรมักจะตั้งกรอบกิจกรรม 30 วัน 60 วัน หรือ 90 วัน และเน้นการทำกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) มากกว่าเน้นผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลข ซึ่งให้ผลดีมากกว่า ส่งเสริมให้ความเข้มแข็งในทีม และไม่กดดันพนักงาน 

 

ทำไมถึงต้องส่งเสริมสุขภาพพนักงาน 

 

– ผลกระทบต่อตัวบุคคล ช่วยให้พนักงานลดความเสี่ยงเกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ภาวะความดัน โรคหัวใจ ฯลฯ และส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีแรงกายและกำลังใจที่ดีในการทำงาน 

– ผลกระทบที่บริษัทได้รับ ช่วยเพิ่มประสิทธิผลการทำงาน หรือ Productivity เพิ่มความสุขในที่ทำงาน ลดอัตราการลาป่วยและอัตราการเปลี่ยนงาน (Turn Over Rate) ลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าช่วยเหลือรักษาพยาบาล ค่าดำเนินงานในการหาพนักงานใหม่ ค่าเสียโอกาส ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 

 

หากบริษัทของคุณต้องการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงาน ต่อไปนี้ คือ โมเดล 4 ขั้นตอนที่จะช่วยให้คุณจัดกิจกรรมในองค์กรขึ้นได้สำเร็จ 

 

โมเดลในการจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพพนักงาน 

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อสหรัฐ (CDC: Centers for Disease Control and Prevention) ศึกษาและได้สรุปองค์ประกอบที่ทำให้โครงการส่งเสริมสุขภาพพนักงานได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ 

 

1. มีสิ่งจูงใจที่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือภารกิจ 

 

2. กำหนดเป้าหมายการส่งเสริมสุขภาพที่สำคัญกับกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ 

 

3. อัตราการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมโครงการ 

 

4. การวัดผลและประเมินผลที่จำกัดผลสำเร็จไว้อย่างชัดเจน 

 

ซึ่งโมเดลในการจัดโครงการส่งเสริมทั้ง 4 ขั้นตอนต่อไปนี้ จะยึดองค์ประกอบข้างต้นเพื่อให้การจัดโครงการฯ มีโอกาสสำเร็จ ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แก่พนักงานได้จริง

 

1. ประเมินสถานการณ์สุขภาพในบริษัท

 

ก่อนจะเริ่มจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพ บริษัทจะต้องเข้าใจสถานการณ์ด้านสุขภาพของคนในบริษัทก่อน เพื่อให้รู้ว่า ควรจัดโครงการเพื่อหวังผลลัพธ์แบบไหน ซึ่งจากองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การจัดโครงการสำเร็จ คือ การกำหนดเป้าหมายจากปัญหาหลักของกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน ปัญหาเรื่องการสูบบุหรี่ ปัญหาสุขภาพจากภาวะหมดไฟ ฯลฯ 

 

สิ่งที่บริษัทต้องทำก่อน ได้แก่ 

 

– การประเมินสุขภาพของคนในออฟฟิศหรือที่ทำงาน ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการสอบถาม การทำแบบสำรวจสุขภาพ การสำรวจสุขภาวะในสถานที่ทำงาน 

 

– คัดกรอง แบ่งพนักงานหรือกลุ่มประชากรตามความเสี่ยงโรคหรือปัญหา

 

– สรุปปัญหาด้านสุขภาพทั้งหมดและลำดับความสำคัญหรือความเร่งด่วนในการแก้ไข เพื่อออกแบบเป็นโครงการ

 

บริษัทสามารถใช้แอปพลิเคชัน EAP (Employee Assistance Program) หรือ Health Program เช่น SAKID ในการติดตามและสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพได้ตลอด โดย SAKID จะมีบอท (Bot) ที่ช่วยทักถามสุขภาพหรือติดตามพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพ ทำเป็นรายงานให้ฝ่ายบุคคล (HR) หรือบริษัทเข้าใจสถานการณ์ด้านสุขภาพของพนักงานได้ตลอด 

 

2. ออกแบบและวางแผนโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพพนักงาน

 

นำผลสำรวจหรือแบบประเมินมาออกแบบโปรแกรมหรือกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ จากนั้นมอบหมายหน้าที่ให้กับฝ่ายที่รับผิดชอบหรือ HR เพื่อดำเนินการจัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ โดยเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและรายละเอียดกิจกรรม

 

– การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น เพื่อลดน้ำหนักของพนักงาน เพื่อลดค่าคอเลสเตอรอล ฯลฯ แต่ควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จเป็นการเข้าร่วมและเน้นการมีส่วนร่วมกันระหว่างพนักงานมากกว่า เช่น จำนวนการเข้าร่วมกิจกรรม สมาชิกในทีมเข้าร่วมครบ ฯลฯ

 

– กำหนดรางวัลหรือแรงจูงใจที่สอดคล้องกับเป้าหมาย โดยเน้นให้รางวัลกับความทุ่มเท ความพยายาม การมีส่วนร่วมในฐานะทีม ซึ่งทำได้จากการแบ่งทีมเข้าร่วม คล้ายกิจกรรมกีฬาสี ประกาศรางวัลที่เน้นย้ำความสำเร็จของทีม มากกว่าสิ่งที่บุคคลทำได้ 

 

– รายละเอียดกิจกรรม 

 

  •  – กำหนดกรอบเวลาในการจัดกิจกรรม เช่น 30 วัน 60 วัน 90 วัน

 

  •  – กำหนดกิจกรรมท้าทาย (Challenge) ว่าต้องทำอะไรบ้าง เช่น จำนวนก้าว จำนวนชั่วโมงออกกำลังกาย 

 

  •  – ติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์ ฟิตเนส นักควบคุมอาหาร เทรนเนอร์

 

เมื่อได้รายละเอียดโครงการเรียบร้อย จึงสื่อสารกับพนักงานและเชิญชวนให้เข้าร่วมโดยการสื่อสารถึงความสำคัญของโครงการและผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้ ไม่ควรให้การเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพเป็นการบังคับหรือมีผลต่อความก้าวหน้า เพราะจะเป็นการกดดันพนักงานและไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจหรือสุขภาพร่างกายภายหลังโครงการ

 

3. ดำเนินกิจกรรมหรือโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ

 

ขั้นตอนต่อมาคือการดำเนินโครงการ ซึ่งโครงการส่งเสริมสุขภาพที่ดีควรจะกระตุ้นให้พนักงานเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ CDC ก็ได้แนะนำองค์ประกอบที่ดีของการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพไว้ ได้แก่

 

– การให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ

 

– การสนับสนุนจากสังคมและสิ่งแวดล้อม (Supportive social and physical environment) 

 

– ความสอดคล้องกันระหว่างนโยบาย กิจกรรม และสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ

 

– ความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและกิจกรรมอื่น ๆ ที่พนักงานมีส่วนร่วม

 

– การประเมินและติดตามกิจกรรมจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักจิตวิทยาฯลฯ

 

โดยสรุปแล้ว กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงานที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี จะดำเนินไปพร้อมกับนโยบายและการสนับสนุนให้พนักงานดูแลสุขภาพจากบริษัทอย่างรอบด้าน 

 

ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมให้ความรู้ การรณรงค์ การออกนโยบายการทำงานที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เคารพเวลาส่วนตัว/เวลาพักผ่อน ภาระงานไม่หนักจนเกินไป การให้สวัสดิการด้านสุขภาพ เช่น ช่วยค่าฟิตเนส ของว่างเป็นผลไม้ การจัดสถานที่ทำงานให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี เช่น การเลือกใช้เก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ มีโต๊ะยืน มีพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน ฯลฯ 

 

4. ติดตามและประเมินผลด้านสุขภาพ

 

การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ควรมีการติดตามและการประเมินผลโครงการอย่างจริงจังเพื่อให้รู้ว่า กิจกรรมที่จัดได้ผลดีแค่ไหน ซึ่งผลลัพธ์สามารถเป็นข้อมูลในการปรับปรุงและเป็นกำลังใจให้กับพนักงานหรือคนที่เข้าร่วม ได้เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ ซึ่งการประเมินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำแบบสำรวจด้านสุขภาพ การตรวจสุขภาพ หรือการใช้เครื่องมือ/โปรแกรม/แอปพลิเคชันติดตามข้อมูลสุขภาพ

 

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงาน

 

60 days Challenge Fit From Home

 

โปรแกรมดูแลสุขภาพพนักงานรูปแบบออนไลน์จาก อีทเวลล์คอนเซปต์ (Eat Well Concept) เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานในช่วงทำงานที่บ้าน (Work From Home) กำหนดเป็นกิจกรรมท้าทาย 60 วัน ตามชื่อโครงการ 60 days Challenge Fit From Home มีจุดประสงค์เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่งช่วงทำงานที่บ้าน เพื่อลดภาวะเครียดในภาวะวิกฤตและการกักตัว (Self-quarantine) และเพื่อสร้างวิถีสุขภาวะด้วยการดูแลรักษาสุขภาพจากที่บ้าน 

 

ตัวอย่างกิจกรรมในโครงการ เช่น 

 

– การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและการออกกำลังกายในกลุ่มภายในบริษัท

 

– การให้ความรู้ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหาร การจัดการความเครียด

 

– กิจกรรมออกกำลังกายภายในบ้านอย่างง่าย คลาสออกกำลังกายพิเศษ

 

SAKID “สะกิด” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

ตัวอย่างการใช้แอปพลิเคชัน SAKID เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน ซึ่งแอปพลิเคชัน SAKID ใช้หลักการในการ “สะกิด” ผู้ใช้งานหรือพนักงานให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสร้างพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ตามโมเดล 4 ขั้นตอน ทั้งช่วยประเมินสถานการณ์สุขภาพ ช่วยออกแบบ ช่วยมอบหมายกิจกรรม และช่วยติดตามผลลัพธ์

 

– สามารถใช้ประเมินสุขภาพของพนักงานในองค์กรได้ ด้วยระบบที่ช่วยสอบถามอารมณ์ ความรู้สึก และติดตามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ฯลฯ ได้ ช่วยให้บริษัทเข้าใจสถานการณ์ด้านสุขภาพของพนักงานได้ตลอด

 

– มีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพให้กับพนักงานแบบรายบุคคล ทั้งนักควบคุมอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตบำบัด รวมถึงระบบที่ช่วยมอบหมายภารกิจดูแลสุขภาพที่เหมาะกับพนักงานแต่ละคน เช่น จำนวนก้าวเดิน สะกิดให้งดแอลกอฮอล์ สะกิดให้ออกกำลังกาย ฯลฯ

 

– SAKID จะช่วยติดตามกิจกรรมที่ทำและประเมินผลลัพธ์ ซึ่งรวมประเมินกับผู้เชี่ยวชาญ 

 

จากการติดตามผลลัพธ์จากองค์กรที่ใช้ SAKID เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น SAKID สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานกว่า 67% จากกลุ่มผู้ใช้งานจริง 500 คน สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม โดยในช่วงกิจกรรมมีผู้ใช้งานที่สามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 15 – 18 กิโลกรัม ภายใต้กิจกรรมและการดูแลของนักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตบำบัดบนแอปฯ SAKID

 

 

หรือกิจกรรมง่าย ๆ ที่ SAKID ช่วยสะกิดให้พนักงานลงมือทำมากขึ้นอย่างภารกิจ “เดินให้มากขึ้น” ภายในระยะเวลา 11 เดือน SAKID ช่วยกระตุ้นให้พนักงานเดินมากขึ้นถึง +169% (เพิ่มจาก 3,193 ก้าวในเดือนแรก เป็น 6,409 ก้าวในเดือนที่สาม)*

 

*ข้อมูลเก็บจากองค์กรที่มีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 1 พันคน เป็นเวลา 3 เดือน 

 



สรุป

สุขภาพของพนักงานเป็นสิ่งที่บริษัทและองค์กรต้องให้ความสำคัญ ซึ่งนอกจากสวัสดิการด้านสุขภาพโดยทั่วไปแล้ว การส่งเสริมสุขภาพพนักงานในเชิงรุกอย่างการโครงการหรือโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นตามกรอบเวลาที่ชัดเจน ช่วยให้บริษัทเพิ่ม Productivity ลดอัตราการลาป่วยและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่บริษัทต้องจ่าย

 

กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงานที่ดีจะครอบคลุมทั้งการจัดกิจกรรม สวัสดิการ นโยบาย และวัฒนธรรมการทำงานที่สอดคล้องและส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี ทั้งนี้ บริษัทควรมีเป้าหมายในการจัดโครงการที่ชัดเจนเพื่อออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ 

 

ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่น่าทำในออฟฟิศ

 

1. ช่วงโมงงีบและมุมงีบหลับ

 

2. พื้นที่ทำงานทางเลือก เช่น โต๊ะยืน โต๊ะนั่งทำงานในสวน 

 

3. คอร์สอบรมเรื่องการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การจัดการความเครียด

 

4. กิจกรรมท้ากินอาหารสุขภาพหรือ Challenge การแข่งขันดูแลสุขภาพ

 

5. มีผู้เชี่ยวชาญและนักจิตวิทยาสำหรับให้พนักงานปรึกษา

 

6. กิจกรรมบริหารร่างกายในออฟฟิศ

 

7. อาหารว่างสุขภาพ (Healthy Break) เช่น ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว เผือก มัน หรือข้าวโพดต้ม ฯลฯ

 

8. สวัสดิการและบริการด้านสุขภาพ เช่น นวด นักกายภาพบำบัด เทรนเนอร์ ครูสอนโยคะ สมาชิกฟิตเนส 

 

9. สถานที่ออกกำลังกายในอาคารหรือใกล้เคียง เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ 

 

10. ชั่วโมงออกกำลังกายที่ต้องเก็บชั่วโมงในช่วงทำกิจกรรมหรือในแต่ละเดือน

 

หรือส่งเสริมสุขภาพพนักงานอย่างยั่งยืนด้วยการ “สะกิด” ให้พวกเขาเกิดพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพด้วย SAKID ที่ช่วยทั้งออกแบบและมอบหมายกิจกรรม มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา พร้อมติดตามข้อมูลด้านพฤติกรรมและสุขภาพในในตัว  

 

ดูฟีเจอร์ของ SAKID ที่นี่

บทความที่น่าสนใจ

Cooking-Saladroll-SAKID

WORKSHOP Cooking class สลัดโรล

กิจกรรม  Cooking class สลัดโรล

วันที่ 20 สิงหาคม  2567 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Cooking class สลัดโรล ที่บริษัท CBRE โดยพนักงานได้เข้าร่วมจำนวน 40 คน ซึ่งนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและมีทริคการดูแลสุขภาพด้านอาหารสำหรับชาวออฟฟิศให้เล่นเกมสุขภาพพร้อมรับของรางวัลกันอีกด้วย คลาสสอนทำสลัดโรลจะแบ่งทำเป็น 2เมนูคือ สลัดโรลเต้าหู้ กับ สลัดโรลปลาทูนึ่ง โดยทั้งสองเมนูจะใช้รสชาติจากผักและสมุนไพรเป็นหลักเพื่อสุขภาพที่ดีและน้ำจิ้มสูตรโซเดียมต่ำ อร่อยได้ง่ายๆ และสามารถนำกลับไปทำเองได้ที่บ้านได้

อ่านต่อ »

โลกยุค VUCA เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รับมือทางการเงินอย่างไรดี

ในโลกทุกวันนี้ ท่ามกลางความรวดเร็วในกระแสธารของการแข่งขันเพื่อพัฒนาและก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ทดแทนแรงงานมนุษย์ ความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิศวกรรมแขนงต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการสำรวจแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ นอกโลกใบนี้ ฯลฯ จึงทำให้เกิดความเป็นไปได้ของโลกในอนาคต ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ซับซ้อนยากเกินจะคาดเดาและคาดการณ์อย่างมั่นใจได้ว่า การใช้ชีวิตในอนาคตของเรานั้นจะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันมากแค่ไหน

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -แนะนำบอร์ดเกมในที่ทำงาน

พักจากงานสักแปป แนะนำ บอร์ดเกม ที่ควรติดไว้ให้เล่นในที่ทำงาน

การเล่นเกมเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน นอกจากงานที่ทำอยู่แล้ว การมีเพื่อนที่เล่นเกมด้วยกันจะทำให้ผ่อนคลายและกระชับความสัมพันธ์เห็นมุมมองของแต่ละคนที่แตกต่างจากตัวตนในการทำงานอีกด้วย เกมที่แนะนำเป็นบอร์ดเกมเพราะว่าทุกคนจะสามารถวางโทรศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างลงได้ เพื่อมาโฟกัสจับต้องเกมกันและใช้เวลาเล่นไม่นานสั้นๆ เพื่อเป็นการพักจากงานที่ทำอยู่ หรือพักเที่ยง พักเบรคได้

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -7 สัญญาณไม่แฮปปี้

7 สัญญาณพนักงานไม่แฮปปี้ที่ไม่ควรมองข้าม

ความสุขในที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กร แต่เมื่อพนักงานเริ่มขาดรอยยิ้มในการทำงาน ผลกระทบด้านลบที่ตามมาอาจสร้างความเสียหายให้กับผลการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 7 สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงความไม่แฮปปี้ของพนักงานในองค์กร ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำวิธีการช่วยเหลือและจัดการกับปัญหาเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความสุข และนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

อ่านต่อ »

รับออกแบบ เมนูอาหารพนักงานโรงงาน ให้สุขภาพดี Healthy canteen

พนักงานโรงงานส่วนใหญ่ใช้เวลาในโรงงานวันละ 8–12 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า มื้อหลักเกือบทั้งหมดของพวกเขามาจากโรงอาหารโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า กลางวัน หรือแม้แต่เย็นในกรณีที่ทำโอที การมีเมนูที่สมดุลจึงเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและพลังงานของพนักงาน

อ่านต่อ »
กีฬาสี-จัดได้ง่าย-สร้างทีมได้ด้วย-SAKID

กีฬาสี จัดได้ง่าย สร้างทีมได้ด้วย

  กิจกรรมกีฬาสี หรือ Sport Day นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่หลาย ๆ บริษัทนิยมจัดให้กับพนักงาน เพราะกีฬาสีเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ แม้จะแข่งขันเพื่อผลแพ้ชนะแต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้พนักงานในบริษัทได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากภาระงานของตนเอง

อ่านต่อ »
ดูแลสุขภาพพนักงาน
URL Copied!

“ดูแลสุขภาพพนักงาน” การสร้างสุขเบื้องต้นที่คุณไม่ควรมองข้าม

การดูแลสุขภาพพนักงานถือเป็นหัวใจของการบริหารองค์กรเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อพนักงานมีสุขภาพที่ดี มีกำลังใจที่พร้อม พวกเขาก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยพลัง ในทางตรงกันข้าม หากพนักงานสุขภาพย่ำแย่ รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอด พวกเขาก็คงไม่มีแรงที่จะมุ่งมั่นและทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ดี

 

สุขภาพกายและสุขภาพใจของพนักงานจึงเป็นสิ่งที่บริษัทและองค์กรไม่ควรมองข้าม และควรยึดถือเป็นหนึ่งในหน้าที่ที่บริษัทจะดูแลสุขภาพของพวกเขา  

 

การดูแลสุขภาพพนักงาน สำคัญอย่างไร

 

การเอาใจใส่ในด้านสุขภาพพนักงานมีประโยชน์ทั้งต่อตัวพนักงานที่จะมีสุขภาพกายและใจที่ดี และทั้งต่อตัวบริษัทเองก็ได้ประโยชน์จากการที่พนักงานที่กำลังที่จะทำงานอย่างเต็มความสามารถ ช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับบริษัท และลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจากการลาป่วย ลาออก หรือค่ารักษาพยาบาล

 

ลดการลางานและอัตราการลาออก 

 

พนักงานมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง พร้อมสำหรับการทำงาน เพราะห่างไกลจากโรคภัย ปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด และจากพฤติกรรมที่ส่งผลเสียกับสุขภาพ ซึ่งบริษัทสามารถส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ดีผ่านวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นมิตรและสวัสดิการด้านสุขภาพได้

 

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือ Productivity 

 

เมื่อบริษัทดูแลสุขภาพพนักงาน ช่วยส่งเสริมให้เขามีทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาก็จะมีกำลังใจและกำลังกายที่พร้อมสำหรับการทำงานและพร้อมเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ จากงาน

 

เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย 

 

ลองนึกดูว่า บริษัทที่เต็มไปด้วยคนสุขภาพดีและอารมณ์ดี บริษัทแบบไหนจะน่าอยู่ขนาดไหน 

 

หากบริษัทสามารถส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีได้ นอกจากจะช่วยลดอัตราการลาออก ทำให้พนักงานอยู่กับบริษัทนานขึ้น (Employee Retention) ก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรให้คนภายนอกและคนที่มีศักยภาพ (Talents) อยากร่วมงานด้วย 

 

พนักงาน สุขภาพดี

 

แล้วบริษัทจะดูแลสุขภาพพนักงานได้อย่างไรบ้าง?

 

1. ส่งเสริมการดูแลสุขภาพพนักงาน 

 

ส่งเสริมให้พนักงานดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ผ่านการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและการสะกิด (Nudging) ให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น 

 

– ชักชวนให้ไปออกกำลังกายหลังเลิกงานหรือในวันหยุดด้วยกัน เช่น ออกไปวิ่งที่สวน ไปฟิตเนส ชวนไปปีนหน้าผาจำลอง ฯลฯ นอกจากจะได้สุขภาพกายที่ดีแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์กันในองค์กรอีกด้วย 

 

– ชักชวนและส่งเสริมให้กินอาหารสุขภาพ เช่น กินอาหารคลีนทุก ๆ วันอังคาร หรือบริษัทอาจตกลงดีลส่วนลดร้านอาหารสุขภาพเป็นหนึ่งในสวัสดิการพนักงาน

 

– ใช้โปรแกรมสุขภาพ (Health Program) เพื่อช่วย “สะกิด” ให้พนักงานแต่ละคนดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้น จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่คอยมอบภารกิจดูแลสุขภาพ เช่น สะกิดให้เดิน 10,000 ก้าว สอบถามมื้ออาหารที่กินเพื่อให้กับการตระหนักร งดกินจุบจิบ งดดื่มแอลกอฮอล์ 

 

2. มีสวัสดิการด้านสุขภาพ

 

สวัสดิการบริษัทที่ดีก็สามารถช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น 

 

– ให้สวัสดิการวันหยุดที่เหมาะสม ช่วยให้พนักงานได้มีเวลาพักผ่อนจากภาระหน้าที่ การงาน และยังได้มีเวลาไปดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น ทำงานอดิเรกที่รัก หรือได้ผ่อนคลายจิตใจจากความเครียด

 

– มีประกันสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล หากมีสวัสดิการที่ช่วยค่ารักษาพยาบาลกับพนักงานได้ ก็ช่วยให้พวกเขาไม่ลังเลที่จะไปพบแพทย์เพื่อรักษาร่างกายหรือจิตใจ 

 

– มีแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปี ช่วยให้ในทุก ๆ ปี พนักงานได้ตระหนักถึงสุขภาพ นอกจากนี้ ผลตรวจสุขภาพอาจช่วยกระตุ้นให้พวกเขาตั้งเป้าหมายดูแลสุขภาพตัวเองได้อีกด้วย เช่น ลดค่าแคลเลอรี่ ลดเปอร์เช็นต์ไขมัน ลดค่าตับ ฯลฯ 

 

– สมัครสมาชิกฟิตเนสให้ฟรีหรือให้ส่วนลดพิเศ​ษ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานไปออกกำลังกายกันมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการไปฟิตเนส

 

3. สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม

 

พนักงานเหนื่อยล้า

 

อาการ “ออฟฟิศซินโดรม” (Office Syndrom) หรืออาการเจ็บ ปวด และเมื่อยกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เนื่องมาจากการนั่งทำงานของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศ ไม่ใช่ปัญหาที่บริษัทจะมองข้ามได้

 

อาการปวดกล้ามเนื้อเหล่านั้น ไม่เพียงส่งผลต่อ Productivity โดยตรง แต่ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม กระตุ้นไมเกรน และเป็นหนึ่งในอาการที่สามารถสะสมรวมกับความเครียดและเหนื่อยล้าเป็นอาการ “หมดไฟ” (Burn out) จนพนักงานต้องลาป่วยหรือลาออกไปได้

 

บริษัทจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดสถานที่ทำงาน หรือ “Work Station” ให้ถูกหลักสรีรศาสตร์ เลือกใช้เก้าอี้ออฟฟิศที่รองรับสรีระได้ดี (Ergonomic chair) และโต๊ะที่ได้ความสูงพอดี สามารถวางแขนและวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้พอดีกับสายตา ไม่ต้องก้ม ให้เมื่อยคอ ฯลฯ

 

นอกจากนี้ เรื่องของบรรยากาศการทำงานก็สำคัญ ควรจัดสถานที่ทำงานให้ดูผ่อนคลาย มีแสงสว่างเพียงพอ มีความโปร่งสบาย อากาศถ่ายเท อาจจะมีพื้นที่สีเขียว ต้นไม้หรือจัดดอกไม้ในออฟฟิศเพิ่มความสดชื่นมีชีวิตชีวาในออฟฟิศ 

 

4. มีวัฒนธรรมการทำงานที่ “Healthy”

 

วัฒนธรรมการทำงานหนัก การคอยจับผิดกัน หาแต่ข้อตำหนิ คงไม่อาจเรียกได้ว่า “Healthy” เป็นแน่ เพราะวัฒนธรรมดังกล่าวมีแต่จะทำให้พนักงานทยอยหมดกำลังใจในการทำงานลงไปในทุกวัน แล้ววัฒนธรรมแบบไหนที่ดีต่อใจพนักงานบ้าง ยกตัวอย่างมาแชร์กัน ดังนี้ 

 

– วัฒนธรรมที่เรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช้ข้อผิดพลาดเป็นข้อตำหนิหรือด้อยคุณค่าของคนทำงาน แต่ใช้เป็นกรณีเรียนรู้และหาทางปรับปรุงพัฒนาร่วมกัน 

 

– วัฒนธรรมการให้ฟีดแบกอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Comment) เรียนรู้เรื่องการคอมเมนต์งาน โดยเฉพาะหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้ปฏิบัติงานระดับอาวุโส (Senoir Level) ที่ต้องคอยตรวจงานให้ผู้อื่น 

 

– ไม่ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานหนัก ชื่นชมความทุ่มเท เห็นความพยายาม แต่ไม่ส่งเสริมให้ทำงานหนักจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น การเลินงานตรงเวลา ไม่ทักเรื่องงานในเวลาส่วนตัว

  

– วัฒนธรรรมการชื่นชมและให้กำลังใจ ถือเป็นหน้าที่สำคัญของหัวหน้างาน (Superviser) ที่สามารถมองเห็นความตั้งใจความทุ่มเทของทีมได้ง่าย การหมั่นชื่นชมผลงานแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย จะช่วยให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงาน

 

– วัฒนธรมที่แสดงออกถึงความใส่ใจ หมั่นสอบถามภาระงาน ความยาก หรือความท้าทาย เพื่อแสดงออกถึงความห่วงใยให้กันและกัน นอกจากนี้ หากทำจนเป็นวัฒนธรรมแล้ว จะทำให้การสื่อสารปัญหาภายในองค์กรเป็นเรื่องง่าย ช่วยจัดการปัญหาได้เร็ว

 

วัฒนธรรมองค์กรเหล่านี้ นอกจากทำให้ส่งเสริมกำลังใจแล้ว ยังมีส่วนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Employee Engagement” หรือการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำให้ทีมรู้สึกเป็นทีม มีความเป็นพรรคพวกที่ช่วยเหลือและดูแลกัน และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กรด้วย 

 

5. ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร 

 

แม้เรื่องของความสัมพันธ์อาจจะเป็นเรื่องยากและค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่บริษัทหรือองค์กรก็มีบทบาทในการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีในองค์กรได้ ยกตัวอย่างเช่น 

 

– การจัดกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องงานให้ทำร่วมกัน 

 

– จัดงานเลี้ยงขอบคุณหรือกินข้าวร่วมกันในทุกเดือน 

 

– งานเลี้ยงและกิจกรรมตามเทศกาล

 

– กิจกรรมท่องเที่ยวประจำปี (Outing) 

 

โดยกิจกรรมเหล่านี้บริษัทสามารถกำหนดเป็นสวัสดิการพนักงานได้ 

 

นอกจากนี้ เรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่ให้คุณค่ากับความพยายามของทุกคน ความโปร่งใส่ในการให้รางวัลหรือการขึ้นเงินเดือน การส่งเสริมทัศนคติความเป็นทีม การให้ฟีดแบกที่สร้างสรรค์อย่างตรงไปตรงมาก็ช่วยลดโอกาสที่ทำให้พนักงานไม่ไว้วางใจกัน รู้สึกเป็นทีมที่ช่วยเหลือพึ่งพา ไม่ก่อให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีหรือนินทาว่าร้ายกันในที่ทำงาน ซึ่งไม่ส่งผลดีอย่างไรต่อจิตใจคนทำงาน

 

องค์กรเริ่มดูแลสุขภาพพนักงานได้ง่าย ๆ ด้วย SAKID

 

ในทุกวันนี้ เทคโนโลยีอย่าง “โปรแกรมสุขภาพ” (Health Program) มีบทบาทในการช่วยบริษัทสามารถดูแลสุขภาพพนักงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเทรนด์การใช้ Health Program ในองค์กรก็เป็นสิ่งที่บริษัทใหญ่ ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศเริ่มต้นทำกันไปแล้ว เพราะมีสถิติที่ช่วยยืนยันว่า โปรแกรมช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้จริง 

 

ยกตัวอย่าง Health Program ในไทย อย่างแอปพลิเคชัน SAKID ที่ช่วยติดตามข้อมูลด้านสุขภาพและคอย “สะกิด” ให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันให้ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น คอยสะกิดให้เดิน สะกิดให้งดอาหารพลังงานสูง หรือฟีเจอร์สำคัญที่มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์กีฬา และนักจิตวิทยาที่คอยให้คำปรึกษากับพนักงานโดยตรง ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ

 

แอปพลิเคชัน Sakid

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ SAKID ช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น
ช่วยลดรอบเอวของพนักงานได้เฉลี่ยเกือบ 3 เซนติเมตร

 

ยกตัวอย่าง การใช้งาน SAKID ในองค์กรที่ให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่น่าทึ่ง โดยจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน จากองค์กรที่ใช้ SAKID อย่างต่อเนื่องเกิน 3 เดือน กลุ่มตัวอย่างสามารถลดรอบเอวได้เฉลี่ยอย่างน้อย 3 เซนติเมตร ซึ่งการที่พนักงานสามารถลดรอบเอวได้ ก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันไขมัน รวมไปถึงช่วยเพิ่ม Productivity ให้พนักงานรู้สึกสดชื่นและมีพลังในการทำงานอย่างเต็มที่ 

 

จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคำนวณเป็นตัวเลขแล้ว SAKID สามารถช่วยให้บริษัทค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไปได้ถึง 2.6 ล้านบาท ต่อปี 

สรุป

 

การดูแลสุขภาพพนักงานไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกว่า บริษัทจะทำหรือไม่ทำก็ได้ 

 

สุขภาพของพนักงานที่ดีหรือแย่จะส่งผลต่อองค์กรโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน ค่าใช้จ่ายจากความเจ็บป่วยของพนักงาน อัตราการลาป่วยและลาออก บรรยากาศการทำงาน ฯลฯ การใส่ใจสุขภาพของพนักงานจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญในการบริหารองค์กร

 

SAKID สามารถช่วยบริษัทของคุณติดตามข้อมูลด้านสุขภาพ พร้อมส่งเสริมให้พนักงานของคุณ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้ เป็นความใส่ใจจากบริษัทที่สามารถมอบให้กับพนักงานในทุก ๆ วัน เพราะสุขภาพของพนักงานสำคัญที่สุด

 

อ่านฟีเจอร์ของ SAKID ทั้งหมด << ที่นี่

บทความที่น่าสนใจ

Cover-Pmat-2022

HR tech Thailand 2022

กิจกรรมออกบูธ HR tech Thailand 2022

วันที่ 19-20 ตุลาคม 2565  SAKID  ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพลิเคชั่น “สะกิด” ในงาน HR Tech เพื่อแนะนำให้รู้จักกับแอพว่าใช้ออกแบบกิจกรรมสุขภาพอย่างไร และเปิดให้ทดลองใช้ ฟรี 7 วัน เพื่อให้คนในองค์กรสามารถเล่นภารกิจสุขภาพดีได้ โดยมีโค้ชนักกำหนดอาหารคอยให้คำปรึกษาในแอพสะกิดตลอด 7วัน 

อ่านต่อ »

จัดการอย่างไร ให้ห่างไกล ความเครียด

หากเราพูดถึงคำว่า “ความเครียด” เรานั้นมักจะนึกถึง และบรรยายความรู้สึกว่าเหมือนถูก “บีบคั้น กดดัน อึดอัด” ทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร โดยที่ความเครียดนั้นจะเป็นภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่รับมือได้ยาก หรือถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก จนทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือวิตกกังวลขึ้นมาได้

อ่านต่อ »
โรงอาหารสุขภาพดี-SAKID

โรงอาหารสุขภาพดี ทำอย่างไรให้ได้ผล สำหรับพนักงานบริษัทหรือโรงงาน

พนักงานมาทำงานอยู่กับบริษัทตั้งแต่เช้ายันเย็น แน่นอนว่าอาหารการกินส่วนใหญ่ก็มาจากโรงอาหารทั้งข้าวเช้า เที่ยง และมื้อว่าง เนื่องจากบริษัทที่มีโรงอาหารจะไม่ค่อยอยู่ในพื้นที่ในเมืองหรือชุมชน ดังนั้นโรงอาหารจึงเป็นแหล่งอาหารหลักของพนักงาน ซึ่งโรงอาหารสามารถสะท้อนพฤติกรรมการกินอาหารของพนักงานได้อย่างดีจากผลตรวจสุขภาพ ฉะนั้นมาเริ่มต้นดูแลสุขภาพพนักงานที่โรงอาหารกันเถอะ

อ่านต่อ »
WS-แยกไม่ยาก-SAKID

WORKSHOP แยกไม่ยาก

กิจกรรม  “จัดสวนขวด Terrarium”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop “จัดสวนขวด Terrarium”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดย Green Terra Station ภายในงานผู้เข้าร่วมได้จัดสวนขวดด้วยตนเอง ได้ทั้งความสนุก และความผ่อนคลาย พร้อมทั้งรับสวนขวดตามแบบฉบับของตนเองกลับไปอีกด้วย  

อ่านต่อ »
มารู้จัก EAP cr-SAKID

มารู้จักกับ EAP:โปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน ให้คำแนะนำส่วนตัว

คุณรู้สึกเครียด กังวล หรือเหนื่อยล้ากับงานอยู่หรือเปล่า? คุณมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์หรือปัญหาส่วนตัวอื่นๆ อยู่หรือไม่? หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ EAP คือคำตอบของคุณ

EAP ย่อมาจาก Employee Assistance Program หรือโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน เป็นโปรแกรมสวัสดิการที่บริษัทมอบให้พนักงาน เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ทั้งเรื่องงาน ความสัมพันธ์ ปัญหาทางการเงิน หรือปัญหาอื่นๆ ในชีวิตส่วนตัว โดยให้บริการผ่านนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่เชี่ยวชาญ

อ่านต่อ »
Happy Workplace

Happy Workplace สร้างองค์กรอย่างไรให้เต็มไปด้วยความสุข

ชวนมาแก้ปัญหาพนักงานเบิร์นเอาต์ด้วย ‘องค์กรแห่งความสุข’ หรือ Happy Workplace ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าเมื่อองค์กรมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานมีความสุข

อ่านต่อ »
กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก
URL Copied!

เพิ่มสุขภาพที่ดีในบริษัทด้วย “กิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน”

ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินเป็นปัญหาสุขภาพหลักของพนักงานออฟฟิศ เนื่องจากรูปแบบการทำงานที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวและนั่งเป็นหลัก ทำให้พนักงานออฟฟิศมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ความดันโรคหัวใจ ฯลฯ ส่งผลทั้งต่อสุขภาพและการทำงาน

 

บริษัทหรือสถานที่ทำงานสามารถมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการดูแลสุขภาพ จัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักได้ ที่ทำงานคือสถานที่ที่คนใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของวัน ซึ่งประโยชน์สำหรับการช่วยให้พนักงานน้ำหนักลดลงได้ นอกจากพวกเขาจะมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังมีวิจัยจาก Forrester US Future of Work Survey ที่ยืนยันว่า บริษัทที่พนักงานมีสุขภาพดีกว่า มีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าถึง 2-3 เท่า 

 

หากบริษัทของคุณก็ห่วงใยปัญหาสุขภาพของพนักงานเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริษัทที่มีปัญหาพนักงานน้ำหนักเกิน แล้วอยากช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น บทความนี้จะช่วยให้แนวทางกับคุณ

 

กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักที่ยั่งยืนกว่า เป็นแบบไหน

 

กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก หากค้นคว้าบนอินเทอร์เน็ตหรือเปิดหาวิดีโอแนะนำ เราจะเจอกับคำแนะนำและวิธีมากมายในการลดน้ำหนัก ซึ่งหลากหลายกิจกรรมก็มีประสิทธิภาพ แต่ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับการทำมาจัดเป็นกิจกรรมในองค์กร 

 

กิจกรรมอย่างการงดอาหาร (Fasting) วิ่งออกกำลังกายหลังเลิกงาน กินคีโต (Keto) ฯลฯ อาจจัดเป็นกิจกรรมได้ลำบาก เพราะพนักงานแต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตแตกต่างกัน และกิจกรรมข้างต้น ยังไม่ใช่กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้พนักงานสามารถลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน แต่เมื่อจบกิจกรรมไป ก็มีแนวโน้มที่จะน้ำหนักขึ้น 

 

แล้วกิจกรรมแบบไหน จึงจะช่วยให้พนักงานลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน?

 

กลับมาที่ปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เราน้ำหนักมากขึ้นจนเกิดเกณฑ์ คงไม่พ้นเรื่องของ ‘พฤติกรรม’ หรือ ‘นิสัย’ ทั้งการกิน การพักผ่อน การใช้ชีวิต และการออกกำลังกาย เพราะพฤติกรรมหรือนิสัยคือสิ่งที่ติดตัวเราทุกคนไปตลอด แม้ว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมลดน้ำหนักแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่กิจกรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมให้ดีขึ้นได้ ก็มีแนวโน้มสูงที่พวกเขาจะกลับมามีน้ำหนักสูงเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม 

 

ลักษณะของกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและเหมาะทำในองค์กร จึงควรจะมีลักษณะ ดังนี้

 

– เน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ได้ผล มากกว่าผลลัพธ์ภายในกรอบเวลา

 

– เน้นกิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างแรงผลักดันที่ดีจากสังคม (Social Motivation) ให้พนักงานสนุกกับการชักชวนกันดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย

 

– ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เป็นการเข้าร่วม/จำนวนครั้งที่ทำกิจกรรม มากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นเรื่องของรูปร่างหรือน้ำหนักที่ลดได้

 

– ไม่ควรให้กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักเป็นเรื่องบังคับหรือเกี่ยวข้องกับการประเมินงาน

 

– หมั่นชื่นชมและประกาศความสำเร็จจากการได้ลงมือทำหรือชื่นชมความทุ่มเทอย่าง

สม่ำเสมอ 

 

 

แนวทางจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักอย่างไร

 

สำหรับบริษัทที่ต้องการจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก สามารถใช้แนวทางทั้ง 5 ข้อเหล่านี้ ในการจัดกิจกรรมได้

 

1. วางแผนกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก

 

ก่อนจัดกิจกรรมอะไร แน่นอนว่า บริษัทจะต้องวางแผนและกำหนดเป้าหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน ซึ่งกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก แม้ว่าจะเป็นจุดประสงค์ชัดเจน คือ “การลดน้ำหนัก” อยู่แล้ว ก็ยังควรแตกรายละเอียดตัวชี้วัดความสำเร็จออกมาให้ชัดเจนและวัดผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้ลักษณะของกิจกรรมที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน 

 

– วางแผนจัดตั้งโปรแกรมหรือกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก เช่น จำนวนคนเข้าร่วม ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องติดต่อ การวัดผลทำอย่างไรได้บ้าง

 

– กำหนดว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่ให้เข้าร่วม เช่น ออกกำลังกายที่ฟิตเนสในอาคาร วิ่งที่สวนสาธารณะหลังเลิกงาน กิจกรรมเดินนับก้าว ฯลฯ

 

– กำหนดกรอบเวลาโครงการให้ชัดเจน เช่น 30 วัน 60 วัน 90 วัน

 

– กำหนดรางวัลหรือการสร้างแรงจูงใจในการทำกิจกรรม เช่น เงินรางวัล ตั๋วรางวัล (Gift Voucher) 

 

-วางแผนและกำหนดงบประมาณสำหรับจัดกิจกรรม เช่น ค่าตรวจสุขภาพ ค่าดำเนินการ 

 

2. กำหนดตัวชี้วัดที่ใช้นับในกิจกรรม

 

การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (Measurement of Success) สำหรับกิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน ไม่ควรมีแค่เรื่องของจำนวนน้ำหนักที่ลดลงเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ที่เป็นเรื่องเพียงของน้ำหนัก อาจบั่นทอนกำลังใจและความทุ่มเทในการพยายามรักษาสุขภาพของพนักงานได้ นอกจากนี้ น้ำหนักไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่บอกว่า ใครกำลังมีสุขภาพที่ดี แต่ต้องดูไปพร้อมกับตัวชี้วัดสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

 

ตัวอย่างตัวชี้วัดความสำเร็จที่น่าใช้สำหรับกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก

 

– จำนวนการเข้าร่วมกิจกรรม

 

– จำนวนแคเลอรีที่เผาผลาญรวมกันของคนทั้งทีม

 

– จำนวนพฤติกรรมที่ส่งผลดี / คะแนนจากการไม่ทำพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

 

– ระดับคอเลสเตอรอลในเลือด 

 

– เปอร์เซ็นต์ไขมันที่ลดลง

 

สำหรับการวัดผลลัพธ์เหล่านี้ อาจทำได้หลากหลายวิธีและสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวัดผลลัพธ์ได้สะดวก เช่น การใช้ EPA (Employee Personal Assistance), แอปนับจำนวนก้าวเดิน, นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch), การตรวจสุขภาพที่สถานพยาบาล ฯลฯ

 

3. วางแผนการสื่อสารและจัดกิจกรรม

 

หลังจากที่บริษัทมีแผนจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การสื่อสารและชักชวนให้พนักงานเข้าร่วม 

 

ย้ำอีกทีว่า กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักไม่ควรเป็นกิจกรรมบังคับหรือมีผลต่อการทำงาน 

 

สำหรับคำแนะนำที่บริษัทสามารถใช้สื่อสารกับพนักงานงานได้ ได้แก่

 

– สื่อสารให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของกิจกรรมลดน้ำหนัก 

 

– ชักจูงด้วยรางวัลหรือการสร้างแรงจูงใจแทนการออกเป็นมาตรการบังคับ

   

– อธิบายกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถทำหรือเข้าร่วมได้ อธิบายวิธีการติดตามผลและตัวชี้วัดต่าง ๆ

 

– เน้นการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างกำลังใจในการทำกิจกรรมหรือ Challenge แบบทีม

 

– วางแผนการฉลอง รางวัลที่จะได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม เช่น ทุกสัปดาห์จะมีการประกาศยอดการเข้าร่วมกิจกรรม

 

4. การติดตามผลและการประกาศพัฒนาการ

 

ขั้นตอนนี้จะช่วยให้โอกาสดำเนินโครงการสำเร็จสูงขึ้น โดยการติดตามผลจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมมากขึ้นในขณะที่ประกาศผลลัพธ์ที่ทำได้เรื่อย ๆ จะช่วยเสริมกำลังใจและช่วยให้พนักงานที่เข้าร่วมเห็นว่า พวกเขากำลังมีพัฒนาการอย่างไร 

 

– การติดตามผล: เช่น ส่งรูปอาหารที่กิน, แอปติดตามกิจกรรม ฯลฯ จำเป็นต้องมีการอัปเดตและติดตามผลตลอดระยะทางเพื่อให้พนักงานมีแรงกระตุ้นในการดูแลสุขภาพและลดน้ำหนัก และช่วยให้บริษัทเห็นภาพรวมความเปลี่ยนแปลง

 

– การประกาศพัฒนาการ: แจ้งผลพัฒนาการของแต่ละคนหรือกลุ่ม เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีกำลังใจในการลดน้ำหนักต่อ เช่น จำนวนก้าว คะแนนพิเศษสำหรับกลุ่มที่กินอาหารคลีนครบ

 

เรื่องของการติดตามผล หากสามารถทำได้บ่อยโดยที่พนักงานหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่รู้สึกรบกวน เช่น ในรูปแบบแชทหรือการวัดผลอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น SAKID แอปพลิเคชันผู้ช่วยดูแลสุขภาพให้กับพนักงาน มีระบบที่คอยส่งภารกิจให้ทำและติดตามการทำกิจกรรมในแต่ละวันได้ พร้อมกันนั้น ยังช่วยสร้างแรงจูงใจสะสมคะแนนจากการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแลกเป็นของรางวัลจริงได้ 

 

ตัวอย่าง Insight Dashboard ข้อมูลด้านสุขภาพจากแอปฯ SAKID

ตัวอย่าง Insight Dashboard ข้อมูลด้านสุขภาพจากแอปฯ SAKID

 

นอกจากนี้ ในมุมของบริษัทก็สามารถติดตามผลลัพธ์ผ่านหน้าต่างข้อมูล (Insight Dashboard) ดูข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนก้าวเดินเฉลี่ยรายสัปดาห์ ข้อมูลสุขภาพที่ช่วยบอกความเสี่ยงโรค เช่น สัดส่วนน้ำหนักเกินมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย (BMI) ฯลฯ ซึ่งบริษัทสามารถเอามาประกาศความก้าวหน้าให้พนักงานมีกำลังใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้นได้

 

 

เมื่อจบกิจกรรม บริษัทควรจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองและขอบคุณให้กับความร่วมมือของพนักงาน มีการประกาศผลลัพธ์ต่าง ๆ ในมุมที่เป็นความสำเร็จร่วมกัน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับทีม 

 

ประกาศรางวัลให้กับความทุ่มเทในหลาย ๆ ด้าน เช่น คนที่กินอาหารสุขภาพบ่อยที่สุด คนชอบออกกำลังกาย คนเข้ายิมบ่อย คนที่มีพัฒนาการสูงที่สุด คนที่ให้ความร่วมมือกับทีมมากที่สุด ฯลฯ จากนั้นจึงมอบรางวัลให้กับพวกเขา เช่น เงินรางวัล บัตรกำนัลโรงแรม สิทธิ์วันหยุดเพิ่ม ฯลฯ และเน้นย้ำความสำเร็จร่วมของคนในองค์กรที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพในองค์กรอย่างยั่งยืน 

 

ตัวอย่างกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักที่น่าสนใจ 

 

– ชาเลนจ์ 10,000 ก้าวต่อวัน หรือแข่งนับก้าวเดินระหว่างกลุ่ม หรือนับก้าวเดินสะสมรวมของทีม ประกาศผลทุกสัปดาห์

 

– ชั่วโมงออกกำลังกาย นับจำนวนชั่วโมงในการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ ประกาศผลเป็นชั่วโมงสะสมของทีม 

 

– กิจกรรมชั่วโมงออกกำลังกายหลังเลิกงาน นับจำนวนครั้งในการเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละเดือน อาจมีกิจกรรมพิเศษในสุดสัปดาห์ในเข้าร่วมสนุกหลากหลาย เช่น กิจกรรมเดิน-วิ่งที่สวน กิจกรรมปีนหน้าผาวันเสาร์ กิจกรรมเต้นแอโรบิก

 

– อาหารเย็นแคเลอรีต่ำ ส่งรูปเข้ากลุ่ม อัปเดตอาหารเย็นที่กิน กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นและวินัย

 

– อาหารคลีนมื้อเที่ยง สะสมเป็นคะแนนพิเศษสำหรับคนที่นำอาหารคลีนมารับประทานอาหาร

 

กิจกรรมแนะนำ เฉพาะบน SAKID เท่านั้น!

 

– เกมภารกิจสะกิดสุขภาพส่วนตัว เลือกภารกิจปรับเปลี่ยนสุขภาพ เช่น งดดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารคลีน เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือตัวอย่างกิจกรรมข้างต้นฯลฯ ตามโจทย์สุขภาพของแต่ละคน (ในแอป SAKID มีฟีเจอร์นี้ และมีภารกิจให้เลือกมากกว่า 1,000 กิจกรรม!)

 

– แข่งขันกับเพื่อนในทีมด้วย สะกิดแก๊ง กิจกรรมท้าทายหรือ Challenge ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีที่สุด ภารกิจต่าง ๆ ที่แต่ละคนทำ สามารถสะกิดเพื่อท้าทาย ชักชวนให้เพื่อนร่วมงานทำแข่งกันได้ ใครทำได้รับคะแนนไปเลย (ฟีเจอร์เฉพาะบน SAKID เท่านั้น)

 

– เกมภารกิจปรับการทานอาหารเฉพาะบุคคล ภารกิจปรับพฤติกรรมการทานอาหารเฉพาะบุคคลจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพ เพื่อให้กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

– เกมภารกิจปรับการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ภารกิจการออกกำลังกายจากนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ออกแบบให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคน ติดตาม เก็บคะแนน และเป็นรางวัลได้

 

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลากิจกรรม บริษัทสามารถติตดามผลลัพธ์การไดเข้าร่วมกิจกรรมของพนักงานแต่ละคนได้ มีข้อมูลในการประกาศพัฒนาการของพนักงานในแต่ละสัปดาห์ได้ รวมไปถึง มีผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาพนักงาน ทั้งโค้ชสุขภาพ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยา ช่วยให้กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น [อ่านฟีเจอร์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม]

      

สรุป

บริษัทหรือสถานที่ทำงานก็สามารถช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ด้วยการจัดกิจกรรมลดน้ำหนักพนักงานและการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

 

หัวใจของการจัดกิจกรรมลดน้ำหนักให้ประสบผลสำเร็จ จะมาจากการส่งเสริมให้พนักงานเกิดพฤติกรรมหรือนิสัยที่ชักชวนกันดูแลสุขภาพมากขึ้น ไปพร้อมกับการเสริมสร้างกำลังใจที่ดีในการดูแลสุขภาพ ซึ่งการติดตามผลและเรื่องของการสร้างแรงจูงใจก็สำคัญ

 

SAKID คือ แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถดูแลสุขภาพของพนักงานได้ ด้วยการ “สะกิด” มอบหมายภารกิจดูแลสุขภาพให้พวกเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง พร้อมกับมี Personal Assistant ทั้งนักควบคุมอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตบำบัดที่พนักงานสามารถขอคำแนะนำและปรึกษาได้ 

 

หากบริษัทของคุณต้องการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพหรือกิจกรรมลดน้ำหนักพนักงานที่เน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม SAKID คือ อีกเครื่องมือทางเลือกที่ช่วยให้คุณจัดกิจกรรมได้

บทความที่น่าสนใจ

วิธีดึงพนักงานกลับมาเมื่อ หมดpassionในการทำงาน

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมพนักงานที่เคยเต็มไปด้วยไฟในการทำงาน เคยเป็นคนเสนอไอเดียใหม่ ๆ อย่างกระตือรือร้น กลับค่อย ๆ กลายเป็นคนที่นั่งเงียบ ไม่อยากออกความคิดเห็น และทำงานไปวัน ๆ เพียงเพื่อรอให้หมดเวลา? นี่ไม่ใช่เพียงแค่ “อาการเหนื่อย” ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณสำคัญของ “หมดpassionในการทำงาน” ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในองค์กรไทยและทั่วโลก

อ่านต่อ »
Cover-จัดการอย่างไร-เมื่อเกิดความขัดแย้งในองค์กร-SAKID

จัดการอย่างไรเมื่อเกิดความขัดแย้งในองค์กร

ที่ไหนมีคนอยู่ร่วมกัน  ปัญหาความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นที่นั่น และยิ่งคนเยอะเท่าไหร่  ความขัดแย้งยิ่งมีความซับซ้อนหลายระดับ ทั้งแบบเก็บงำเป็นความไม่ชอบส่วนตัว  จนถึงการแสดงความก้าวร้าวทางวาจา  หรือรังแกอีกฝ่ายในแบบต่างๆ  บางครั้งความขัดแย้งระหว่างบุคคลอาจขยายตัวมากขึ้นทำให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมจนเป็นเหตุให้คนในองค์กรต้องแบ่งพรรคแบ่งพวก  สร้างบรรยากาศที่ไม่ไว้วางใจกัน  และไม่เคารพซึ่งกันและกันในองค์กร  เหตุการณ์ต่างๆ ยิ่งเลวร้ายลงเพราะหัวหน้างานอาจยังไม่ทราบเรื่อง

อ่านต่อ »
EAP คือ

EAP คือ ? รู้จักกับเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือสุขภาพใจพนักงานให้ดียิ่งขึ้น

ปัญหาสุขภาพจิตของพนักงานเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เครื่องมือสำหรับช่วยเหลือในปัญหาสุขภาพจิตอย่าง EAP จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะมีไว้ในองค์กร

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail-MBTI

MBTI ถอดบุคลิกภาพ ไขความสำเร็จในการทำงานร่วมกัน

คุณเคยรู้สึกหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกตรงข้ามกับคุณไหม คุณอาจเป็นคนเปิดเผย ชอบความตื่นเต้น แต่ต้องมาทำงานกับคนเงียบขรึม ชอบทำอะไรคนเดียว บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งและไม่เข้าใจกันได้ ความแตกต่างทางบุคลิกภาพเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เราทำงานร่วมกันไม่ได้ หากเรามีความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน

อ่านต่อ »
managing-cover-SAKID

จัดการความเสี่ยง เริ่มต้นที่สุขภาพพนักงาน

 กิจวัตรประจำวันของพนักงานออฟฟิศนอกจากจะนั่งทำงานอย่างยาวนานแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบเจอในองค์กรเมื่อตรวจสุขภาพประจำปี นั่นก็คือ ค่าไขมันสะสมสูงอาจจะเพราะว่าการเลือกกินอาหารที่มีไขมันสูง น้ำหวาน ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่าเกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วงบ่ายๆ เหนื่อยๆ มีความเครียดในที่ทำงานจนต้องหาน้ำหวาน ขนม มากิน ผนวกกับการนั่งทำงานนานๆ ไม่ขยับตัวจนไม่เกิดการเผาผลาญของร่างกายและนี่คือพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ อย่างเช่น อ้วนลงพุง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ ไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน เป็นต้น

อ่านต่อ »
workshop การยศาสตร์ในการทำงาน-SAKID

workshop การยศาสตร์ในการทำงาน (Ergonomics Training)

กิจกรรม  Workshop “Meditationand Deep relaxation ”

เมื่อวันที่ 9  มกราคม  2567 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop “กายศาสตร์ในการทำงาน” โดยนักกายภาพบำบัดที่จะมาสอนความรู้เรื่องกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกายเบื่้องต้น อาหารแบบไหนที่เจ็บแล้วอันตรายควรไปพบคุณหมอ การปรับท่านั่งการทำงานให้ถูกต้องตามสรีระของแต่คน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ หรือตัวเอง การยืดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ที่ถูกใช้บ่อย ๆ สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เมื่อย ล้า ให้บรรเทาลง ปรับท่าแก้ปัญหาไหล่ห่อ คอยื่น และเรื่องที่ควรระวังในการยกของหนัก ท่าที่ถูกต้อง สำหรับการยกของหนัก และการนั่งทำงานที่ใช้โน๊ตบุ๊คเป็นหลัก

อ่านต่อ »
PDCA คือ
URL Copied!

PDCA คืออะไร รู้จักหลักการที่ทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ใครบ้างที่เคยเจอปัญหาทำงานไปเรื่อย ๆ แล้วก็เจอแต่ปัญหาซ้ำ ๆ จนเหนื่อยใจ รู้สึกทำงานไปเท่าไหร่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเสียที คุณอาจไม่ได้เจอปัญหานั้นอยู่คนเดียวนะ

 

เพราะปัญหาในที่ทำงานถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะส่งผลให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ จนองค์กรอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย ทุกวันนี้เลยมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้คนทำงานรวมถึงผู้บริหารได้ลองเอาไปใช้ โดยมีทั้ง เครื่องมือ Performance Management หรือเครื่องมือที่สร้างมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ซึ่งเครื่องมือที่เป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ PDCA

 

 

PDCA คืออะไร?

 

หลายคนอาจเคยได้ยินผ่าน ๆ กับเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาในองค์กรอย่าง PDCA แต่อาจจะยังสงสัยกันว่าเจ้าตัวอักษรเหล่านี้แปลว่าอะไรบ้าง วันนี้เราชวนมาหาคำตอบกัน

 

PDCA คือวงจรที่ช่วยให้การบริหารงานมีคุณภาพยิ่งขึ้น ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ผ่านองค์ประกอบ 4 ขั้นตอนได้แก่ Plan Do Check Act ซึ่งเครื่องมือนี้เป็นกระบวนการที่จะทำให้การปรับปรุงการทำงานขององค์กรมีระบบยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

เราลองไปดูเคสตัวอย่างจากแบรนด์ดังที่เคยใช้ PDCA ในการแก้ปัญหาและพัฒนาองค์กรกัน

 

– NIKE

 

ไนกี้ แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดังได้ทดลองใช้ PDCA ในการเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายผลิต โดยต้องการจะตามหาเงื่อนไขที่ทำให้งานด้อยคุณภาพ ทางผู้บริหารไนกี้จึงได้ลองใช้เครื่องมือในการกระตุ้นคนทำงาน และได้ลองใช้คะแนนการทำงาน ซึ่งหากฝ่ายใดมีคะแนนสูงก็จะเข้าถึงเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งพวกเขาก็ได้ลองวางแผน ทำ เช็ก และตั้งเป็นนโยบายจริงจัง จนเห็นผลสำเร็จ ด้วยผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากในปี ค.ศ. 2015 ที่พวกเขามียอดขายกว่า 1 ล้านล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในปี ค.ศ.2021 พวกเขาเพิ่มยอดขายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

– Nestlé

 

เนสต์เล่ บริษัทที่สร้างสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายชนิดที่เราคุ้นเคยกับยี่ห้อน้ำดื่มนั้น ปัจจุบันพวกเขามีแนวทางในการลดขยะ พวกเขาจึงได้ทดลองใช้แนวคิดไคเซ็น (Kaizen) ซึ่งเป็นกลยุทธ์การบริหารงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพแบบญี่ปุ่นโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร โดยมี PDCA เป็นแรงเสริมที่จะช่วยกำหนดรายละเอียดการทำงานที่ลึกลงไปและทำให้การปรับปรุงนั้นมีความน่าเชื่อถือขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาค้นพบวิธีการจัดการกับการปิดปากขวดที่มักมีปัญหาให้ได้ผลลัพท์ที่ดีและไม่เกิดขยะจากผลิตภัณฑ์ชำรุดนั่นเอง

 

 

ต้นกำเนิดของ PDCA คือ

 

PDCA หรือ วงจรเดมิง (Deming Cycle) กำเนิดขึ้นโดย เอ็ดเวิร์ด เดมิง (Edwards Deming) วิศวกรและศาสตราจารย์ชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เครื่องมือนี้ยังมีอีกชื่อเรียกคือ วงจรชูฮาร์ต (Shewhart Cycle) ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อตาม วอลเตอร์ ชูฮาร์ต (Walter Shewhart) นักสถิติที่ทุกคนต่างยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการควบคุมคุณภาพสมัยใหม่ 

 

PDCA เกิดขึ้นมาในช่วง1950’s โดยในการบรรยายที่แผยแพร่เครื่องมือนี้ครั้งแรก เขาได้อธิบายด้วยวงจรแบบง่าย ๆ อย่าง Plan Do Check Act คนจึงคุ้นชินกับ PDCA เป็นส่วนใหญ่ แต่มีเกร็ดข้อมูลเล็กน้อยที่บอกว่าจริง ๆ ในส่วนของ Check แรกเริ่มเดิมทีเดมิงอยากให้เป็น ‘การศึกษา’ หรือ ‘Study’ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์หรือศึกษาผลลัพธ์มากกว่าแค่ตรวจสอบเฉย ๆ แต่เมื่อหลาย ๆ คนนำไปประยุกต์ใช้ก็ทำให้ PDCA กลายเป็นที่นิยมไป เพราะสุดท้ายแล้วความตั้งใจของเดมิงก็คืออยากให้วงจรนี้ทำซ้ำได้หลาย ๆ ครั้ง เพื่อคอยเช็กหรือศึกษาปัญหาได้ซ้ำ ๆ นั่นเอง

 

PDCA หมายความอะไร?

 

P – Plan : การวางแผน

 

ก่อนจะแก้ไขปัญหาใด ๆ การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญ ขั้นตอนแรกจึงเป็นเรื่องของการวางแผนนั่นเอง ขั้นตอนนี้ป็นขั้นตอนที่ต้องคิดอย่างรอบคอบ วางแผนอย่างครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนสิ้นสุด เช่น ปัญหาคืออะไร ใครเป็นคนรับผิดชอบ จะค้นหาข้อมูลและทดลองแก้ไขอย่างไร ไปจนถึงใช้ตัวชี้วัดใดในการประเมินผล จนกระทั่งปลายทางของขั้นตอนนี้ต้องออกมาเป็นแผนการดำเนินงานหรือ Action Plan ให้ได้

 

D – DO : การลงมือทำ

 

หลังจากวางแผนอย่างรัดกุม ต่อมาจึงเป็นการลงมือทำ โดยอาจเริ่มต้นจากการดำเนินการกับทีมน้ำร่อง ในโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือความเสียหาย และเมื่อลงมือทำก็จะต้องทำตามแผนดำเนินการอย่างรอบคอบ คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง หรือปัญหาใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

 

C – Check : การตรวจสอบ

 

เมื่อปฏิบัติตามแผนมาเรื่อบ ๆ ระหว่างทางการทำตามแผน จะต้องมีการตรวจสอบปัญหา หรือผลกระทบอย่างละเอียด สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามตัวชี้วัดหรือไม่ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

 

A – Act : การปฎิบัติเชิงนโยบาย

 

หลังจากปฏิบัติตามแผนและตรวจสอบอย่างรัดกุม จนไม่พบปัญหาใด ๆ แล้ว จึงจะไปต่อกับขั้นปฏิบัติให้เป็นแบบแผนหรือเป็นนโยบาย โดยนำแผนนั้นมาประยุกต์ใช้กับคนส่วนใหญ่ในองค์กร อาจจะผ่านการอบรม อีเมล์แจ้งข่าว หรือการประชุมใหญ่ โดยขั้นตอนนี้ต้องการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้นโยบายได้ประสิทธิภาพจนเห็นการเปลี่ยนแปลง

 

 

ประโยชน์ของการทำ PDCA

 

– ช่วยตรวจสอบปัญหาได้อย่างตรงจุด

 

– ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

– เกิดการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

– สามารถตรวจสอบและทดลองได้เรื่อย ๆ เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด 

 

– ลดความเสี่ยงในการจัดการ เนื่องจากสามารถทดลองกับทีมเล็ก ๆ ได้

 

ข้อจำกัดของ PDCA

 

– ผู้นำหรือหัวหน้าทีมต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะ PDCA คือเครื่องมือที่เป็นวงจรไม่สิ้นสุด

 

– ใช้ระยะเวลาในการพัฒนานาน ไม่เหมาะกับการตัดสินใจหรือโปรเจ็กต์ที่เร่งด่วน

 

สรุป

 

เมื่อองค์กรเกิดปัญหา การวางแผนแก้ไขปัญหา ทดลองลงมือทำ คอยตรวจสอบ และนำไปปรับในระดับนโยบาย จะช่วยให้การบริหารงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง PDCA ไม่จำเป็นต้องใช้กับปัญหาใหญ่ ๆ เท่านั้น แม้แต่การพัฒนาตัวเองก็สามารถนำเครื่องมือนี้ไปใช้ได้เช่นกัน 

 

แน่นอนว่าทุกการเปลี่ยนแปลง และระหว่างทางในการแก้ไขปัญหาย่อมพบเจออุปสรรคจนอาจย่อม้อ เสียกำลังใจ หรืออาจทำให้สุขภาพของคนในองค์กรนั้นย่ำแย่ลง การดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำควบคู่ไปกับการบริหารจัดการ แก้ไขปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ

 

ซึ่งปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งยุ่งยากอีกต่อไปเพราะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมงานที่พพร้อมเข้าไปดูแลช่วยเหลือองค์กรให้ทุกคนได้ทำงานอย่างมีความสุข เช่น SAKID แพลตฟอร์มที่พร้อมช่วยดูแลสุขภาพของพนักงานและคนในองค์กรด้วยหลากหลายโปรแกรมที่ตอบโจทย์ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน, การออกกำลังกาย, การจัดการอารมณ์ และการเข้าสังคม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในองค์กรยุคใหม่ 

 

มาพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้า พร้อม ๆ กับดูแลสุขภาพกายและใจของคนในองค์กรให้ก้าวไปด้วยกัน

บทความที่น่าสนใจ

Sakid thumbnail -สวัสดิการทุกบริษัท

สูตรลับสวัสดิการ ทุกบริษัททำได้ เพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานคนเก่ง

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมบริษัทชั้นนำหลายแห่งจึงให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานเป็นอย่างมาก? ความจริงก็คือ สวัสดิการที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตโดยรวมขององค์กรอีกด้วย การลงทุนในความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรของบริษัท จากการลดต้นทุนด้านสุขภาพ เพิ่มความพึงพอใจในการทำงาน และส่งเสริมความผูกพันของพนักงาน

อ่านต่อ »

Well Being คืออะไร สร้างสุขให้พนักงานด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

Well Being เป็นหนทางสร้างสุขให้กับพนักงานที่แต่ละองค์กรควรมีเอาไว้ เพราะความเครียดในการทำงานนั้นไม่ได้มีเพียงร่างกายและจิตใจ แต่ยังมีอีกหลาย ๆ ส่วนประกอบรวมกัน

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -วางงบจัดกิจกรรม

How to วางงบจัดกิจกรรม บริษัท องค์กร ให้คุ้มค่าและได้ผลลัพธ์สุดปัง

ในปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญการดูแลด้าน Well-being หรือสุขภาวะที่ดีของพนักงาน เพราะเล็งเห็นว่าพนักงานเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร ในการดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร หากพนักงานมีความสุขก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และมีความผูกพันต่อองค์กร แต่ทราบหรือไม่ว่านอกจากนี้ยังสามารถขอรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องได้หลายมาตรฐาน ซึ่งทำให้มั่นใจว่ากิจกรรมด้าน Well-being ที่จัดให้พนักงานมีความครบถ้วนหรือไม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด และหากองค์กรได้รับรางวัลมาตรฐานเหล่านี้ ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กร สร้างภาพลักษณ์ต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งพนักงาน ลูกค้า และบุคคลภายนอกในการเป็นองค์ที่มีความใส่ใจพนักงาน

อ่านต่อ »

สวัสดิการพนักงาน สายเฮลตี้ พนักงานสุขภาพดีมีอะไรบ้าง

ในยุคที่ “สุขภาพ” กลายเป็นหัวใจของชีวิตการทำงาน การให้ สวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ที่ตอบโจทย์เพียงแค่เงินเดือนหรือโบนัสอาจไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรยุคใหม่จึงเริ่มหันมาพัฒนา “สวัสดิการสายเฮลตี้ (Healthy Employee Benefits)” เพื่อดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของพนักงานอย่างรอบด้าน สวัสดิการลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ของแถม” แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้าง องค์กรสุขภาพดี (Healthy Organization) ที่มีพนักงานสุขภาพดี มีแรงบันดาลใจ

อ่านต่อ »
our workshop success-Fatty Model-SAKID

แข่งขันลดน้ำหนักด้วย SAKID กับโครงการ MEA Fatty Model

จบไปแล้วสำหรับกิจกรรม MEA Fatty Model ที่แข่งขันลดน้ำหนักกับ SAKID application ตลอดระยะเวลา เม.ย. – ส.ค. 67 โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือดัชนีมวลกาย ≥25 kg/m2 มีการออกแบบภารกิจสุขภาพทั้งลดไขมัน เพิ่มผักใย และออกกำลังกายให้เหมาะสม พร้อมด้วยโค้ชนักกำหนดอาหารวิชาชีพดูแลเป็นรายบุคคลในการปรับการกิน จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก มวลไขมัน และไขมันในช่องท้องลดลง เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ »
Cover-Burn-out-sakid

WORKSHOP BURN OUT

กิจกรรม “ภาวะหมดไฟ กับสิ่งต่างๆ”

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Burn Out”  ให้กับธนาคาร UOB โดยนักจิตวิทยา ผู้เข้าฟังจะได้ทำการสำรวจตัวเองว่าอาการนี้เรียกว่า หมดไฟ หรือเปล่า และสามารถจัดการกับความรู้สึกได้อย่างไร การจัดการความเครียดจากการทำงานเพื่อไม่ให้กระทบกับสุขภาพใจ

อ่านต่อ »
สวัสดิการบริษัท
URL Copied!

5 สวัสดิการบริษัทระดับโลกสุดเจ๋งที่คนรุ่นใหม่สนใจ

สำหรับคนทำงานแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเข้าทำงานที่หนึ่ง นอกจากเนื้องานที่ท้าทายหรือตรงกับความสามารถของเขาแล้ว ก็คือ “สวัสดิการบริษัท” หรือ “Benefits” ที่บริษัทจะให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ สวัสดิการบริษัทที่ดี ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของเขาได้ คือ ปัจจัยอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เขาอยากร่วมงานกับบริษัท 

 

อย่างไรก็ตาม สวัสดิการที่เขาตามหา ไม่ใช่เพียงสวัสดิการพื้นฐานทั่วไปอย่างที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR ของหลาย ๆ บริษัทคุ้นเคย แล้วสวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการ จะมีอะไรบ้าง? 

 

บทความนี้ได้ รวม 5 สวัสดิการสุดเจ๋งจากบริษัทระดับโลกที่คุณรุ่นใหม่สนใจ มาไว้แล้ว 

 

ความสำคัญของสวัสดิการบริษัทในปัจจุบัน

 

สวัสดิการบริษัท หมายถึง ผลประโยชน์ที่พนักงานบริษัทจะได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าตอบแทนหรือเงินเดือน เช่น เงินโบนัส ค่าตอบแทนเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เงินสมทบกองทุนเลี้ยงชีพ วันหยุด ฯลฯ ซึ่งสวัสดิการเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดภาระต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตของพนักงานและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น 

 

การทำงานในบริษัท

 

ในยุคปัจจุบัน เรื่องของสวัสดิการบริษัท เป็นสิ่งที่คนทำงานให้ความสำคัญอย่างยิ่ง บางบริษัทอาจมีค่าตอบแทนให้น้อยกว่าอีกบริษัท แต่นำเงินส่วนนั้นมาเพิ่มสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ก็สามารถดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานได้ เพราะคนทำงานจะคำนึงถึงความมั่นคงและสิทธิประโยชน์ที่ได้จากที่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือมีประกันสุขภาพให้ ก็ช่วยให้คนทำงานหมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริษัทมีค่าเทรนนิ่ง ค่าฟิตเนสให้ ก็ตอบโจทย์คนที่รักการเรียนรู้และรักสุขภาพ ฯลฯ

 

ทุกวันนี้ HR ในหลายบริษัทจึงมักนำ “สวัสดิการบริษัท” มาเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อจูงใจให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานด้วย โดยอาจจะแจ้งรายละเอียดสวัสดิการต่าง ๆ ที่น่าจะตอบโจทย์พวกเขาตั้งแต่โพสต์รับสมัครงาน หรือรายละเอียดบนบอร์ดประกาศรับสมัครงาน 

 

สวัสดิการบริษัท มีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร

 

นอกจากสวัสดิการที่ดีจะช่วยจูงใจให้คนที่มีความสามารถอยากเข้ามาร่วมงานกับบริษัทแล้ว สวัสดิการบริษัทยังมีประโยชน์ในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและดีต่อองค์กรในระยะยาวอีกด้วย 

 

สรุปประโยชน์ของสวัสดิการบริษัทต่อองค์กร ดังนี้

 

– จูงใจให้คนมาสมัครงาน จากสวัสดิการที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวันของพวกเขา หรือช่วยส่งเสริมให้พวกเขาสามารถพัฒนาศักยภาพและทักษะต่าง ๆ ได้

 

– ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร สนับสนุนคุณค่าองค์กร เป็นองค์กรที่เห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมและรักองค์กร เพราะองค์กรช่วยสนับสนุนชีวิตของพวกเขา รวมถึงมีส่วนช่วยผลักดันให้พวกเขาเติบโต 

 

– สร้างความพึงพอใจและเพิ่ม Productivity ในการทำงาน จากการที่พนักงานมีภาระที่ต้องกังวลน้อยลง มีสวัสดิการที่เอื้อให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น 

 

– รักษาพนักงานและลดอัตราการลาออก สวัสดิการช่วยลดอัตราการเปลี่ยนงาน (Turn Over Rate) หรือลาออกของพนักงานได้ เพราะพนักงานได้รับสวัสดิการที่ตอบโจทย์หรือให้ความมั่นคงในชีวิตกับเขาได้ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการอย่าง “โบนัส” หรือ “ค่าตอบแทนพิเศษ” (Incentive) ที่เป็นกำลังใจสำคัญให้พนักงานอยู่กับองค์กรนานขึ้น 

 

5 สวัสดิการบริษัทสุดเจ๋งที่คนรุ่นใหม่สนใจ มีอะไรบ้าง

 

สวัสดิการบริษัทมีประโยชน์และความสำคัญกับองค์กรมากมายขนาดนี้ แล้วสวัสดิการไหนบ้างล่ะ? ที่จะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ หรือที่เรียกว่า “Talents” ให้อยากมาทำงานกับบริษัทของเรา 

 

สวัสดิการพนักงานที่น่าสนใจ ที่บริษัทระดับโลกใช้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ พร้อมอ้างอิงจากผลสำรวจสวัสดิการที่ต้องการจากคนทำงานกว่า 7,420 คน สรุปเป็นสวัสดิการ 5 ข้อนี้ 

 

1. ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น

 

ระบบทำงานที่ยืดหยุ่น

 

สวัสดิการแรกว่าด้วย “ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงรูปแบบและวิธีการทำงานด้วย 

 

ตั้งแต่ที่โลกเผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 ทำให้แทบทุกประเทศต้องใช้มาตรการ Lockdown ปิดเมือง ห้ามไม่ให้ผู้คนสัญจรหรือเดินทางออกนอกบ้าน รวมไปถึงการออกไปทำงานด้วย ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home ที่กลายเป็นความคุ้นชินใหม่ในปัจจุบัน 

 

คนทำงานเริ่มปรับตัวกับการทำงานที่บ้านและทำงานแบบ Remote Working ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ​ และถึงแม้วิกฤตการณ์โรคระบาดจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่คนทำงานส่วนมากยังคง “ติดใจ” กับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Felxible) คนทำงานสามารถทำงานจากที่ไหนของมุมโลกก็ได้ สามารถจัดสรรเวลาการทำงานของตัวเองได้ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ารูปแบบการทำงานที่ต้อง Check-in / Check-out ตอกบัตรเข้าทำงาน

 

จากที่อธิบายมา สรุปได้ 2 ประเด็นที่คนรุ่นใหม่ต้องได้ ได้แก่

 

– เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible hour) สามารถทำงานตอนไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องแจ้งบอกบริษัท เพียงแต่ยึดความผลลัพธ์หรือความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ (Performance Base) 

 

– รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น สามารถทำงานจากที่บ้านได้ หรือสามารถทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วยได้ ที่เรียกว่า “Workation” 

 

2. เงินโบนัส 

 

เงินโบนัส คือ เงินค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้กับพนักงานที่แยกออกจากเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะจ่ายให้ตอนสิ้นปี ตามผลประกอบการของบริษัทหรือตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเงินโบนัสเป็นสวัสดิการอันดับต้น ๆ ที่คนทำงานมองหา 

 

สอดคล้องกับผลสำรวจจากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่การจ่ายโบนัส คือ ค่าตอบแทนอันดับ 1 ที่ทำให้พนักงานรู้สึก “หัวใจพองโต” (อันดับที่ 2 และ 3 คือ การจ่ายเบี้ยขยันหรือ Incentive และค่าตอบแทนตามตำแหน่ง)  

 

จากสถิติข้างต้น ทำไมโบนัสถึงเป็นสวัสดิการที่คนทำงานมองหา? 

 

เมื่อมองในมุมของคนทำงานแล้ว “โบนัส” เปรียบเสมือนกำลังใจและถือเป็นรางวัลสำหรับความพากเพียร ความทุ่มเทที่บริษัทจะมอบให้เมื่อสิ้นปี นอกจากนี้ โบนัสที่ได้รับเป็น ‘เงินก้อนใหญ่’ สามารถช่วยพลิกสถานการณ์การเงินให้กับพนักงานได้ ไม่ว่านำไปเก็บออม ลงทุน สะสางหนี้สิน หรือใช้วางแผนการเงินสร้างความมั่นคงต่อไป ฯลฯ แตกต่างจากเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่มักจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายประจำอย่าง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือการชำระหนี้สิน

 

ส่วนในมุมของบริษัท การให้โบนัสกับพนักงานถือเป็นคำขอบคุณจากบริษัทอย่างเป็นรูปธรรมที่ช่วยเป็นกำลังใจให้กับพนักงาน เมื่อพนักงานรู้สึกว่าบริษัทมองเห็นคุณค่า รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและอยากทุ่มเทให้บริษัท รวมไปถึงช่วยให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น ลดอัตราการเปลี่ยนงาน (Turn Over Rate) ซึ่งถือเป็นการรักษาบุคลากรในบริษัท หรือ ทำ Employee Retention ไปในตัว

 

3. การสนับสนุนพนักงาน (Employee Support)

 

การสนับสนุนพนักงาน หรือ Employee Support ในปัจจุบันมีความสำคัญกับองค์กรสมัยใหม่อย่างมาก เพราะทุกวันนี้ คนทำงานไม่ได้มองหาแค่ความมั่นคงและงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงเท่านั้น แต่พวกเขามองหา “ความก้าวหน้า” และการเติบโตในหน้าที่การงาน ซึ่งการสนับสนุนพนักงานที่พวกเขามองหา ก็มีในหลายแง่มุมด้วยกัน

 

– การสนับสนุนการทำงาน (Working Environment) ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขาในการทำงาน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงาน เช่น การมีโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่ทำงานสบาย คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ และโปรแกรมสำหรับที่ช่วยส่งเสริม Productivity 

 

– การสนับสนุนเรื่องเงิน (Financial Support) การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า สำหรับคนที่ทำงานจากที่บ้าน (WFH) หรือทำงานไปพร้อมกับท่องเที่ยว (Workation) 

 

– การสนับสนุนเรื่องการพัฒนาตัวเอง คนทำงานรุ่นใหม่มองเรื่องของความก้าวหน้าในสายงาน (Career Path) และการพัฒนาตัวเองเป็นสำคัญ พวกเขาจะมองหาบริษัทที่มีสวัสดิการที่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะตัวเองได้ เช่น มีงบค่าเรียนหรือค่าเทรนนิง (Training Budget) มีคอร์สอบรมให้เรียนฟรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ หรือมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือที่ปรึกษา ฯลฯ 

 

4. ส่งเสริมสุขภาพและให้ความมั่นคง

 

สุขภาพที่ดีของพนักงานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง บริษัทส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพพนักงาน และในมุมของพนักงาน พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพไม่แพ้กัน

 

เมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา หากบริษัทมีสวัสดิการที่ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลของพนักงานได้หรือมีประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ ก็จะช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้กับพนักงาน สวัสดิการด้านสุขภาพจึงเป็นสวัสดิการอันดับต้น ๆ ที่คนทำงานมองหา ถือเป็นสวัสดิการที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาได้

 

และนอกจากเรื่องของประกันและค่ารักษาพยาบาลแล้ว การส่งเสริมสุขภาพทางกายและใจในองค์กรก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งทำได้หลากหลายวิธี เช่น

 

– การส่งเสริมให้ออกกำลังกาย เช่น เข้าใช้ฟิตเนสได้ฟรี ส่งเสริมให้พนักงานชวนกันไปออกกำลังกาย

 

– การส่งเสริมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ให้ส่วนลดพิเศษกับร้านอาหารสุขภาพ ส่งเสริมวัฒนธรรมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ฯลฯ

 

– การติดตามความรู้สึกและดูแลจิตใจ เช่น มีโปรแกรมติดตามอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละวัน มีนักจิตวิทยาที่คอยให้คำปรึกษา ส่งเสริมให้หัวหน้างานสอบถามภาระงานและความกังวล ฯลฯ

 

– การเสริมสร้างความสัมพันธ์ เช่น ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมร่วมกันในองค์กร มีการถามไถ่ความรู้สึกเป็นประจำ ฯลฯ

 

ทุกวันนี้ การใส่ใจดูแลสุขภาพของพนักงานเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้โปรแกรมสุขภาพ (Wellbeing Program) ส่งเสริมและกระตุ้นให้พนักงานดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น 

 

สะกิด แอปพลิเคชัน

ตัวอย่างการ “สะกิด” มอบหมายภารกิจ
ที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจาก SAKID

 

ยกตัวอย่างเช่น มีแอปพลิเคชัน SAKID Happiness & Health Tool ที่ช่วยติดตามข้อมูลด้านสุขภาพและ “สะกิด” มอบหมายภารกิจส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพให้กับพนักงานแต่ละคน เช่น แข่งขันเดินหมื่นก้าว กรอกข้อมูลอาหารที่กินให้ระบบวิเคราะห์ งดดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ เพื่อรับคอยน์สำหรับแลกรางวัลเป็นส่วนลดซื้อสินค้า ส่วนลดร้านอาหาร ฯลฯ

 

วิธีการส่งเสริมสุขภาพด้วยระบบการให้รางวัล จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้นเหมือนกับการเล่นเกม 

 

5. ค่าตอบแทนพิเศษ (Incentive) และรางวัล

 

คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ค่าตอบแทนตามผลงานและความสามารถ” หากพวกเขาทุ่มเทกับงานมากกว่าปกติ ทำงานล่วงเวลา หรือผลงานของพวกเขาประสบความสำเร็จ พวกเขาควรได้รับค่าตอบแทนหรือรางวัลที่มากกว่าเงินเดือนที่จ่ายตามตกลง  

 

การให้ค่าตอบแทนพิเศษ หรือที่เรียกว่า “Incentive” ถือเป็นอีกแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พนักงานทุ่มเททำงานให้กับบริษัท ซึ่งพวกเขาก็รู้สึกว่า “แฟร์” (Fair) หากบริษัทสามารถจ่ายให้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่นอกเหนือจากความรู้สึกว่าแฟร์แล้ว การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษยังถือเป็นเครื่องหมาย เป็นกำลังใจจากบริษัทที่มองเห็นความทุ่มเทของพนักงานแต่ละคน เป็นการจ่ายค่าตอบแทนให้ตาม Performance ซึ่งมาจากระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและวัดกันที่ผลงานมากกว่าเวลาหรือจำนวนวันที่เข้าทำงาน 

 

ทั้งนี้ นอกจากการให้ค่าตอบแทนพิเศษหรือ Incentive แล้ว บริษัทยังสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงานด้วยการให้รางวัลพวกเขาได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ ๆ ในต่างประเทศมักใช้ระบบที่เรียกว่า “Employee Recognition and Rewards” ระบบที่คอยให้รางวัลกับพนักงานแต่ละคนตาม Performance จริง ๆ ของเขา เป็นคะแนนแลกซื้อสินค้า ให้ Gift Card ส่วนลดสินค้าบนแพลตฟอร์มซื้อขาย เช่น Amazon สินค้าแบรนด์ Apple ฯลฯ

ระบบสวัสดิการ

 

ปัจจุบันในต่างประเทศนิยมใช้ระบบ Employee Recognition and Rewards  จาก 2 เจ้าใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ Worktango และ Nectar ที่บริษัททั่วไปสามารถสมัครให้กับพนักงานได้ เซตระบบการให้รางวัลและแลกรางวัลภายในแพลตฟอร์ม โดยที่บริษัทไม่ต้องยุ่งยากจัดการอะไร หรืออย่างในไทยก็มีแอปพลิเคชันดูแลสุขภาพพนักงาน SAKID ที่คอยมอบหมายภารกิจให้พนักงานดูแลสุขภาพตัวเองแล้วมอบคอยน์สำหรับแลกรางวัลให้

 

การให้ค่าตอบแทนพิเศษหรือให้รางวัล นอกจากจะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการทำงานให้กับพนักงานแล้ว ยังเป็นการแสดงออกว่า บริษัท “มองเห็น” ความทุ่มเทและตั้งใจทำงานของพวกเขาด้วย 

 

สรุป

 

สวัสดิการบริษัทไม่ใช่แค่ธรรมเนียมปฏิบัติหรือเป็นสิ่งที่บริษัทต้องทำให้กับพนักงานตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการดูแลเอาใจใส่คนทำงานและการสร้างองค์กร ช่วยทั้งดึงดูดให้คนที่มีความสามารถอยากเข้ามาร่วมงานด้วย ช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน ช่วยส่งเสริมองค์กรให้น่าอยู่และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้ยาวนานขึ้น

 

บริษัทของคุณสามารถเริ่มสร้างองค์กรที่มีสวัสดิการที่ดีต่อใจพนักงานได้ง่าย ๆ ด้วยแอปพลิเคชัน SAKID นวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี อีกสวัสดิการที่สะท้อนความห่วงใยของบริษัทให้กับทีมงานของคุณ 

บทความที่น่าสนใจ

คลาสออกกำลังกาย-SAKID

คลาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน

หลังจากที่ทำงานมาอย่างยาวนานและเต็มไปด้วยความเครียด การหาเวลาให้ตัวเองด้วยการออกกำลังกายอาจจะเป็นเรื่องยาก ระหว่างที่รอช่วงเลยเวลารถติดหรือผู้คนจำนวนมากในเวลาเร่งด่วนช่วงเย็น  “คลาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน” เป็น1ในตัวเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทำงานที่ต้องการดูแลสุขภาพและผ่อนคลายจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันซึ่งสามารถกำหนดเวลาได้ชัดเจนและเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นโยคะที่สงบผ่อนคลาย คลาสเต้นสนุกสนาน หรือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี คลาสเหล่านี้มีตัวเลือกมากมายที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังเพิ่มพลังงานและสร้างสมดุลให้กับชีวิตได้อย่างดี

อ่านต่อ »

แบบประเมินความเครียด สำหรับพนักงานออฟฟิศ

ความเครียดกลายเป็น “โรคเงียบ” ของคนทำงานออฟฟิศ การมีเครื่องมือช่วยตรวจสอบและติดตามภาวะความเครียดของพนักงานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะความเครียดไม่ได้เพียงทำลายสุขภาพจิต แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพการทำงาน การขาดงาน และอัตราการลาออก

อ่านต่อ »
Cover cooking class เคบับสุขภาพดี-SAKID

WORKSHOP Cooking class เคบับ @สำนักงานCentral

กิจกรรม  Cooking class เคบับ
วันที่ 14  พฤษภาคม 2568  SAKIDได้จัดกิจกรรม Cooking class เฮลตี้ เคบับ ที่สำนักงานห้างเซนทรัลชิดลม โดยพนักงานได้เข้าร่วมกิจกรรมและนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและมีทริคการดูแลสุขภาพในการเลือกอาหารเช้า เที่ยง เย็น ในชีวิตประจำวันสำหรับชาวออฟฟิศ มีกิจกรรมเล่นเกมสุขภาพพร้อมรับของรางวัลกันอีกด้วย คลาสสอนทำเคบับ

อ่านต่อ »
Cover-burnout-SAKID

Workshop How to understand burnout

กิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมคและการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักจิตวิทยาองค์กร ครูรักอมยิ้ม คุณอานนท์ ตั้งกิตติทรัพย์ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับเทคนิคการจัดการความเครียด และการบริหารการทำงานให้มี Work-life balance

อ่านต่อ »
Cover-Workshop-เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ

Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”

กิจกรรม Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค, รพ.กรุงเทพสิริโรจน์ และการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักวางแผนการเงิน คุณจิญาดา พฤกษาชลวิทย์ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับวิธีการวางแผนทางการเงินก่อนถึงวัยเกษียณ และได้ทดลองวางแผนสำหรับตัวเองให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์อีกด้วย

อ่านต่อ »
Cover -HIIT-sakid

WORKSHOP ONLINE HIIT ทำน้อยได้มาก

กิจกรรม  “HIIT ทำน้อยได้มาก” ฉบับคนไม่มีเวลา

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop “HIIT  ทำน้อยได้มาก”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดยผู้เข้าร่วม Workshop Online จะได้รู้เรื่องการใช้พลังงานของร่างกายส่วนต่างๆ และท่าออกกำลังกายที่ทำได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาเยอะในการออกกำลังกาย

อ่านต่อ »
ส่วนประกอบ 5 ส
URL Copied!

แจกแจง “กิจกรรม 5 ส มีอะไรบ้าง” เพื่อการทำงานในองค์กรที่ดียิ่งขึ้น

เคยรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเฉย ๆ ไม่อยากตื่นเช้าไปทำงาน ไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร หรือไม่สนุกกับงานแล้วหรือเปล่า หรือคุณอาจกำลังเจอกับภาวะเบิร์นเอาต์หรือหมดไฟในการทำงานอยู่

 

ในโลกการทำงานปัจจุบัน หลายคนคงอาจได้ยินภาวะเบิร์นเอาต์ หมดไฟ หมดกำลังใจ ไม่มีแพสชั่นในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในองค์กรที่ทำงานหนักเกินไป หรืออยู่ในภาวะกดดันตลอดเวลา หรือฝืนทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ และหากปล่อยเอาไว้ อาจนำไปสู่โรคทางจิตใจอื่น ๆ ที่จะยิ่งแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล

 

องค์กรรุ่นใหม่หลาย ๆ องค์กรได้เริ่มตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นำไปสู่นโยบายอันหลากหลายที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการลดจำนวนวันในการทำงานลงเพื่อให้คนได้มีเวลาเป็นของตัวเองขึ้น การเลิกใช้ระบบวัดผลที่แข็งตัวเพราะเป็นการกดดันคนทำงาน รวมไปถึงการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสมกับพนักงาน ซึ่งสิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลกับผู้คนอย่างเหลือเชื่อ

 

ซึ่งมีแนวคิดหนึ่งที่หลาย ๆ องค์กรมักเลือกใช่คือ แนวคิด 5 ส. หรือภาษาอังกฤษจะใช้ว่า 5S นั่นเอง 


การจัดโต๊ะตามหลัก 5ส

5 ส. เริ่มต้นมาจากไหน?

 

5 ส. เป็นแนวคิดการดูแลปละสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อคนทำงาน ซึ่งที่มาที่ไปของแนวคิดนี้อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจน แต่ประเทศที่ทำให้เกิดกระแสของแนวคิดนี้คือประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีสภาพแวดล้อมที่ดีและเป็นระเบียบมากที่สุด นั่นก็คือประเทศญี่ปุ่น

 

โดยแนวคิดนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในวงกว้างช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทรถยนต์ที่เราคุ้นเคยอย่างโตโยต้า โดยพวกเขาเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้

 

5S ในภาษาอังกฤษนั้น แท้จริงแล้วจึงเป็น S ที่ถอดเสียงจากคำภาษาญี่ปุ่นมา โดยทั้ง 5 ข้อนั่นก็คือ

 

1. สะสาง หรือ Seri

2.สะดวก หรือ Seiton

3. สะอาด หรือ Seiso

4. สุขลักษณะ หรือ Seiketsu

5. สร้างนิสัย หรือ Shitsuke

 

ทำไมต้อง 5 ส.?

 

ทุกคนคงจะสงสัยกันว่าทำไมต้องเป็น 5 ส. ด้วย ความจริงแล้วแต่ละข้อล้วนมีความหมายและความจำเป็นในการสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กรให้เหมาะกับพนักงาน เราพาลงลึกไปไขความกระจ่างกัน

 

สะสาง 

 

การสะสางนี้ก็คือการจัดระเบียบข้าวของในออฟฟิศให้ชัดเจน แยกอย่างเป็นระบบและมีความชัดเจนว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็นโดยไม่ต้องเสียดายกับสิ่งที่จะถูกทิ้งไป เพราะการจัดระเบียบนี้จะทำให้คนในองค์กรสามารถหยิบใช้ของได้ถูกต้อง ไม่เกิดเหตุการณ์หาของไม่เจอจนเสียเวลา หรือต้องซื้อของมาซ้ำ อีกทั้งยังทำให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย ไม่ต้องเสียเวลาหงุดหงิดเพื่อค้นหาของ

 

นอกจากนี้ยังอาจช่วยเพิ่มพื้นที่ในการทำงาน ทำให้ออฟฟิศดูโปร่งโล่ง สะอาดตา น่าทำงาน ซึ่งมีงานวิจัยกล่าวว่าพื้นที่ที่มีข้าวของเยอะหรือรกนั้นจะรบกวนการทำงานของสมองมากกว่าพื้นที่โล่ง ซึ่งทำให้มีสมาธิมากกว่า นอกจากนี้การสะสางของยังทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานลดลงได้อีกด้วย เพราะทุกอย่างอยู่กันเป็นระเบียบแล้ว

 

จุดที่ควรสะสางได้แก่โต๊ะทำงานของพนักงาน ตู้เก็บเอกสาร ตู้เก็บของ ชั้นวางของ ห้องเก็บของ หรือแม้แต่มุมอับต่าง  ๆ ทั้งภายในและภายนอกที่ทำงาน ทั้งนี้อาจรวมไปถึงห้องครัวด้วย

 

สะดวก

 

เมื่อสะสางแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาคือการทำให้อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงานนั้นเข้าถึงได้อย่างสะดวกโดยคำนึงถึงกระบวนการใช้งานและความปลอดภัย ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการวางไว้ในมุมที่ทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งใดใช้งานบ่อยก็สามารถนำมาวางไว้ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเน้นย้ำให้เก็บเข้าที่เดิมเพื่อง่ายต่อการจดจำ หากเก็บในกล่องหรือบนชั้นอาจติดป้ายเพื่อบอกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา 

 

การสร้างสภาพแวดล้อมให้สะดวกต่อผู้ใช้งานจะช่วยลดเวลาในการค้นหาไปได้มาก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง ลดการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้สภาพแวดล้อมดูดีขึ้นไปพร้อมกัน

 

แนวทางการทำ 5ส

 

สะอาด

 

ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการทำงาน เพราะเมื่อองค์กรเต็มไปด้วยความสกปรก ก็ทำให้ประสาทสัมผัสของคนทำงานถูกรบกวนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่เห็นแต่ข้างของไม่น่ามอง กลิ่นที่อาจไม่พึงประสงค์ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารก็อาจไม่ถูกสุขลักษณะไปด้วย แถมยังส่งผลให้องค์กรดูไม่สดชื่น ห่อเหี่ยว แทนที่จะได้รับพลังใจที่ดีจากสภาพแวดล้อม

 

การทำความสะอาดนั้นเริ่มต้นได้ในทุกพื้นที่ของสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง เพดาน บนโต๊ะทำงาน ในมุมอับต่าง ๆ ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องขยะ รวมถึงอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ  อาจจะมีการแบ่งฝ่ายช่วยกันดูแลพื้นที่ และมีคนที่คอยตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ถ้าเป็นโรงงานที่มีเครื่องจักร การดูแลทำความสะอาดเครื่องจักรก็จะช่วยรักษาอายุให้สามาถใช้ต่อได้นาน ๆ ด้วย

 

เมื่อพื้นที่ทำงานสะอาด จิตใจของคนทำงานก็จะรู้สึกสดชื่นเบิกบานตามไปด้วย เพราะไม่มีกลิ่นหรือมุมมองที่ไม่น่าดูจนทำให้เสียสมาธิได้ง่าย และกลายเป็นการลดศักยภาพการทำงานของคนทำงานลง

 

สุขลักษณะ

 

ทั้ง 3 ส. ที่กล่าวไปข้างต้น นำมาสู่เรื่องของ สุขลักษณะซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด เพราะนี่คือการกำหนดกรอบมาตรฐานของสุขลักษณะที่องค์กรต้องยึดถือเอาไว้ เพื่อให้ที่ทำงานมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อคนในองค์กร 

 

โดยสุขลักษณะนี้เป็นทั้งในเรื่องทางกายและทางใจ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศที่ไม่อับชื้นหรือสกปรกจนก่อให้เกิดโรคทางกาย และไม่กดดันจนก่อให้เกิดความเครียดซึ่งจะกระทบต่อจิตใจในระยะยาว

 

โดยการทำ 3 ส. ข้างต้นเป็นส่วนช่วยทำให้สุขลักษณะทางกายและใจดีขึ้น แถมเป็นหน้าเป็นตาให้กับองค์กรนั้น ๆ ด้วย แต่นอกจาก 3 ส. การดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิดก็สำคัญ

 

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่ช่วยติดตามสุขลักษณะของพนักงาน ได้แก่ SAKID ที่มีบริการโค้ชสุขภาพพนักงานส่วนตัวที่ช่วยให้ดูแลสุขลักษณะของคนทำงานได้ทั่วถึงขึ้น โดยบริการนี้จะช่วยดูแลพนักงานใน 3 มิติจาก นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยา มาออกแบบคำแนะนำ และให้คำปรึกษาเจาะลึกรายบุคคล ตามปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง สามารถตอบคำถามได้ตามความต้องการ ออกแบบแนวทางการปฏิบัติตามรายบุคคล เห็นภาพและเข้าใจง่าย  

 

ซึ่ง HR ก็สามารถเข้าใจปัญหาหรืออุปสรรคของพนักงานที่อาจเกิดจากสุขลักษณะที่ไม่ถูกต้องในองค์กรด้วย

 

การอธิบาย 5ส

 

สร้างนิสัย

 

สุดท้ายแล้วก็จะทำให้ทั้ง 4 ส. ที่กล่าวมาเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเสริมแรงเรื่องการสร้างนิสัยให้กลายเป็นนิสัยติดตัวไป โดยอาจจะมีการกำหนดวันทำกิจกรรม 5 ส.  เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เกิดความคุ้นชิน มีการแบ่งแยกความรับผิดชอบอย่างชัดเจน และคอยติดตามผลลัพท์อยู่เสมอ

 

นอกจากนี้ อาจลองมีการเวิร์กชอปหรือเทรนนิ่งเพื่อให้ได้เรียนรู้เรื่องสุขลักษณะเสมอ ซึ่งปัจจุบันการเข้าถึงเวิร์กช็อปก็ง่ายดายขึ้นผ่านออนไลน์ อย่างเช่นแอปพลิเคชัน SAKID ที่ช่วยประเมินเป้าหมายได้อย่างสะดวกสบายผ่านการใช้ระบบประมวลผลจากข้อมูลสุขภาพและการตอบคำถามบนแอปพลิเคชัน เพื่อจัดเวิร์กช็อปออนไลน์ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นแก่คนทำงาน วัดผลได้ง่าย ชัดเจน และติดตามผลลัพธ์ได้สะดวก

 

ซึ่งการเรียนรู้จะช่วยทำให้คนในองค์กรตื่นตัวอยู่เสมอและเป็นการย้ำเตือนสร้างนิสัยที่ดีต่อตนเองและต่อองค์กรไปพร้อม ๆ กัน

 

ประโยชน์ของการ 5 ส.

 

หากองค์กรใดที่สามารถสร้าง 5 ส. ได้อย่างจริงจังนั้น ก็จะได้ประโยชน์จากแนวคิดนี้มากมายไม่ว่าเป็น

 

– ส่งเสริมให้สภาพแวดล้อมเหมาะกับการทำงาน ทำให้คนทำงานมีสมาธิและมีศักยภาพมากขึ้น

 

– เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน เพราะไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น

 

– ลดอุบัติเหตุและความเสี่ยงในพื้นที่การทำงาน เนื่องจากจัดวางของไว้อย่างเป็นระบบ

 

– ลดการสูญหายของอุปกรณ์ในที่ทำงาน และทำให้ไม่ต้องเสียรายจ่ายอย่างไม่จำเป็น

 

– สร้างความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กรกับพนักงาน เพราะนับเป็นการดูแลพื้นที่ร่วมกัน

 

แจกเครื่องมือที่ชวนทำให้ 5 ส. ง่ายขึ้น

 

หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นทำ 5 ส. ในองค์กรอย่างไร เรามีเครื่องมือง่าย ๆ มาแนะนำให้ทุกคนได้ลองใช้ตามกัน

 

– ป้ายแจกแจงการจัดระเบียบอุปกรณ์ (Shadow Board)

 

– การขีดเส้นบอกตำแหน่ง (Floor Masking)

 

– ป้ายแสดงสัญลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ (Sign)

 

– ป้ายสำหรับบอกชื่ออุปกรณ์หรือสิ่งของ (Labeling)

 

– แอปพลิเคชัน SAKID ที่คอยดูแลและติดตามผลสุขภาวะของพนักงาน

 

สรุป

 

เพราะเราต่างใช้ชีวิตในที่ทำงานไม่น้อยไปกว่าการอยู่บ้าน การสร้างสถานที่ทำงานให้น่าอยู่ น่ามอง น่านั่งทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญพอ ๆ กัน และนั่นทำให้ 5 ส. เป็นแนวคิดสำคัญที่หลายองค์สามารถเลือกนำไปใช้เพื่อคนในองค์กรได้ 

 

ซึ่งนอกจากจะทำให้จิตใจรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น ในด้านร่างกายเมื่อมีการดูแลความเรียบร้อย ปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบ ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มากขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีตัวช่วยที่ทำให้การปฏิบัติตาม 5 ส. เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่เป็นตัวช่วยองค์กรในการวางแผนดูแลสถานที่ทำงานให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่มีโปรแกรมอย่าง Workplace Wellness Program ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้องค์กรเข้าถึง 5 ส. ได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

จัดโต๊ะทำงาน

“จัดโต๊ะทำงาน” สร้างสุขในการทำงานง่ายๆ ด้วยความเป็นระเบียบ

เคยไหม? ก่อนเริ่มทำงาน ต้องจัดโต๊ะ จัดห้องให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีสมาธิทำงาน ไขประโยชน์ของการจัดโต๊ะทำงาน พร้อมเทคนิคจัดโต๊ะ เคลียร์สมอง!

อ่านต่อ »
โรคซึมเศร้า ในที่ทำงาน-Sakid thumbnail

โรคซึมเศร้า ในที่ทำงาน นักจิตวิทยาช่วยคุณได้

ในปัจจุบันโรคซึมเศร้าที่คนวัยทำงานต้องเผชิญพบเจอเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยผลจากการศึกษาสุขภาพแบบองค์รวมในประชากรทั่วโลกพบว่าโรคซึมเศร้าทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเป็นอันดับ 2 ในปี 2020และถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นอับดับ 1 ในปี2030 (WHO, 2019) ส่วนในประเทศไทยจากการจัดอันดับการการเสียสุขภาพแบบองค์รวมของคนไทย พบว่าโรคซึมเศร้าก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย ส่วนอันดับ 2 ในผู้ชายไทย

อ่านต่อ »
work life balance คือ

Work Life Balance คืออะไร ทำไมจึงสำคัญกับการทำงานยุคใหม่

Work Life Balance ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนทำงานเท่านั้น เพราะบริษัทเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แล้วบริษัทจะจัดการปัญหานี้อย่างไร? เข้าใจผลกระทบพร้อมไอเดียแก้ปัญหา ที่นี่

อ่านต่อ »
กิจกรรม CSR

“กิจกรรม csr” การทำเพื่อสังคมที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่าที่คุณคิด

กิจกรรม CSR คืออะไร ทำไมองค์กรใหญ่ ๆ ถึงต้องทำ? ประเภทของกิจกรรม CSR และตัวอย่างกิจกรรมจากธุรกิจชั้นนำ [แนะนำแนวทางจัดกิจกรรม CSR]

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -officesyndrome

ทำอย่างไร เมื่อคนในองค์กรเป็น Office syndrome

คุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าที่ตอนนี้กำลังมีอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดบ่า ปวดหัว นั่งทำงานสักพักก็รู้สึกตึงเมื่อย หากคุณคิดว่า นี่ไม่ใช่เพราะอายุเพียงอย่างเดียว แต่กำลังบ่งบอกว่าคุณมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็น Office syndrome โรคยอดฮิตที่หลายคนรู้จักแต่คงไม่อยากที่จะสนิทสนม

อ่านต่อ »
แพลตฟอร์มสื่อสาร-SAKID

แพลตฟอร์ม สื่อสารพูดคุยในบริษัทที่น่าสนใจ

 การแยกเรื่องงานออกกจากความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจำให้เรารู้จัก Work Life Balance เวลาได้เป็นอย่างดี ในการใช้แพลตฟอร์มที่มีความเป็นส่วนตัวมาทำงาน สั่งงาน ตามงาน อาจจะไม่เหมาะสักเท่าไรในบริษัท ส่วนลูกค้าถ้าจะทำให้ติดต่อง่ายอาจจะใช้เป็นช่องทางLine officialของบริษัทในการพูดคุยกับลูกค้าได้ มีเวลาทำการที่ชัดเจนโดยไม่ใช้ไลน์ส่วนตัวในการพูดคุย

อ่านต่อ »
URL Copied!

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA สำคัญอย่างไร? แนะนำวิธีวางแผนเบื้องต้น

นึกภาพในองค์กรที่คุณกำลังทำงาน อะไรคือทรัพยากรขององค์กรที่สำคัญและน่าลงทุนที่สุด ใช่เครื่องมือเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือทำเลทองในการตั้งออฟฟิศหรือเปล่า?

 

คำตอบที่ว่ามานั้นไม่ใช่เลย เพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์กรก็คือ ‘มนุษย์’ หรือคนทำงานนี่แหละ

 

ในยุคสมัยที่ใคร ๆ ก็ครอบครองเทคโนโลยีหรือสิ่งของต่าง ๆ ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แข่งขันกันสูงคือ ‘การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์’ เพราะในศตวรรษที่ 21 ที่มีการผันผวน แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายดายขึ้น ก็ทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหมุดหมายสำคัญในหลาย ๆ องค์กร

 

โลกยุคนี้ผันผวนอย่างไร เราอยากชวนทุกคนไปเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าโลก VUCA กันก่อน

 

โลก VUCA คืออะไร สำคัญยังไงกับชีวิตปัจจุบัน

 

VUCA World หมายถึงโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน รวมไปถึงความฉลาดของหุ่นยนต์ที่เริ่มเข้ามาแทนที่ทรัพยากรมนุษย์ ทำให้โลกที่ผันผวนนี้ส่งผลต่อการทำงานของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ คนเรียนจบปริญญาตกงานนับแสน เพราะบางทักษะอาจไม่จำเป็นกับการทำงานอีกต่อไป ในขณะที่หลักสูตรการศึกษายังไม่เปลี่ยนแปลงให้เท่าทันโลก

 

คำว่า VUCA เป็นคำย่อของ 4 คำที่เป็นตัวแทนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ได้แก่

 

– V มาจาก Volatility ที่หมายถึงความผันผวน คาดเดายาก อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวได้ง่าย

 

– U มาจาก Uncertainty หมายถึง ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง และอธิบายไม่ได้

 

– C มาจาก Complexity หมายถึง ความซับซ้อน ที่มีหลายปัจจัยจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการตัดสินใจ

 

– A มาจาก Ambiguity หมายถึง ความคลุมเครือ หาสาเหตุไม่ได้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยากจะคาดเดา

 

เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะเมื่อเข้าใจสาเหตุของความผันผวนแล้ว การรับมือที่พร้อม ก็ย่อมจะเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้ ซึ่งคำตอบในการสู้กลับของโลกที่ผันผวนเช่นนี้ก็คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เตรียมพร้อมผ่านการเข้าอกเข้าใจ และดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงาน เพื่อให้ทั้งคนทำงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่งนั่นเอง

 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ VUCA

 

เราจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง?

 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมนุษย์ล้วนมีสัญชาตญาณการเรียนรู้ในตัว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลากหลายองค์กรใช้วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลากหลายรูปแบบ ซึ่งขอแนะนำ 4 วิธีน่าสนใจมาเล่าให้ฟัง

 

– การฝึกพนักงานผ่านโค้ชชิ่ง ให้หัวหน้างานคอยดูแลและสอนพนักงาน ซึ่งเหมาะกับการส่งต่อทักษะจำเป็นในสายงานนั้น ๆ และทำให้หัวหน้างานได้ตรวจสอบการทำงานของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

 

– การวางแผนเป้าหมายร่วมกัน โดยมี HR คอยวางแผนและกำหนดเป้าหมายและให้พนักงานได้มาทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเหมาะกับงานที่มีหลาย ๆ หน้าที่และใช้หลายทักษะ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ทีมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร

 

– การตั้งโปรแกรมที่ปรึกษา คล้าย ๆ กับการโค้ชชิ่ง แต่ยังเน้นไปที่มนุษยสัมพันธ์ระหว่างที่ปรึกษากับพนักงาน นอกจากนี้ ยังสามารถให้ที่ปรึกษากับพนักงานที่ไม่ได้ทำงานสายเดียวกัน ก็ให้ดูแลกันและกันได้

 

– การสนับสนุนการศึกษาหรือคอร์สเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานได้ฝึกทักษะใหม่ ๆ ตอบรับโลกที่เปลี่ยนแปลงและผันผวนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเรื่องใดก็ตาม 

 

หลักการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

หลังจากได้รู้จักรูปแบบและสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมได้แล้ว ก่อนเริ่มลงมือทำจริง เราอยากชวนมาดูหลักการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้กระบวนการพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่นและเหมาะสม ซึ่งหลักการนี้จะทำให้พนักงานไม่รู้สึกกดดันเกินไป ในขณะเดียวกันก็สามารถเดินไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคง

 

โดยหลักการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีหัวใจสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

 

– ประเมินสถานการณ์และความต้องการของคนทำงาน ซึ่งอาจใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลช่วยให้วิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่มีบริการทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจเพื่อดูแลและเข้าใจพนักงานจริง ๆ 

 

– ออกแบบวิธีการให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคนเพื่อให้สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ผ่านข้อมูลที่จัดเก็บมา

 

– ประเมินผลอย่างเหมาะสม มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับพนักงานเพื่อให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับการเติบโต

 

– สรุปผลและแจ้งผลเพื่อให้เกิดการรับรู้ เพื่อต่อยอดหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับพนักงานและองค์กร

 

การทำงานเป็นทีม

 

ประโยชน์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

แน่นอนว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นย่อมส่งผลดีให้กับตัวคนทำงานและองค์กรเอง เพราะการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะช่วยทั้งพนักงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกัน รวมถึงมีการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันจนองค์กรเกิดความกลมเกลียวและพัฒนาไปข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น

 

1. ช่วยเติมทักษะใหม่ ๆ ให้คนทำงาน สร้างความรักการเรียนรู้และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาตัวเอง

 

2. พนักงานได้เห็นจุดเด่นหรือสิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อการเติบโตในที่ทำงาน หรือความชอบของตัวเอง

 

3. องค์กรมีบุคลากรที่เข้มแข็ง มีศักยภาพที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้

 

4. พนักงานเห็นคุณค่าในตัวเอง และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาพร้อมทำงานเพื่อองค์กรอย่างแข็งขัน

 

5. องค์กรเองสามารถเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพนักงานและตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด

 

ข้อควรระวังเมื่อจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

อย่างไรก็ตามการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็มีข้อควรระวังสำคัญที่หากพลาดไป แทนที่องค์กรจะเติบโต อาจส่งผลให้องค์กรเสียหาย หรือมากที่สุดคือการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ซึ่งสำคัญที่สุดไป

 

โดยข้อควรระวัง ได้แก่

 

1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ควรกดดันพนักงานจนเกินไปจนเสียกำลังใจ

 

2. ควรวิเคราะห์และเก็บข้อมูลความต้องการให้ตรงจุดเพื่อไม่ให้เกิดการพัฒนาผิดจุดประสงค์ และทำให้เสียเวลาในการพัฒนาที่ไม่เกิดประโยชน์

 

3. ไม่ใช้คำพูดแง่ลบเมื่อการพัฒนาไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ แต่เน้นเสริมพลังและกระตุ้นให้พนักงานมีกำลังใจต่อไป 

 

โดย HR สามารถหาโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันผู้ช่วยในการวางแผนเพื่อสุขภาพกายและใจของพนักงานไปพร้อมกันได้ เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่มีทั้งการดูแลสุขภาพรายบุคคล การสร้างปฏิทินความสุขให้พนักงาน การโค้ชสุขภาพพนักงานส่วนตัว หรือแม้แต่เวิร์กชอปออนไลน์ที่ชวนพนักงานมาดูแลตัวเอง และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

วางแผนทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ในโลกที่ผันผวนสูงแบบโลก VUCA การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นับเป็นเรื่องท้าทายขององค์กรและพนักงานมาก เพราะอาจเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่หมดยุคสมัยอย่างรวดเร็ว ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามกระแส หรือหุ่นยนต์ที่อาจมาแทนที่คนทำงาน 

 

สิ่งสำคัญคือการเข้าใจโลก VUCA อย่างถ่องแท้และเตรียมพร้อมรับมือตั้งแต่วันนี้ไป ซึ่งเทคนิคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA ได้แก่

 

– รับมือ ความผันผวน ด้วย ความคล่องตัว ผ่านการฝึกฝน พัฒนาตัวเอง การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และนโยบายที่ยืดหยุ่น

 

– รับมือ ความไม่แน่นอน ด้วย ความเข้าใจ ผ่านความสัมพันธ์ที่เข้าอกเข้าใจกันของคนในองค์กร รวมไปถึงการจัดการที่จะสร้างให้เกิดความเข้าใจกันได้ง่ายที่สุด

 

– รับมือ ความซับซ้อน ด้วย ความชัดเจน ผ่านการให้พื้นที่การสื่อสารอย่างเท่าเทียม การสร้าง KM หรือ Knowleadge Management ขององค์กรอย่างเปิดเผย รวมไปถึงการจัดการในองค์กรที่ต้องมีความชัดเจน

 

– รับมือ ความคลุมเครือ ด้วย วิสัยทัศน์ ผ่านความหนักแน่นในจริยธรรมขององค์กร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังต้องมีกลยุทธ์หรือการทดลองประสบการณ์กันอย่างจริงจัง

 

การวางแผนทรัพยากรมนุษย์

ที่มารูปภาพ pramanaresearch.org

 

เริ่มต้นวางแผนทรัพยากรมนุษย์กัน

 

1. วางแผนเป้าหมายขององค์กรและสิ่งที่องค์กรจะได้รับจากการพัฒนาในแต่ละครั้ง

 

2. พิจารณาสภาพการณ์ของทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน คาดการณ์จำนวนทรัพยากรมนุษย์ เช่น มีจำนวนเท่าไหร่ มีแผนกอะไร เพียงพอหรือยัง

 

3. ลองใช้แอปที่มีการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ทรัพยากรมนุษย์สุขภาวะของคนในองค์กร เช่น SAKID

 

4. กำหนดแผนการพัฒนาตามความต้องการ

 

5. ติดตามผลและคอยปรับเปลี่ยนแผนให้เหมาะสมกับความต้องการและเป้าหมาย

 

6. สรุปผลและประเมินผลเพื่อพัฒนาแผนในครั้งหน้า

 

สรุป

 

ในโลกที่ผันผวนอย่าง VUCA ความคล่องตัวและความเข้าอกเข้าใจพนักงานเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ทั้งองค์กรและคนทำงานเติบโตไปพร้อมกัน 

 

การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ที่ดีจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของคนในองค์กรและพนักงาน โดยการวางแผนในยุคสมัยปัจจุบันต่างมีตัวช่วยประเมินและวิเคราะห์มากมาย อย่างแอปพลิเคชั่น SAKID ที่เป็นหนึ่งในตัวช่วยให้ HR หรือหัวหน้าในองค์กรได้เข้าใจปัญหา อุปสรรค หรือความสุขของพนักงานได้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียพนักงานจากปัญหาสุขภาพกาย ความเครียด ภาวะหมดไฟ หรือ Office Syndrome ที่เป็นปัญหาใหญ่ในโลก VUCA ที่มีการแข่งขันสูง

 

เพราะคนทำงานคือทรัพยากรทรงคุณค่าที่สุดในองค์กร ลองมาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเข้าใจไปด้วยกัน

 

บทความที่น่าสนใจ

ทำไมโรงอาหารพนักงานต้องผ่าน เกณฑ์สุขาภิบาลอาหาร ของกรมอนามัย

“อาหารกลางวัน” ในโรงงานหรือออฟฟิศ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อหนึ่งของวัน แต่คือพลังหลักที่หล่อเลี้ยงสมรรถนะการทำงานของพนักงานทั้งองค์กร โรงอาหารที่ไม่สะอาดหรือจัดการไม่ถูกสุขลักษณะ อาจนำมาซึ่งการระบาดของโรคทางอาหารและการลาป่วยจำนวนมาก

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -mental health

7 วิธีดูแลสุขภาพจิตใจพนักงาน เพื่อสร้างความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน

ในโลกของการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน ปัญหาสุขภาพจิตใจของพนักงานกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกองค์กรต้องให้ความสนใจ จากการสำรวจของ WHO พบว่ากว่า 264 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า และอีกกว่า 284 ล้านคนมีความวิตกกังวลผิดปกติ ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตพนักงานแล้ว ยังบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานไปด้วย (World Health Organization, 2022) และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพจิตมีหลายรูปแบบ ได้แก่ ภาวะเครียดเรื้อรัง ความวิตกกังวล ภาวะหมดไฟ โรคซึมเศร้า โดยปัญหาสุขภาพจิตเหล่านี้มีสาเหตุได้หลากหลายด้าน ทั้งจากลักษณะงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การบริหารจัดการ รวมถึงปัญหาส่วนตัว (Pfeffer, 2018)

อ่านต่อ »
Workshop-ซุมบ้า-SAKID

Zumba (ซุมบ้า) Class หลังเลิกงาน

กิจกรรม  Workshop “คลาสซุมบ้า”

เมื่อวันที่ 26  มีนาคม  2568 SAKID  ได้จัดกิจกรรม “คลาสซุมบ้า” ที่สำนักงาน บริษัท ภิรัช โดยครูสอนเต้นซุมบ้ามืออาชีพ ที่จะพาพนักงานขยับร่างกายหลังเลิกงาน ด้วยการเต้นซุมบ้า ตามจังหวะเพลง แบบคาดิโอ ค่อยๆขยับตัวเต้นกันจนได้เหงื่อเผาผลาญลดน้ำหนักกัน

อ่านต่อ »
ไอเดียจัด team building Online -Sakid thumbnail

รีวิว ไอเดียจัด team building Online ที่ได้สุขภาพและกิจกรรมร่วมกัน

ในยุคที่การทำงานผสมผสานระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ (Hybrid Work) ได้กลายเป็นเรื่องปกติ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและดูแลสุขภาพไปพร้อมกันถือเป็นโจทย์ท้าทายของ HR และผู้บริหาร การจัด team building ออนไลน์ จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างทั้ง ความผูกพัน (Engagement) และ สุขภาวะที่ดี (Well-being) ให้กับคนทำงาน

อ่านต่อ »
เริ่มต้นดูแลสุขภาพพนักงาน-SAKID

เริ่มต้นดูแลสุขภาพพนักงาน ทำอะไรได้บ้าง ฉบับงบน้อย

   ท่ามกลางภารกิจอันล้นหลาม หลายครั้งที่ “เหนื่อย เครียด หมดไฟ” กลายเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพกายใจที่ถูกมองข้าม บทความนี้เราจะสำรวจ 10 กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ใช้งานได้จริงและไม่แพง ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นและปลุกพลังให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ »
จัดโต๊ะทำงาน

“จัดโต๊ะทำงาน” สร้างสุขในการทำงานง่ายๆ ด้วยความเป็นระเบียบ

เคยไหม? ก่อนเริ่มทำงาน ต้องจัดโต๊ะ จัดห้องให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีสมาธิทำงาน ไขประโยชน์ของการจัดโต๊ะทำงาน พร้อมเทคนิคจัดโต๊ะ เคลียร์สมอง!

อ่านต่อ »
สวัสดิการพนักงาน
URL Copied!

สวัสดิการพนักงาน โจทย์ใหญ่สำหรับผู้บริหารองค์กรยุคปัจจุบัน

สวัสดิการพนักงาน ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่องค์กรในปัจุบบันจะต้องให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นตัวดึงดูดให้คนมาสมัครงานกับองค์กรของเราแล้ว ยังเป็นตัวช่วยยึดเหนี่ยวพนักงานในองค์กรแต่เดิมให้ยังอยู่ต่อไป ซึ่งโจทย์นี้เอง ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้บริหาร ว่าจะออกแบบมาเป็นเช่นไร และไม่สร้างผลกระทบในแง่ลบให้กับพนักงานภายในองค์กร

 

สวัสดิการพนักงาน สิ่งยึดเหนี่ยวพนักงานไว้กับองค์กร

 

สวัสดิการพนักงาน คือผลประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับเพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินเดือนที่องค์กรจ่ายให้จากการทำงานของพนักงาน มันเป็นตัวช่วยยึดเหนี่ยวพนักงานในองค์กรแต่เดิมให้ยังอยู่ต่อไป 

 

เพราะสำหรับพนักงานแล้ว สวัสดิการพนักงาน ถือเป็นสิ่งที่ช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้ของพนักงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรายจ่ายสำคัญ อย่างค่ารักษาพยาบาลที่มักคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะต้องจ่ายเมื่อไร และจะต้องใช้เงินเล็กหรือก้อนโตเพียงไร หรือสิ่งอื่น ๆ ที่ช่วยให้พวกเขาทำงานต่อไปได้โดยไม่เกิดปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตที่มากขึ้น

 

ซึ่งหากสวัสดิการเหล่านั้นไม่ดี องค์กรนั้น ๆ เองก็อาจพบกับความเสี่ยงในอัตราเปลี่ยนงานของพนักงานที่สูงขึ้นเช่นกัน จนทำให้ธุรกิจขององค์กรได้รับความเสียหาย และอาจนำไปสู่การยุติการประกอบการได้ในที่สุด

 

วางแผนสร้างสวัสดิการพนักงานอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ทั้งพนักงานและองค์กร

 

พนักงาน

 

การวางแผนสร้างสวัสดิการพนักงานถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคิดให้ถี่ถ้วนเป็นอย่างดี แต่โดยพื้นฐานแล้วจะแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ๆ ก็คือ ประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน และประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยแบ่งได้ ดังนี้

 

ประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน

 

1. ขึ้นทะเบียนประกันสังคม

 

การทำประกันสังคมให้กับพนักงานเป็นสิ่งที่จำเป็นหากจ่ายค่าจ้างให้พวกเขาเป็นเงินเดือน เพื่อให้พนักงานเหล่านั้นได้รับสวัสดิการความคุ้มครองหลายๆ ด้านจากประกันสังคม อีกทั้งพนักงานยังสามารถนำค่าประกันตนที่หักจ่ายให้กับสำนักงานประกันสังคม ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องยื่นภาษีทุกปีได้ด้วย

 

2. เลือกสวัสดิการที่ไม่ต้องนับรวมเป็นรายได้พนักงาน

 

เพราะสวัสดิการบางอย่างและประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากองค์กร จะถูกหักนับรวมเป็นภาษีตามมาตรา 39 และ40(1) ของประมวลรัษฎากร ทำให้พนักงานจะต้องจ่ายภาษีที่มากขึ้นตามไปด้วย

 

ฉะนั้นแล้ว การเลือกสวัสดิการที่ไม่เข้ากับเงื่อนไขของมาตรา 40(1) จึงเป็นสิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการ โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมาย ดังนี้

 

2.1 เป็นการปฏิบัติให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อาจแตกต่างกันตามลำดับขั้นของพนักงานได้ แต่ต้องไม่แตกต่างกันในระดับขั้นเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือให้เป็นการส่วนตัว เพราะจะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

2.2 สวัสดิการบางอย่างต้องมีระเบียบปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งพนักงานต้องรับรู้โดยทั่วกันทุกคน

 

2.3 ผลประโยชน์ให้พนักงานบางกรณีต้องมีการทำหนังสือรับรู้ หรือได้รับการอนุมัติจากกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษร มีเอกสารประกอบชัดเจนและถูกต้อง พร้อมทั้งเอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตรงตามที่ได้รับการอนุมัติ

 

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

 

สำหรับพนักงานที่มีเงินเดือนถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ฝ่ายบุคคลขององค์กรจะต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกเดือน โดยจะคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานทั้งปี ว่าถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีแล้วหรือไม่

 

ซึ่งพนักงานเอง ก็จำเป็นจะต้องแจ้งสิทธิลดหย่อนที่มีของตนเองให้กับฝ่ายบุคคล ทั้งที่มีอยู่แล้วหรือที่ตั้งใจว่าจะซื้อเพิ่มภายในปีนี้ให้เป็นไปตามลายลักษณ์อักษร โดยอาจแจ้งเป็นแบบฟอร์มหรือช่องทางอื่น ๆ ตามที่องค์กรกำหนด ซึ่งจะทำให้พนักงานได้รับเงินสดเท่าเดิมทันทีที่จ่ายเงินเดือนครั้งต่อไป

 

ประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร

 

1. เลือกค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่ไม่เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

สำหรับองค์กรแล้ว รายจ่ายใด ๆ ที่ไม่อยู่ในมาตรา 65 ตรี (1)-(20) มีสิทธิลงเป็นรายจ่ายทางภาษีอากรได้ ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรเสียภาษีน้อยลง โดยจะต้องเข้าข่ายเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 

1.1 องค์กรต้องระบุสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของพนักงานไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของกิจการ โดยระบุไว้ในคู่มือพนักงานอย่างครบถ้วน

 

1.2 การให้สวัสดิการ จะต้องให้กับพนักงานทุกคนทั่วไปโดยไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ

 

การประชุม พนักงาน

 

2. เลือกสวัสดิการที่ภาษีซื้อไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม

 

หากค่าสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่น แจกสิ่งของเป็นรางวัลปีใหม่ให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน ภาษีซื้อสิ่งของเหล่านี้ จะต้องไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 กรณีต้องห้าม ดังนี้

 

2.1 ไม่มีใบกำกับภาษี หรือมีใบกำกับภาษี แต่ไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้

 

2.2 ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้อง หรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ  

 

2.3 เป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบธุรกิจขององค์กร

 

2.4 เป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายค่ารับรอง

 

2.5 เป็นภาษีซื้อตามใบกำกับภาษี ซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

 

2.6 เป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว

 

สวัสดิการพนักงานสุดยอดฮิต ที่แพร่หลายและใช้เป็นวงกว้างในองค์กรต่าง ๆ 

 

1. โบนัส และการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี

 

การมีโบนัสและการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งยังเป็นเหมือนรางวัลพิเศษให้พวกเขารู้สึกได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่พยายามมาตลอดทั้งปี และมีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองในปีถัด ๆ ไปอีกด้วย

 

2. วันลาตามกฎหมาย และวันลาพิเศษอื่น ๆ

 

การกำหนดวันหยุด และวันลาอื่น ๆ ตามกฏหมายขั้นพื้นฐาน คือสิ่งที่องค์กรต้องใส่ใจและมอบสิทธิเหล่านี้สำหรับพนักงานในเบื้องต้น โดยการให้สิทธิวันลาหยุดตามกฏหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิส่วนบุคคลตามที่ควรจะเป็น แต่ถ้าหากมีสวัสดิการวันหยุดพิเศษเพิ่มเข้าไป เพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาส่วนตัวไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และสร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน จะเป็นสิ่งที่มัดใจพนักงานได้เป็นอย่างดี

 

3. ค่าล่วงเวลา (OT)

 

การทำงานล่วงเวลา อาจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พนักงานหลายคนเป็นกังวล โดยเฉพาะตำแหน่งที่มีโอกาสทำงานล่วงเวลาจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแม้จะเป็นหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบ แต่หากองค์กรนั้น ๆ มีค่าตอบแทนหรือค่าเดินทางเป็นกำลังใจให้ เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นจะไม่กินแรงพวกเขาฟรี ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่องค์กรควรสนับสนุน

 

4. เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

 

สไตล์การทำงานแบบอิสระสามารถช่วยลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างวัน และยังช่วยเพิ่มเติมช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพของชิ้นงานให้ออกมาได้ดียิ่งขึ้น การสร้างบรรยากาศและออกแบบเวลาทำงานให้ยืดหยุ่น จึงเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการพนักงานที่ใช้มัดใจพนักงานบริษัทยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

 

การทำงาน สวัสดิการ

 

  1. ประกันสุขภาพ และการสนับสนุนสุขภาพของพนักงานในองค์กร

  2.  

ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างอาจทำให้ความคุ้มครองต่าง ๆ ยังครอบคลุมไม่มากพอ โดยเฉพาะเรื่องของความเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ หากมีประกันสุขภาพแบบกลุ่มที่ช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายจากการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จะช่วยให้พนักงานเห็นว่าคุณเอาใจใส่ดูแลพวกเขาดีแค่ไหน และรู้สึกปลอดภัย อยากอยู่กับบริษัทของคุณไปอีกนาน เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับพนักงาน ที่ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายไปมากน้อยเพียงใด

 

และนอกจากประกันสุขภาพจะเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้พนักงานแล้ว การสนับสนุนสุขภาพของพนักงานในองค์กรเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรควรใส่ใจ ทั้งอาหารการกิน และการออกกำลังกายต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร จนรวมไปถึงนวัตกรรมดูแลสุขภาพที่ช่วยดูแลพวกเขาอย่างครบครัน ให้พวกเขามีสุขภาพจิตและกายที่ดีในอีกหนึ่งทาง และยังเป็นการป้องกันสุขภาพของพนักงานเหล่านั้น ไม่ให้ล้มป่วยจนต้องพึ่งพาประกันสุขภาพบ่อย ๆ อีกด้วย

 

สวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานคุ้มค่าอย่างไร?

 

สวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานถือเป็นสิ่งใหม่ที่หลาย ๆ องค์กรพึ่งนำมาเริ่มใช้กับพนักงานของตนเอง จึงไม่แปลกที่จะมีผู้บริหารและพนักงานจำนวนมากที่สงสัยถึงความคุ้มค่าของนโยบายสวัสดิการตัวนี้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเองก็มีประกันสุขภาพของพนักงานกันอยู่ก่อนแล้ว 

 

ทว่า สวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานก็เป็นเหมือนกันกับการป้องกันด่านแรกสุด ที่จะทำให้พนักงานลดความจำเป็นในการใช้ประกันสุขภาพ รวมไปถึงการลา หรือขาดงานจากอาการเจ็บป่วยทั้งหลายลงไป และยังมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง พร้อมสู้ในการทำงาน ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรนั้นสูงยิ่งขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา บริษัท Johnson & Johnson ที่เป็นบริษัทด้านอุตสาหกรรมยา, เครื่องมือแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่เริ่มใช้งานสวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน อย่างพวกโปรแกรมสุขภาพต่าง ๆ ก็มีพนักงานที่สูบบุหรี่ลดลงกว่าสองในสาม จนรวมไปถึงผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายก็ลดจำนวนตามลงไป 

 

การประชุม สวัสดิการพนักงาน

 

โดยในผลสรุปตั้งแต่ปี 2002 ไปจนถึงปี 2008 J&J สามารถประหยัดเงินค้าประกันสุขภาพ และรักษาพยาบาลต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กรของตนเองไปได้กว่า 250 ล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 9,530,875,000 บาท ในปัจจุบัน) ซึ่งตามการคำนวณของพวกเขา ในทุก ๆ 1 ดอลลาร์ (ราว ๆ 38.11 บาท ในปัจจุบัน) ที่ J&J ใช้ลงทุนไปกับสวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน พวกเขาก็ได้ผลตอบแทนกลับคืนมาถึง 2.71 ดอลลาร์ (ราว ๆ 103.28 บาท ในปัจจุบัน) เลยทีเดียว

 

ซึ่งแอปพลิเคชัน SAKID เองก็จัดอยู่ในประเภทสวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานเช่นกัน นวัตกรรมนี้ถูกพัฒนาโดยทีมงานสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยนักกำหนดอาหาร, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยาองค์กร ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี  ซึ่งทดลองใช้งานจริงแล้วในองค์กรมามากกว่า 200 องค์กร และพบว่าผู้ใช้งานร้อยละ 80 ของแอปพลิเคชันสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ และกว่าครึ่งหลังจากที่ใช้บริการก็มีฟีดแบคกลับมาว่ารู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้น

 

บริการของ SAKID ในปัจจุบัน แบ่งได้ 4 บริการ ดังนี้

 

1. บริการภารกิจสุขภาพรายบุคคล

 

ภารกิจสุขภาพของ SAKID มีรวมกันกว่าพันรายการ พร้อมทั้งมีการคัดสรร และเลือกภารกิจให้ตามแต่ความเหมาะสมรายบุคคลของพนักงาน ทั้งยังสามารถระบุเป้าหมายที่พนักงานเหล่านั้นต้องการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดน้ำหนัก, ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการจัดการความเครียดต่าง ๆ ทั้งยังสามารถทำชาเลนจ์เป็นกิจกรรมภายในบริษัทได้ด้วยการเชื่อมต่อกับ Smart Device ต่าง ๆ บนระบบ iOS และ Android 

 

2. บริการปฏิทินความสุข

 

เป็นเครื่องมือช่วยบันทึกภายในแอปพลิเคชันของ SAKID ที่เน้นจุดมุ่งหมายไปที่การช่วยให้พนักงานบันทึกระดับความสุขในแต่ละวันลงไป เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ที่สามารถนำมาวัดผลได้ให้แก่องค์กร และยังสามารถบันทึกเรื่องราวของสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ หรือเล็กน้อยลงไปได้อีกด้วย

 

3. บริการโค้ชสุขภาพพนักงานส่วนตัว

 

เป็นบริการที่มีเพื่อให้พนักงานภายในองค์กรที่ใช้งานแอปพลิเคชันของ SAKID ได้พูดคุยปัญหาสุขภาพกับโค้ชประจำตัว, นักกำหนดอาหาร, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยาได้แบบไม่จำกัด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เป็นการที่ให้พวกเขาสามารถจัดการปัญหาของตัวเองกับผู้เชี่ยวชาญได้อย่างว่องไว และไม่ก่อกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในภายหลัง

 

4. บริการเวิร์คช็อปออนไลน์

 

เป็นบริการพื้นที่ร่วมกิจกรรม ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็น ให้แก่คนในองค์กรแบบหมุนเวียนทุกสัปดาห์จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ของแอปพลิเคชัน SAKID และยังสามารถเพิ่มการจัดกิจกรรมในรูปแบบ Omni-Channel ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เช่น กิจกรรมนวดผ่อนคลาย, กิจกรรมยืดเส้นสาย, กิจกรรมคลายเครียด หรือกิจกรรมเสริมความร่วมมือในทีม ให้แก่พนักงานเหล่านั้นได้นำไปปรับใช้ภายในชีวิตประจำวัน และองค์กรของตนเอง

 

จากทั้งหมดที่ว่ามานี้ แอปพลิเคชันของ SAKID ถือได้ว่าเป็นบริการด้านสุขภาวะแก่พนักงานในองค์กรรูปแบบออนไลน์แห่งแรก ที่ดูแลอย่างครบครันจากการปรับการทานอาหาร, ออกกำลังกาย, คลายความกังวล และ สังคมในที่ทำงานกับตัวของพนักงาน ด้วยโค้ชสุขภาพที่พร้อมให้คำปรึกษา และออกแบบคำแนะนำให้รายบุคคลตามมาตรฐานสากล ผสานด้วยเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลพนักงานที่ก้าวหน้า เพื่อเป้าหมายการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสุขภาพพนักงานโดยรวม และลดค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพของบริษัท รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็นของพนักงานลงไป

 

สรุป

 

จะเห็นได้ว่า สวัสดิการพนักงานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าพนักงานนั้นเป็นเหมือนฟันเฟือง ที่คอยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ในองค์กรให้นานที่สุด ด้วยการการสร้างแรงจูงใจจากสวัสดิการเหล่านี้ ให้พวกเขารู้สึกอยากที่จะอยู่ต่อ และไม่ย้ายไปไหนนั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

มาตรฐานโรงอาหาร สำหรับองค์กร มีอะไรบ้าง

โรงอาหารคือหัวใจสำคัญของสุขภาพพนักงานในองค์กร โดยเฉพาะในโรงงานหรือสถานประกอบการที่มีพนักงานจำนวนมาก การดูแลคุณภาพอาหารไม่ใช่แค่เรื่อง “อร่อย” แต่คือการลงทุนระยะยาวในสุขภาพ ผลผลิต และความยั่งยืนขององค์กร จากข้อมูลของกรมอนามัย (2566) พบว่า พนักงานที่รับประทานอาหารในโรงอาหารที่ผ่านเกณฑ์สุขาภิบาลมีความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินอาหารและโรคเรื้อรังต่ำกว่าถึง 40% เมื่อเทียบกับโรงอาหารทั่วไป

อ่านต่อ »
Hycrid Working-SAKID-thumbnail

Hybrid Working โอกาส ความท้าทาย สำหรับองค์กร

หลายปีที่ผ่านมาหลายคนอาจจะได้ยินหรือกำลังมองหางานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศแต่งานบางประเภทก็ยังจำเป็นที่จะต้องเข้ามาออฟฟิศอยู่ การทำงานแบบ Hybrid Working  เป็นการทำงานคนละครึ่งทางที่เริ่มมีความนิยมมากขึ้นในหลายบริษัทและยังมีการดึงดูดพนักงานในการตัดสินใจร่วมทำงานกับบริษัทอีกด้วย ในยุคที่เทคโนโลยีและการสื่อสารพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หนึ่งในรูปแบบการทำงานที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบันคือ Hybrid Working Model หรือ รูปแบบการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการทำงานในสำนักงานและการทำงานจากระยะไกล (Remote Work) – แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังตอบสนองความต้องการของพนักงานในด้านความยืดหยุ่นและสมดุลชีวิตส่วนตัวอีกด้วย

อ่านต่อ »
Cover-Sakid-บางบัวทอง

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางบัวทอง

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางบัวทอง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตบางบัวทอง ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน

อ่านต่อ »

Healthy Workshop

กิจกรรม  “Healthy Workshop”

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Healthy Workshop”  ให้กับบริษัท ราชบุรีกล๊าส โดยนักกำหนดอาหาร ได้ให้ความรู้เรื่องการกินอย่างไรให้ห่างไกลโรคแบบรอบด้าน ที่ช่วยสามารถปรับพฤษติกรรมการกินอาหารในชีวิตประจำวันให้ดูสุขภาพดีขึ้นได้อย่างง่าย และ ช่วงบ่าย มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา มาตรวจสมรรถภาพทางร่างกาย ได้ให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยในระหว่างพักเบรค เพื่อยืดกล้ามเนื้อและเผาผลาญกัน

อ่านต่อ »

5 โรคจากการทำงานในโรงงานและวิธีป้องกันสุขภาพพนักงาน

โรงงานเป็นสถานที่ทำงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด โรคจากการทำงาน (Occupational Diseases) เนื่องจากพนักงานต้องเผชิญกับเสียงดัง ฝุ่น สารเคมี เครื่องจักร รวมถึงตารางการทำงานที่เข้มข้นและซ้ำซาก หากองค์กรและ HR ไม่ใส่ใจ อาจทำให้พนักงานเจ็บป่วยจนกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการลาออกที่สูงขึ้น

อ่านต่อ »
Cover kimbab-Sakid

WORKSHOP คิมบับสุขภาพ

กิจกรรม  “Cooking class คิมบับสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Cooking class คิมบับสุขภาพ” โดยคุณอรนันท์ เสถียรสถิตกุล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตเจ้าของ D-Diet อาหารสุขภาพสาธิตเมนูอาหารสไตล์เกาหลี “คิมบับ”พร้อมได้เรียนรู้ส่วนประกอบการทำคิมับทางด้านประโยชน์และสารอาหาร รวมทั้งลงมือลองทำคิมบับเมนูสุขภาพด้วยตัวเอง

อ่านต่อ »