
สวัสดิการสุขภาพพนักงาน เรื่องพื้นฐานที่องค์กรต้องใส่ใจ
- 29/11/22
หลังผ่านช่วงเวลาของ COVID-19 มา ทำให้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าและความหมายของการทำงานที่สมดุล และเริ่มมีแนวคิดรักตัวเองมากกว่าเหนื่อยเพื่อการงานมากขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้เกิดเป็นปรากฏการณ์ The Great Resignation หรือการลาออกครั้งใหญ่ เพราะคนทำงานต่างรับรู้ถึงอำนาจในการเลือกงานที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้นองค์กรไหนที่ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หรือ Work-life Balance ของคนทำงานก็จะกลายเป็นตัวเลือกที่ถูกปฏิเสธมากยิ่งขึ้น
ไลฟ์สไตล์ หรือวิถีการทำงานที่ผู้คนใช้ในการตัดสินร่วมงานด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ ‘สวัสดิการ’ โดยเฉพาะสวัสดิการสุขภาพพนักงาน เพราะคนยุคปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองรวมไปถึงสุขภาพคนในครอบครัวนั่นเอง
เมื่อเทรนด์การใช้ชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มีมากกว่าเรื่องเงินแต่คือ คุณภาพชีวิต
หลัง ๆ มานี้เราอาจได้ยินคำว่า ‘คุณภาพชีวิต’ หรือ Well-being มากยิ่งขึ้น เพราะคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เริ่มมองหา จากที่ผ่านมาพวกเขาเห็นแต่ปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน การคมนาคมที่ไม่เอื้อกับการใช้ชีวิต หรือ PM 2.5 คุณภาพชีวิตจึงเป็นสิ่งที่พวกเขามองหา นอกจากเรื่องของการเงินที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ

รายงานจาก Global Talent Trends 2022 ของ LinkedIn เผยให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 คำว่า ‘คุณภาพชีวิต’ ได้ปรากฏบนประกาศรับสมัครงานของหลาย ๆ บริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 147% ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว CNBC ได้พูดคุยกับ Jeff Levin-Scherz ผู้นำด้านสุขภาพของ Willis Towers Watson บริษัทให้คำปรึกษาด้านประกันภัยชั้นนำของอเมริกา ซึ่งบอกว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่นายจ้างคำนึงถึงมากขึ้น จากเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว
จะเห็นได้ว่าเรื่องคุณภาพชีวิต กลายมาเป็นทิศทางที่ทั้งคนทำงานและผู้นำในองค์กรต่างคำนึงถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งบริษัทไหนที่ต้องการดึงดูดคนทำงานให้เข้ามาร่วมงานด้วย การออกแบบนโยบายที่ให้สวัสดิการเรื่องคุณภาพชีวิตก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มต้นลงมือทำในตอนนี้

สวัสดิการสุขภาพพนักงานสำคัญยังไง
คุณภาพชีวิตนั้นมีหลากหลายได้ แต่สิ่งที่คนให้ความสนใจมากที่สุดคือคุณภาพชีวิตในด้านสุขภาพกายและใจ ซึ่งการออกแบบสวัสดิการสุขภาพพนักงานนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะองค์กรหรือสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงพื้นที่ความสัมพันธ์แบบนายจ้างและลูกจ้างอีกต่อไป แต่เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือดูแลกัน รวมถึงปัจจุบันลูกจ้างก็มีตัวเลือกมากมายให้เข้าไปร่วมงาน หากองค์กรต้องการรักษาคนทำงานไว้ ก็ควรมีสวัสดิการที่ดูแลคนทำงานได้ และเน้นย้ำการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
จากการสำรวจของเว็บไซต์ Jobthai ที่สอบถามคนทำงานกว่า 7,420 คน พบว่า 10 สวัสดิการที่ต้องการนั้นได้แก่
1. โบนัส
2. วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย
3. ประกันสังคม
4. ประกันสุขภาพ
5. ค่าล่วงเวลา
6 เงินออมพิเศษ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
7. ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน
8. เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Hour)
9. ประกันชีวิต
10. เบี้ยขยัน
จะเห็นได้ว่าเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพไปแล้ว 4 ข้อ ดังนั้นสวัสดิการสุขภาพพนักงานจึงกลายเป็นสิ่งที่คนทำงานต่างมองหา ซึ่งการสร้างสวัสดิการด้านสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่พร้อมข่วยดูแลสุขภาพของคนในองค์กรอย่าง SAKID ที่เป็นแอปพลิเคชันช่วยจัดการข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาสุขภาพพนักงานรายบุคคล และให้คำแนะนำภารกิจสุขภาพแก่พนักงาน ซึ่งจะมาเป็นเหมือนผู้ช่วยออกแบบสวัสดิการที่เหมาะสมแก่คนในองค์กรได้ง่ายยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของสวัสดิการสุขภาพพนักงาน
แน่นอนว่าการให้สวัสดิการแก่พนักงานย่อมเป็นผลดีเสมอ โดยเฉพาะสวัสดิการสุขภาพพนักงาน ที่มีข้อดีหลากหลายข้อ ได้แก่
1. เมื่อร่างกายแข็งแรง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นตามไปด้วย
2. เมื่อพนักงานมีสุขภาพกายและใจที่ดี ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดีตามไปด้วย
3. พนักงานรู้สึกสบายใจในการร่วมงาน และพร้อมทุ่มเทให้กับองค์กรที่ดูแลพนักงานเป็นอย่างดี
4. สวัสดิการสุขภาพพนักงานจะช่วยดึงดูให้คนอยากมาร่วมงานมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อศักยภาพของบริษัทไปพร้อมกัน

สวัสดิการสุขภาพพนักงานควรมีอะไรบ้าง
หลังจากทราบถึงข้อดีผละประโยชน์ของการมีนโยบายสวัสดิการสุขภาพพนักงานแล้ว หลายท่านอาจจะยังไม่แน่ใจว่าจะออกแบบสวัสดิการสุขภาพพนักงานอย่างไรให้ตอบโจทย์คนทำงาน เรามีตัวอย่างมาให้ลองดูกัน
1. ประกันสุขภาพ
เป็นสวัสดิการที่ ‘ต้องมี’ เพราะคนทำงานเริ่มมองหาความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ประกันสุขภาพจึงเป็นสวัสดิการแรก ๆ ที่พวกเขามองหาเสมอ
2. ประกันชีวิต
ปัจจุบันหลายบริษัทให้สวัสดิการที่ไปไกลกว่าแค่ประกันสุขภาพหรือประกันสังคม นั่นก็คือการมอบประกันชีวิตให้กับคนทำงาน ซึ่งเป็นอีกสวัสดิการที่สำคัญไม่แพ้กัน
3. วันลาป่วย วันลาคลอดที่สมเหตุสมผล และมี Parental Benefit
แม้ว่าทุกบริษัทจะมีวันลาป่วย หรือลาคลอดตามกฎหมายกำหนด แต่บางบริษัทให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากยิ่งขึ้น โดยออกแบบทั้งการลาป่วยแบบไม่ต้องยื่นใบรับรองแพทย์ หรือแม้แต่การป่วยทางจิตใจก็นับเป็นกาลาป่วยได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงวันลาคลอดที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของคนในองค์กร ที่อาจมีสวัสดิการให้กับฝั่งคุณพ่อในการลาหยุดเพื่อช่วยดูแลเลี้ยงลูกพร้อมภรรยาด้วย
4. ค่าดูแลหรือไปพบจิตแพทย์
การดูแลสุขภาพใจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ บริษัทเองก็อาจจปรับตัวด้วยการมีสวัสดิการในการพบจิตแพทย์ เพราะปัจจุบันสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลงส่วนหนึ่งอาจเริ่มต้นมาจากการทำงาน ทั้งเบิร์นเอ้าต์ ซึมเศร้า หรือภาวะวิตกกังวล สวัสดิการนี้จึงเริ่มที่นิยมมากขึ้นในองค์กรคนรุ่นใหม่ โดยอาจจะเลือกปรึกษานักจิตวิทยาตามโปรแกรมของ Eatwellconcept ก็ได้เช่นกัน โดยมีโปรแกรมให้เลือกหลากหลายระดับตั้งแต่คนที่เพิ่งประสบปัญหา ไปจนถึงมีอาการเรื้อรัง
5. ตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีนประจำปี
นอกจากประกันสุขภาพ ประกันสังคม และประกันชีวิตแล้ว สวัสดิการตรวจาสุขภาพประจำปี และการฉีดวัคซีนประจำปี ก็เป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่น่าสนใจ และช่วยดึงดูดให้คนอยากร่วมงานกับองค์กรได้ เพราะหมายความองค์กรนั้นพร้อมดูแลสุขภาพของทุกคนทั้งในยามปกติและป่วยไข้นั่นเอง
6. อาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ
ไปไกลกว่านั้น องค์กรรุ่นใหม่บางองค์กรเริ่มมีสวัสดิการอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการผ่านคอนเซ็ปต์ โรงอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ใช้บริการ (Healthy Canteen) ที่คิดค้นเมนูอร่อยแต่ยังได้สารอาหารและคุณค่าที่ดีต่อสุขภาพ
โดยมีผลการศึกษาพบว่าการทำโรงอาหารเพื่อสุขภาพทำให้ได้รับปริมาณใยอาหารเพิ่มสูงขึ้น 40% และรับพลังงานอาหารส่วนเกินลดลง 21% นอกจากนี้ยังสามารถลดโซเดียมลงได้เฉลี่ย 260 mg มากไปกว่านั้นคือการได้เลือกอาหารตามใจพนักงาน ซึ่งจะทำให้คนทำงานมีสุขภาพกายและใจที่ดีไปพร้อม ๆ กัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรที่ดียิ่งขึ้นไปด้วย
7. ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน
สวัสดิการนี้อาจเป็นที่คุ้นเคยกับคนทำงานราชการ แต่ปัจจุบันหลายองค์กรเอกชนเริ่มให้ความสำคํยกับสุขภาพของคนในครอบครัวพนักงานด้วย เพื่อให้เห็นว่าทุกคนต่างเป็นครอบครัวเดียวกันที่ต้องช่วยกันดูแล จึงได้เร่ิมมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนในครอบครัว ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ดึงดูดคนทำงานได้อย่างมาก
8. โปรแกรมดูแลสุขภาพพนักงาน เช่น SAKID
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพพนักงานโดยเฉพาะ ซึ่งดูแลสุขภาพของพนักงานอย่าครอบคลุมไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ ตั้งแต่มิติด้านร่างกาย โภชนาการ สภาพจิตใจ และความสัมพันธ์ ซึ่งตอบโจทย์กับบริษัทที่ต้องการผู้ช่วยในการคอยดูแลสุขภาพพนักงาน แถมยังคอยเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพให้รายบุคคล ซึ่งทำให้คนทำงานรู้สึกได้รับการดูแลอย่างใส่ใจจากคนในองค์กรจริง ๆ
สรุป
ปฏิเสธไม่ได้ว่า COVID-19 ได้เปลี่ยนวิถีการทำงานของผู้คนไปมาก คนทำงานเร่ิมให้ความสำคัญกับคุณค่าของตัวเองหันมารักและดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น และองค์กรไหนที่เห็นคุณค่าแบบเดียวกัน ก็มักจะดึงดูดให้คนอย่างร่วมงานไปด้วย โดยเฉพาะองค์กรที่มอบสวัสดิการสุขภาพให้กับพนักงาน เพราะเทรนด์การดูแลตัวเองนั้นกลายเป็น New Normal อย่างแท้จริง
ซึ่งการออกแบบสวัสดิการสุขภาพพนักงานก็ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีตัวช่วยเช่น SAKID แพลตฟอร์มที่ช่วยวิเคราะห์และดูแลสุขภาพพนักงานรายบุคคลที่ใส่ใจกันเหมือนคนในครอบครัว โดย SAKID มีโปรแกรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รายงานผลสุขภาพรายบุคคล บันทึกกิจกรรมประจำวันบนปฎิทินความสุข ภารกิจสะกิดสุขภาพพร้อมเคล็ดลับรายบุคคล โค้ชดูแลสุขภาพส่วนตัว หรือโปรแกรมออกกำลังกายจากนักวิทยาศาสตร์การกีฬา และอีกมากมาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการมอบสวัสดิการสุขภาพพนักงานได้อย่างครบถ้วนนั่นเอง
บทความที่น่าสนใจ

Workshop “การจัดการความเครียด”
กิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด” ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมคและการไฟฟ้านครหลวง โดยวิทยากรนักจิตวิทยาองค์กร ครูรักอมยิ้ม คุณอานนท์ ตั้งกิตติทรัพย์ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับเทคนิคการจัดการความเครียด และการบริหารการทำงานให้มี Work-life balance
ทำอย่างไร เมื่อคนในองค์กรมีไขมันในเลือดสูง
ทุกธุรกิจ ทุกองค์กร มีการจัดการคนทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ถ้าวันนี้ลองสังเกตดูว่า พนักงานของเรา ยังมีความสุขในการทำงานหรือไม่ การทำงานของแต่ละคนมีประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์องค์กรมากแค่ไหน และคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้นทุกด้านรึเปล่า หากผู้นำหรือผู้บริหารสามารถมองจุดนี้ได้ ธุรกิจก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทำไมโรงอาหารพนักงานต้องผ่าน เกณฑ์สุขาภิบาลอาหาร ของกรมอนามัย
“อาหารกลางวัน” ในโรงงานหรือออฟฟิศ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อหนึ่งของวัน แต่คือพลังหลักที่หล่อเลี้ยงสมรรถนะการทำงานของพนักงานทั้งองค์กร โรงอาหารที่ไม่สะอาดหรือจัดการไม่ถูกสุขลักษณะ อาจนำมาซึ่งการระบาดของโรคทางอาหารและการลาป่วยจำนวนมาก

WORKSHOP Cooking class สลัดโรล
กิจกรรม Cooking class สลัดโรล
วันที่ 20 สิงหาคม 2567 SAKID ได้จัดกิจกรรม Cooking class สลัดโรล ที่บริษัท CBRE โดยพนักงานได้เข้าร่วมจำนวน 40 คน ซึ่งนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและมีทริคการดูแลสุขภาพด้านอาหารสำหรับชาวออฟฟิศให้เล่นเกมสุขภาพพร้อมรับของรางวัลกันอีกด้วย คลาสสอนทำสลัดโรลจะแบ่งทำเป็น 2เมนูคือ สลัดโรลเต้าหู้ กับ สลัดโรลปลาทูนึ่ง โดยทั้งสองเมนูจะใช้รสชาติจากผักและสมุนไพรเป็นหลักเพื่อสุขภาพที่ดีและน้ำจิ้มสูตรโซเดียมต่ำ อร่อยได้ง่ายๆ และสามารถนำกลับไปทำเองได้ที่บ้านได้

WORKSHOP ONLINE Supermarket tour กับ นักกำหนดอาหาร
กิจกรรม “Supermarket Tour”
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 SAKID ได้จัดกิจกรรม Workshop “Supermarket Tour” ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดย นักกำหนดอาหารได้ให้ทิคการอ่านฉลากแบบง่าย การเลือกซื้อวัตถุดิบ และอาหารสด จากตลาด ร้านค้าทั่วไป และ ร้านสะดวกซื้อ

แนะนำ สวัสดิการอาหารพนักงาน สำหรับองค์กรที่มีโรงอาหาร
ในหลายองค์กร โรงอาหาร (Canteen) คือหนึ่งในสวัสดิการหลักที่พนักงานใช้ทุกวัน แต่คำว่า สวัสดิการอาหารพนักงาน ไม่ได้หมายถึงแค่การมีข้าวแกงราคาถูกหรืออาหารกลางวันฟรีเท่านั้น หากมองลึกไปกว่านั้น ยังมีรูปแบบสวัสดิการอาหารอื่นๆอีกซึ่งเราจะมาดูกันในบทความนี้ว่า สวัสดิการอาหารแบบไหนจะช่วยให้พนักงานได้สุขภาพกันมากขึ้น


































































