URL Copied!

[เคล็ดลับ] สร้าง Smart Office ที่ดีเพื่อองค์กรของคุณ

ตั้งแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 มา ทำให้หลายองค์กรต่างต้องปรับตัว ทั้งรูปแบบการทำงาน รวมไปถึงออฟฟิศที่ต้องหันมาใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่โรคระบาดทิ้งร่องรอยไว้ให้

 

หนึ่งในวิธีการออกแบบออฟฟิศที่ได้รับการพูดถึงเพื่อช่วยให้การทำงานยุคหลังโควิด-19 สะดวกสบายขึ้น ก็คือ Smart Office หรือออฟฟิศอัจฉริยะ ที่เน้นการทำงานของมนุษย์กับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกให้กับคนทำงาน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

 

ชวนไปดูเคล็ดลับการออกแบบ Smart Office ที่จะกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบออฟฟิศแห่งอนาคตกัน

 

Smart Office คืออะไร

 

Smart Office คือ ออฟฟิศที่มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน โดยเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่คนในองค์กร แต่จะช่วยเสริมแรงให้ผลงานที่ออกมานั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสร้างความสะดวกสบายให้กับคนทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่ช่วยทุ่นแรงคนทำงานได้อีกด้วย

 

เทคโนโลยีที่ว่านั้นยิ่งได้รับความสำคัญในยุคโควิด-19 ที่พนักงานต้อง work from home ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่สามารถเชื่อมต่อได้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะทำงานที่บ้าน หรือที่ออฟฟิศ การประชุมงานทางไกล หรือแม้แต่ระบบประชุมงานต่าง ๆ 

 

Smart Office นี้เองที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญของการทำงานในโลกอนาคต เมื่อทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ออฟฟิศหรือไม่

 

3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Smart Office

 

แน่นอนว่า Smart Office ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญ นั่นก็คือ

 

1. ผู้คน : พนักงานหรือคนในองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิด Smart Office เพราะการทำงานยังคงมี ‘มนุษย์’ เป็นหัวใจสำคัญขององค์กร โดยคนเหล่านี้ต้องได้รับความเตรียมพร้อมหรือมีทัศนคติพร้อมเปลี่ยนแปลงและเปิดรับรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ เพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเติมเต็ม

 

2. เทคโนโลยี : เทคโนโลยีคือเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิด Smart Office ได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยความอัจฉริยะของเทคโนโลยีในการจัดการสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

 

3. สถานที่ : แม้ว่า Smart Office จะสามารถเชื่อมโยงคนทำงานได้ทุกที่ แต่สถานที่ทำงานหรือออฟฟิศก็ยังเป็นสถานที่สำคัญต่อการทำงานหรือการจัดการต่าง ๆ แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่มากขึ้นนั่นเอง

 

 

เทคโนโลยีสำคัญที่ทำให้เกิด Smart Office

 

แม้ว่าบนโลกนี้จะมีเทคโนโลยีมากมายให้ได้เลือกใช้ แต่สำหรับพื้นฐานของ Smart Office นั้นมีเทคโนโลยีสำคัญที่หากใครอยากสร้างออฟฟิศอัจฉริยะต้องทำความรู้จักและนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกสบายอย่างรอบด้าน

 

– Internet of things (IoT)

 

Internet of things (IoT) หรือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง คือการที่อุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกเชื่อมต่อถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้คนทำงานสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ เช่น การเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการสั่งการผ่านแอปโทรศัพท์ ซึ่งช่วยอำนวยให้ Smart Office นั้นง่ายขึ้น

 

– Machine learning

 

หากใครคุ้นเคยกับ AI หรือการสุ่มเพลงของ Spotify นั่นคือการอาศัย  Machine learning ในการทำงาน โดย Machine learning นั้นเป็นการให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านข้อมูลที่เราป้อนให้ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของคนเราง่ายขึ้น เพราะการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์นั้นอาจแม่นยำกว่ามนุษย์ และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อ Smart Office

 

เคล็ดลับการทำ Smart Office

 

– สอบถามความเห็นพนักงาน และให้โอกาสพนักงานได้เลือกสิ่งที่ต้องการ เพื่อให้เกิดการใช้งานได้ร่วมกันอย่างสูงสุด

 

– วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานออฟฟิศของพนักงาน เพื่อนำไปวิเคราะห์และออกแบบ Smart Office ได้อย่างตรงจุด

 

– ปรับเปลี่ยนและลดพื้นที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลงทุนกับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพแทน

 

– เลือกใช้เทคโนโลยีที่จำเป็นก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเติมส่วนอื่น ๆ ที่ต้องการ เพื่อให้พนักงานได้ค่อย ๆ ปรับตัว

 

– วิเคราะห์และประเมินผลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปวิเคราะห์ความคุ้มทุนของการทำ Smart Office

 

 

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ใน Smart Office

 

– Interactive Floor Plans: ระบบเช็กความเคลื่อนไหวภายในออฟฟิศ

 

– Environment Access control: ระบบที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสงหรืออุณหภูมิห้อง เช่น Toppan

 

– Visitor management: เทคโนโลยีที่ช่วยบันทึกข้อมูลผู้เข้ามาติดต่อ เช่น W+ Visitar

 

– Desk Booking Software: โปรแกรมจองโต๊ะทำงาน เช่น Roomminister

 

– Meeting Room Management Software: โปรแกรมจัดการ/จองห้องประชุม เช่น KTNBS

 

– Fault reporting and support request streamlining: เทคโนโลยีที่คอยรายงานความผิดปกติในออฟฟิศ

 

– Workplace Analytics: เทคโนโลยีวิเคราะห์การทำงานในองค์กรเพื่ออำนวยความสะดวกคนทำงาน เช่น Microsoft

 

–  โปรแกรมวิเคราะห์สุขภาพพนักงาน: โปรแกรมที่ช่วยดูแลสุขภาพคนทำงานรายบุคคล และนำไปประเมินเพื่อดูแลพนักงานได้อย่างรอบด้านทั้งสุขภาพกายและใจ เช่น SAKID

 

ประโยชน์ของการทำ Smart Office ในยุคหลังโควิด

 

– เพิ่มความโปรดักทีฟให้คนทำงาน เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่เอื้อให้ทำงานได้สนุกและท้าทายขึ้น

 

– ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงาน เพราะพนักงานจะใช้เวลากับงานที่ไม่จำเป็นน้อยลง

 

– สร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับพนักงาน เพราะมีตัวช่วยอำนวยความสะดวก ทำให้ลดปริมาณงานที่ไม่จำเป็นลง

 

– ผู้บริหารมีข้อมูลในการวางกลยุทธ์จากข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ และสามารถออกแบบนโยบายที่เหมาะสมต่อไปได้ เพราะมีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมจากเทคโนโลยี

 

– เพิ่มความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้กับออฟฟิศ เพราะ Smart Office ส่งเสริมให้คนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ยิ่งในยุคโรคระบาด ยิ่งช่วยให้สามารถทำงานจากที่บ้านโดยไม่มีอุปสรรคด้านการสื่อสาร

 

– ลดค่าใช้จ่ายพื้นที่ออฟฟิศ เนื่องจาก Smart Office เข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมทุกคนจากทุกมุมโลก ทำให้ออฟฟิศอาจไม่จำเป็นต้องรองรับคนจำนวนมาก แต่ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานแทนได้

 

– Smart Office จะช่วยดึงดูดพนักงานใหม่ ๆ ด้วยความทันสมัยและการเป้นหนึ่งในสวัสดิการที่อำนวยความสะดวกให้คนทำงานมากยิ่งขึ้น 

 

สรุป

 

ในยุคหลังโรคระบาดที่ผู้คนต่างคุ้นชินกับการทำงานจากบ้าน ทำให้ออฟฟิศหลาย ๆ แห่งต่างต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนทำงาน ซึ่ง Smart Office เป็นหนึ่งในรูปแบบการทำงานที่อาจช่วยตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี

 

แม้บางเทคโนโลยีจะยังอยู่ดูไกลตัว แต่ในไทยเองก็มีเทคโนโลยี Smart Office ที่เข้าถึงได้มากมาย เช่น โปรแกรมดูแลสุขภาพอย่าง SAKID ที่คอยวิเคราะห์และประเมินสุขภาพพนักงาน พร้อมทั้งเชื่อมต่อกันและกันได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ช่วยดูแลทั้งสุขภาพกายและใจ อีกทั้งยังเชื่อมคนทำงานกับโค้ชสุขภาพส่วนตัวที่จะอำนวยความสะดวกให้พนักงานได้เข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

Smart Office จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการทำงาน แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้เติบโตไปพร้อมกัน

บทความที่น่าสนใจ

WORKSHOP การทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด

กิจกรรม  “การทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด”

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2566  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “การทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด” โดยนักกำหนดอาหารที่ให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องอาหารที่ควรกินและไม่ควรกิน การเลือกอาหารและปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด

อ่านต่อ »
ประเมินการยศาสตร์ Ergonomics-SAKID

ประเมินการยศาสตร์ Ergonomics Workshop

กิจกรรม  Workshop “ประเมินการยศาสตร์ Ergonomics Workshop”

เมื่อวันที่ 27  มีนาคม  2568  SAKID  ได้จัดกิจกรรม “ประเมินการยศาสตร์ Ergonomics Workshop” ที่สำนักงาน บริษัท ภิรัช โดยนักกายภาพบำบัดที่จะมาสอนความรู้เรื่องการจัดท่านั่งในการทำงานให้กับพนักงาน โดยอาการที่ส่งสัญญาณของออฟฟิศซินโดรมและวิธีในการป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อในระยะยาว สาเหตุของการกระทำที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ เมื่อย ล้า ให้บรรเทาลง ปรับท่าแก้ปัญหาไหล่ห่อ คอยื่น ท่ากายบริหารที่สามารถทำได้ในที่ทำงานเพื่อคลายกกล้ามเนื้อ ประเมินการยศาสตร์รายบุคคลเพื่อปรับการนั่งทำงานให้ถูกต้อง

อ่านต่อ »

5 โรคจากการทำงานในโรงงานและวิธีป้องกันสุขภาพพนักงาน

โรงงานเป็นสถานที่ทำงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด โรคจากการทำงาน (Occupational Diseases) เนื่องจากพนักงานต้องเผชิญกับเสียงดัง ฝุ่น สารเคมี เครื่องจักร รวมถึงตารางการทำงานที่เข้มข้นและซ้ำซาก หากองค์กรและ HR ไม่ใส่ใจ อาจทำให้พนักงานเจ็บป่วยจนกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการลาออกที่สูงขึ้น

อ่านต่อ »
Cover-Workshop-เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ

Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”

กิจกรรม Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค, รพ.กรุงเทพสิริโรจน์ และการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักวางแผนการเงิน คุณจิญาดา พฤกษาชลวิทย์ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับวิธีการวางแผนทางการเงินก่อนถึงวัยเกษียณ และได้ทดลองวางแผนสำหรับตัวเองให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์อีกด้วย

อ่านต่อ »
Cover -HIIT-sakid

WORKSHOP ONLINE HIIT ทำน้อยได้มาก

กิจกรรม  “HIIT ทำน้อยได้มาก” ฉบับคนไม่มีเวลา

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop “HIIT  ทำน้อยได้มาก”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดยผู้เข้าร่วม Workshop Online จะได้รู้เรื่องการใช้พลังงานของร่างกายส่วนต่างๆ และท่าออกกำลังกายที่ทำได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาเยอะในการออกกำลังกาย

อ่านต่อ »
ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม-SAKID

การส่งเสริม สุขภาพองค์รวม ดูแลร่างกายและจิตใจเพื่อชีวิตที่สมดุล

ในยุคปัจจุบันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความเครียด สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การไม่มีโรคภัย แต่หมายถึงการมีสมดุลในทุกด้านของชีวิต การส่งเสริมสุขภาพองค์รวม (Holistic Health) เป็นแนวคิดที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อให้เรามีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ »
แพคเกจตรวจสุขภาพ
URL Copied!

“แพคเกจตรวจสุขภาพ” เลือกอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

ในวันที่เกิดอาการป่วย หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว สิ่งหนึ่งที่ส่งผลกระทบแบบเห็นผลทันทีก็คือการทำงานที่ทำได้น้อยลง ประสิทธิภาพลดลง และอาจส่งผลต่อทีมที่ทำงานด้วยกัน หรือแม้แต่ระดับภาพใหญ่อย่างองค์กร 

แม้ว่าความป่วยไข้จะเป็นสิ่งที่คนในองค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่อย่างน้อยการป้องกันหรือลดความเสี่ยงก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป เพื่อให้คนในองค์กรได้มีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และส่งต่อให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพต่อองค์กร

หนึ่งในสวัสดิการที่องค์กรควรมอบให้แก่พนักงานจึงเป็นเรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปี หรือการมอบแพคเกจตรวจสุขภาพให้กับพนักงาน เพื่อให้คนในองค์กรได้เช็กสุขภาพของตนอยู่เสมอ

ปัจจุบันมีแพคเกจตรวจสุขภาพมากมาย แต่เราจะเลือกอย่างไรให้เหมาะสม ชวนไปดูผ่านบทความนี้กัน

 

แพคเกจตรวจสุขภาพคืออะไร

สิ่งที่คนไทยมักไม่ค่อยเห็นความสำคัญคือการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะมักมีความรู้สึกว่าหากร่างกายยังแข็งแรง ก็แปลว่าสุขภาพดี ไม่ได้มีโรคร้ายแรงอะไร แต่จริงๆ การตรวจสุขภาพนั้นเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลร่างกายไม่ให้ป่วยไข้หนักไปกว่าเดิม เพราะบางโรค หรือบางอาการอาจไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนจนกว่าจะเกิดอาการสาหัสซึ่งจะแก้ไขได้ยาก

ปัจจุบันจึงมีสถานพยาบาลหลากหลายแห่งเลือกออกแพคเกจตรวจสุขภาพ ซึ่งมีรายการตรวจสุขภาพที่คนทั่วไปควรตรวจเพื่อเช็กการทำงานของร่างกายขั้นพื้นฐาน แพคเกจเหล่านี้เป็นที่เห็นต้องกันว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่บุคคลทั่วไปควรตรวจทุกปีเพื่อเช็กร่างกาย

ทำไมเราควรตรวจสุขภาพประจำปี

เพราะในหนึ่งปีมีการเปลี่ยนแปลงมากมายกับร่างกายของคนเรา การตรวจสุขภาพประจำปีตามคำแนะนำของแพทย์หรือตามแพคเกจตรวจสุขภาพจึงควรทำปีละครั้ง เพราะมีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมลง ไม่ว่าจะอายุ มลภาวะทางอากาศ เช่น PM 2.5 หรือควันจากท่อไอเสีย การไม่ได้ออกกำลังกาย การทานอาหารที่ไม่ถูกหลักตามโภชนาการ ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สุขภาพเจ็บป่วยได้ 

การตรวจสุขภาพประจำปีจะทำให้หมอสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ก่อนที่โรคร้ายจะลุกลามใหญ่โตจนสายเกินรักษา

แพคเกจตรวจสุขภาพเบื้องต้นประกอบด้วยอะไรบ้าง

โดยทั่วไปแพคเกจตรวจสุขภาพจะเป็นการตรวจร่างกายพื้นฐาน ซึ่งอาจทำให้ค้นพบโรคยอดฮิตได้ล่วงหน้า เช่น เบาหวาน ความดัน โรคไต โรคตับ หรือโลหิตจาง 

โดยจะมีการตรวจพื้นฐาน 4 ขั้นตอน ได้แก่

1. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อตรวจโรคโลหิตจางหรือธาลัสซีเมีย

2. การตรวจระดับน้ำตาล (FPG) เพื่อดูความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน 

3. การตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อตรวจหาคอเรสเตอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดว่ามีเยอะเกินไปหรือไม่ 

4. การตรวจการทำงานของไต หรือตรวจหาครีเอตินีน (Creatinine) เพื่อวัดระดับการทำงานของไตว่าสามารถกำจัดของเสียได้เป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม บางแพคเกจตรวจสุขภาพ หรือบางสถานพยาบาลก็จะมีการตรวจขั้นตอนอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ตรวจมะเร็งปากมดลูก ตรวจต่อมลูกหมาก 

 

แพคเกจตรวจสุขภาพจำเป็นแค่ไหน ทำไมต้องตรวจหลายรายการ

หลายครั้งเราอาจสงสัยกับรายการแพคเกจตรวจสุขภาพที่ยาวเหยียด และไม่แน่ใจว่ารายการเหล่านั้นจำเป็นแค่ไหน

โดยทั่วไป การตรวจสุขภาพประจำปีมักจะเริ่มต้นด้วยการตรวจเลือด ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจระดับไขมัน และตรวจการทำงานของไต บางครั้งอาจมีการเพิ่มเติมการตรวจการทำงานของปอดผ่านการเอกซเรย์ แต่ในรายการอื่นๆ นอกเหนือจากนี้มักจะขึ้นอยู่กับผู้เลือกซื้อแพคเกจตรวจสุขภาพ ที่มีหลากหลายปัจจัย หรือตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ซึ่งหากใช้โปรแกรมช่วยวิเคราะห์ ประเมินสุขภาพ อย่าง SAKID ก็จะช่วยให้สามารถเลือกแพคเกจตรวจสุขภาพ ได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

เลือกแพคเกจตรวจสุขภาพยังไงดี?

– อายุ


ในแต่ละช่วงอายุจะมีความเสี่ยงของโรคแตกต่างกัน ช่วงอายุ 18 – 35 ปี อาจเป็นการตรวจสุขภาพพื้นฐานทั่วไป เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายยังสามารถซ่อมแซมหรือฟื้นฟูตัวเองได้ง่าย ช่วงอายุ 35 – 60 ปี อาจเป็นการตรวจสุขภาพที่เจาะลึกลงไปมากขึ้น เพราะอาจเกิดความเสื่อมของร่างกาย โดยมักจะตรวจหาโรคหัวใจ มะเร็ง เพิ่มเติม ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีการตรวจร่างกายที่ละเอียดที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สามารถเกิดโรคได้ง่ายด้วยความเสื่อมถอยของร่างกาย และหากเกิดโรคขึ้นอาจส่งผลร้ายแรง จึงต้องได้รับการรักษาให้ทันถ่วงที (ดูแบบละเอียดได้ที่นี่ : คลิก)

– เพศ


ร่างกายของแต่ละเพศสภาพจะมีความแตกต่างและก่อให้เกิดโรคคนละรูปแบบ โดยผู้หญิงอาจต้องตรวจตรวจเต้านม ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูก ในส่วนของผู้ชายจะมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติของต่อมลูกหมาก ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย และตรวจระบบการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ

– ประวัติอาการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว


สำหรับบางครอบครัวอาจมีโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดกันมา จึงมักมีการซักถามประวัติอาการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวเพื่อเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

– พฤติกรรมและอาชีพ


พฤติกรรมและอาชีพเองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่นคนขับวินมอเตอร์ไซค์ คนกวาดขยะ อาจได้รับมลภาวะทางอากาศจึงมีโอกาสเกิดมะเร็งได้มากกว่าคนทั่วไป 

– ความคุ้มค่าของโปรแกรม


สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละคน โดยสังเกตผ่านปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้น และเปรียบเทียบโปรแกรมในแต่ละสถานพยาบาลเพื่อให้ได้แพคเกจตรวจสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด

5 แพคเกจตรวจสุขภาพที่ได้รับคำแนะนำ

1. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

มีแพคเกจตรวจสุขภาพหลากหลายแพคเกจให้เลือกตามความเหมาะสม มีโปรแกรมครอบคลุมทุกช่วงวัยและทุกเพศ

แพคเกจแนะนำ : แพ็กเกจตรวจสุขภาพ Regular Program : ราคา 6,330

– ตรวจร่างกายทั่วไป

– การตรวจเลือด

– ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

– ตรวจน้ำตาลในเลือด

– ตรวจไขมันในเลือด

 + ​ตรวจระดับโคเลสเตอรอล /ไตรกลีเซอไรด์ /ไขมันความหนาแน่นสูง (HDL)

 + ตรวจอัตราส่วนโคเลสเตอรอลกับไขมันความหนาแน่นสูง (HDL)

 + ตรวจระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (LDL) 

– ตรวจโรคเก๊าท์ (กรดยูริค)

– ตรวจการทำงานของไต

 + Creatinine

–  ตรวจการทำงานของตับ

 +​ SGOT (AST) and SGPT (ALT)

– ตรวจปัสสาวะ

– ตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

– ตรวจเอกซเรย์ปอด

2. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

มีแพคเกจตรวจสุขภาพแบบละเอียดในราคาที่เข้าถึงได้ และมีแพคเกจตรวจสุขภาพที่แบ่งตามเพศได้ 

แพคเกจแนะนำ : Basic Check-up : 3,300 THB 

– ตรวจร่างกายทั่วไป

– การตรวจเลือด

​ + ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

 + ตรวจน้ำตาลในเลือด

– ตรวจไขมันในเลือด

 + ​ตรวจระดับโคเลสเตอรอล /ไตรกลีเซอไรด์ 

 + ตรวจระดับไขมันชนิดดีในเลือด (HDL)

 + ตรวจระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือด  (LDL) 

– ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

– ตรวจการทำงานของไต

 + Creatinine

 + eGFR

– ตรวจการทำงานของตับ

​ + SGOT (AST)

 + SGPT (ALT)

– ตรวจปัสสาวะ

– ตรวจเอกซเรย์ปอด

– คูปองอาหาร 1 มื้อ

– ค่าบริการโรงพยาบาล

3. โรงพยาบาลรามคำแหง

มีแพคเกจตรวจสุขภาพที่เลือกให้เหมาะสมได้ทั้งเพศและช่วงวัย ครอบคลุมในหลากหลายรูปแบบในราคาไม่แพง

แพคเกจแนะนำ : โปรแกรมตรวจสุขภาพผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี : 3,700

– การตรวจเลือด 

 + ความสมบูรณ์เม็ดเลือด (CBC) 

 + ตรวจหากรุ๊ปเลือด (BLOOD GROUP) 

 + ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) 

 + ระดับไขมัน (CHOLESTEROL) 

 + ระดับไขมัน (TRIGLYCERIDE) 

 + การทำงานของตับ (SGPT) 

 + การทำงานของไต (CREATININE) 

 + ตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg, Anti-HBc, Anti-HBs) 

– ตรวจปัสสาวะอย่างสมบูรณ์ (URINE EXAM) 

– เอกซเรย์ปอด (CXR) 

– วิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายดูความสมดุลของสัดส่วนกล้ามเนื้อ ไขมัน และองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายในการออกกำลังกายและฟื้นฟูองค์ประกอบร่างกายอย่างเหมาะสม

–  วางแผนโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล 

– วัดสัญญาณชีพ เพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต วัดปริมาณออกซิเจนในเลือดและติดอุปกรณ์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ECG เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจขณะพัก ว่าเต้นผิดปกติหรือไม่ 

– ออกกำลังกาย ตามโปรแกรมที่ผู้เชี่ยวชาญจัดให้ 

– ติดตามการทำงานของคลื่นหัวใจแบบ Real-Time ในขณะออกกำลังตามโปรแกรมฟื้นฟู ด้วยระบบ Telemetry Cardiac Rehab Management System เพื่อให้ได้ทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการออกกำลัง ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผู้เชี่ยวชาญ 

– ติดตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะออกกำลังกาย เพื่อนำมาวางแผนและปรับโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล

4.โรงพยาบาลเปาโล

มีแพคเกจตรวจสุขภาพที่หลากหลาย เลือกได้ตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อดูแลร่างกายอย่างตรงจุด

แพคเกจแนะนำ : ALL YOU CAN CHECK 26 รายการ : 6,990 บาท

– ตรวจร่างกายทั่วไป

– การตรวจเลือด

​ + ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

 + ตรวจน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)

– ตรวจไขมันในเลือด

​ + ตรวจระดับโคเลสเตอรอล /ไตรกลีเซอไรด์ 

 + ตรวจระดับไขมันชนิดดีในเลือด (HDL)

 + ตรวจระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือด  (LDL) 

– ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

– ตรวจการทำงานของไต

 + Creatinine

 + B.U.N

– ตรวจการทำงานของตับ

 + ​SGOT (AST)

 + SGPT (ALT)

– ตรวจปัสสาวะ

– ตรวจหากรดยูริคในเลือด

– ตรวจเอกซเรย์ปอด

– ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBs Ag) และตรวจหาภูมิไวรัสตับอักเสบ บี (Anti HBs)

– ตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha-Fetoprotine)

– ตรวจหามะเร็งลำไส้ (CEA)

– ตรวจหาเชื้อ H.Pylori ในกระเพาะอาหาร  (H.Pylori)

– ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง 1 ส่วน 

5. โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

มีแพคเกจตรวจสุขภาพตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการแพคเกจตรวจหาภูมิแพ้และมะเร็งปอด 

แพคเกจแนะนำ : ตรวจสุขภาพแบบพื้นฐาน อายุน้อยกว่า 40 ปี : 3,500 บาท

– ตรวจร่างกายทั่วไป

– เอกซเรย์ปอด

– การตรวจเลือด

 ​+ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

 + ตรวจน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)

– ตรวจไขมันในเลือด

​ + ตรวจระดับโคเลสเตอรอล /ไตรกลีเซอไรด์ 

 + ตรวจระดับไขมันชนิดดีในเลือด (HDL)

 + ตรวจระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือด  (LDL) 

– ตรวจปัสสาวะ

– ตรวจการทำงานของไต

 + Creatinine

– ตรวจการทำงานของตับ

 + ​SGOT (AST)

 + SGPT (ALT)

– คูปองอาหาร

– สมุดรายงานผลตรวจสุขภาพ

 

แพคเกจดูแลสุขภาพสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะ

ปัจจุบันแพคเกจตรวจสุขภาพเป็นสวัสดิการที่องค์กรควรมอบให้พนักงาน เพราะถือเป็นการดูแลและใส่ใจคนทำงาน ทำให้เขาได้มีสุขภาพที่ดี ช่วยทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานไปพร้อมกัน ซึ่งสมัยก่อนอาจเป็นเรื่องยุ่งยากในการดูแลพนักงานอย่างทั่วถึง แต่ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่พร้อมเป็นผู้ช่วย เช่น SAKID

SAKID คือแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมสุขภาพของคนในองค์กร โดยใช้ทฤษฎี  Gamification, Cognitive Behavioral Therapy และ Nudge Theory เพื่อให้ผู้ใช้งานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ไม่ว่าจะลดน้ำหนัก กินผักมากขึ้น เพิ่มการเดินหรือแข่งวิ่งภายในบริษัท โดยมีฟังก์ชั่นหลากหลาย ตั้งแต่การทำภารกิจสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพรายบุคคล การทำปฏิทินความสุข การโค้ชชิ่งส่วนตัว ซึ่งจะส่งเสริมให้คนทำงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น หรือแม้แต่การติดตามสุขภาพที่ส่งต่อไปสู่การเลือกแพคเกจตรวจสุขภาพอย่างตรงจุด

โดย SAKID มีเครื่องมือที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ (Health & Happiness Tool) ที่โดดเด่น ได้แก่ รายงานผลสุขภาพดิจิทัลรายบุคคลและเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ ผ่านมือถืออัตโนมัติ

เครื่องมือ Sakid

 

เครื่องมือนี้จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและสามารถรายงานผลสุขภาพรายบุคคลได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเชื่อมกับโรงพยาบาลได้โดยตรง ทำให้สามารถติดตามปัญหาสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น 

 

นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อข้อมูลกิจกรรมเพื่อวิเคราะห์สุขภาพจากโทรศัพท์ ผ่าน Apple Health หรือ Google Fit ได้อัตโนมัติ ซึ่งนำไปสู่การบูรณาการในการให้คำปรึกษาจากผลการตรวจสุขภาพและ ออกแบบแพคเกจตรวจสุขภาพจากผลเลือดได้อย่างตรงจุด และเหมาะสมกับพนักงานรายบุคคล

 

SAKID จึงเป็นอีกแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้คนในองค์กรได้เข้าถึงสวัสดิการด้านสุขภาพอย่างตรงจุด เลือกแพคเกจตรวจสุขภาพได้อย่างเหมาะสมจากการวิเคระาห์ข้อมูลและการโค้ชชิ่งรายบุคคล และยังช่วยลดภาระของ HR ในการจัดการเรื่องสุขภาพของพนักงาน นำไปสู่ศักยภาพขององค์กรที่จะเติบโตได้อีกไกล

 

สรุป

 

เพราะแพคเกจตรวจสุขภาพมีอยู่มากมายให้เราได้เลือกสรร การเลือกแพคเกจตรวจสุขภาพที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายเราเสื่อมโทรมโดยไม่ทันตั้งตัว เพราะเรามีเพียงร่างกายเดียว การดูแลรักษากายและใจให้ดี ก็จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

 

ไปไกลกว่านั้น แพคเกจตรวจสุขภาพควรเป็นสวัสดิการในการทำงาน เพราะพนักงานต่างทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร การดูแลใส่ใจสุขภาพของพนักงาน จะช่วยเสริมให้พนักงานเห็นความสำคัญขององค์กร และอยากพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปพร้อมกัน

 

แน่นอนว่าการดูแลพนักงานทั้งหมดอาจเป็นการจัดการที่ยาก แต่ทว่าปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีมากมายที่เข้ามาช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพพนักงานรายบุคคลอย่าง SAKID แอปพลิเคชันส่งเสริมสุขภาพในองค์กรที่พร้อมดูแลในทุกมิติทั้งกายและใจ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลพนักงาน วิเคราะห์สุขภาพ และนำข้อมูลไปเลือกแพคเกจตรวจสุขภาพได้อย่างตรงจุด

 

บทความที่น่าสนใจ

สร้าง happy worplace-Sakid thumbnail

อยากสร้าง Happy Workplace เริ่มต้นที่…

ความสุขของพนักงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กร “Happy Workplace” หรือสถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่เป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง แล้วเราจะสร้าง Happy Workplace ได้อย่างไรกัน?

อ่านต่อ »
แพคเกจตรวจสุขภาพ

“แพคเกจตรวจสุขภาพ” เลือกอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

ขอแนะนำวิธีเลือกแพคเกจตรวจสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละคน เพราะหนึ่งในการดูแลร่างกายที่คนมักหลงลืมคือการตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำวิธีการเลือก และแพคเกจพนักงาน

อ่านต่อ »
Cover-ครูรัก-Sakid

Workshop “การจัดการความเครียด”

กิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมคและการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักจิตวิทยาองค์กร ครูรักอมยิ้ม คุณอานนท์ ตั้งกิตติทรัพย์ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับเทคนิคการจัดการความเครียด และการบริหารการทำงานให้มี Work-life balance

อ่านต่อ »
Sakid-mea-บางพูด-Cover

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางพูด

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางพูด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตบางพูด ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด ภายในงานได้รับความสนใจจากพนักงานเป็นจำนวนมาก

อ่านต่อ »
PDCA-Sakid thumbnail

PDCA ตัวช่วยพัฒนาองค์กร

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างมาก ที่มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนา ช่วยให้มีกระบวนการการจัดการที่มีประสิทธิภาพและดำเนินการภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ

อ่านต่อ »
Booth nutrition and mental health-SAKID

WORKSHOP Booth nutrition and mental health

วันที่ 13 ธันวาคม  2567 SAKID ได้ร่วมกิจกรรมออกบูธนักกำหนดอาหารและจิตวิทยา ที่บริษัทLumentum โดยจะมีกิจกรรมให้ความรู้โภชนาการโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพผ่านให้พนักงานได้เข้ามาร่วมสนุกระหว่างพักกลางวันโดยจะมีเกมบิงโกเรื่องอาหารสุขภาพดีและทริคเรื่องอาหารที่ปรับให้สุขภาพดี เกมทายแคลอรีอาหารที่จะให้ความรูเรื่องการเลือกอาหารประเภทต่างๆโดยไม่ต้องคำนวนแคลอรี โดยผู้ชนะจะได้รับของที่ระลึกจากบูธไปนอกจากนี้ยังได้ความรู้เรื่องโภชนาการอาหารผ่านเกมอีกด้วย ส่วนบูธนักจิตวิทยาจะเป็นการให้ทำแบบประเมินสุขภาพใจ เพื่อให้พนักงานรู้ว่าตัวเองตอนนี้กำลังเผชิญภาวะทางจิตใจหรือไม่พร้อมให้คำแนะนำบริการการปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์ นอกจากนี้ใครที่ได้ทำแบบประเมินยังได้เลือกรับหินสายมูกันไปนอกจากจิตใจที่แข็งแกร่งแล้วหินสายมูก็ช่วยให้พลังใจบวกไปอีกด้วย

อ่านต่อ »
Productivity
URL Copied!

Productivity พื้นฐานของการพัฒนาองค์กรอย่างมีคุณภาพ

คำว่า “Productivity” ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ได้กลายเป็น “Buzzword” หรือคำที่มีคนพูดถึงจำนวนมากไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงล็อกดาวน์ (Lockdown) ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่บริษัทต่าง ๆ ปรับรูปแบบมาเป็นการทำงานแบบ WFH: Work From Home และ Remote Working กันมากขึ้น 

 

การทำงานที่บ้านหรือ WFH มีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องของ Productivity ในการทำงาน เพราะการทำงานที่บ้านอาจมีปัจจัยต่าง ๆ ที่รบกวนการจดจ่อกับงานลงได้ ในช่วงนี้ จึงมักมีบทความที่ให้เกี่ยวกับการทำงานอย่างมีผลิตภาพให้กับเหล่าคนทำงาน จนกลายเป็นเหมือนว่า การทำงานแบบ Productive เป็นความรับผิดชอบของคนทำงานฝ่ายเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทหรือองค์กรก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงานอย่างมีผลิตภาพได้เช่นกัน

 

บทความนี้ จะช่วยมาแจกแจงถึงความหมาย ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อ Producivity และแนวทางที่บริษัทหรือองค์กรสามารถช่วยให้พนักงานทำให้งานได้อย่างเต็มที่และมีผลิตภาพ

 

Productivity จริง ๆ แล้ว หมายถึงอะไร

 

Productivity แปลเป็นภาษาไทยว่า “ผลิตภาพ” หมายถึง ตัวชี้วัดความสำเร็จและในการบริหารและทำงานในระบบการผลิตของอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวชี้วัดที่วัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน เช่น จำนวนชิ้นที่ผลิตได้ต่อระยะเวลา แต่ในปัจจุบัน คำว่า “Productivity” ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย หมายถึง ความสามารถในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือมากกว่าต้นทุนทั้งเวลา วัตถุดิบ และทรัพยากรบุคคลที่ใช้ 

 

ผลิตภาพ (Productivity) กับ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ต่างกันยังไง

 

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “Productivity” หรือ “ผลิตภาพ” ก็มีอีกคำหนึ่งที่ตามมาคู่กันที่อาจเกิดความเข้าใจสับสนหรือคลาดเคลื่อนได้ นั่นคือคำว่า “ประสิทธิภาพ” หรือ “Efficiency” 

 

ลองดูคำนิยามโดยคร่าว ๆ ของทั้งสองคำนี้ ในบริบทการทำงาน

 

1. Efficiency หรือ ประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถในการผลิตหรือการทำงานที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณภาพเกินความมาตรฐาน อาจหมายถึง ได้งานที่ถูกต้องเรียบร้อย สวยงาม มีความประณีตสูง สร้างผลลัพธ์โดดเด่น ใช้กล่าวถึง “คุณภาพ”

 

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานชงกาแฟสามารถชงกาแฟขายได้โดยไม่ผิดพลาด กาแฟมีรสชาติดี ได้มาตรฐานเหมือนกันทั้งหมด เรียกว่า “ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

2. Productivity หรือ ผลิตภาพ หมายถึง ตัวชี้วัดหรือความสามารถในการผลิตหรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาคำนึงถึงด้วย เช่น ความเร็วในการผลิต/ทำงาน การลดต้นทุนการผลิต หรือทำแล้วได้ผลลัพธ์มากกว่ามาตรฐานหรือที่ควรจะได้ เป็นการวัดว่าใช้ต้นทุน (Input) ไปเท่านี้ สามารถสร้างผลลัพธ์ (Output) ออกมาได้มากแค่นั้น

 

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานชงกาแฟหาวิธีปรับปรุงการทำงานและมีเครื่องชงกาแฟสำหรับ 2 แก้ว ที่สามารถชง 2 แก้วพร้อมกันได้ ทำให้สามารถชงกาแฟได้เร็วขึ้น ทำให้ชงกาแฟได้เร็วขึ้น 2 เท่า ด้วยเวลาเท่าเดิม 

 

หากพูดถึงเรื่อง การเพิ่ม Productivity จึงหมายถึง การใช้ต้นทุนหรือ Input เท่าเดิมหรือน้อยลง เพื่อสร้างผลลัพธ์หรือ Output ที่มากกว่าเดิมได้

 

ทำไมองค์กรต่าง ๆ  ถึงอยากเพิ่ม Productivity ในการทำงาน

 

 

การที่บริษัทหรือธุรกิจมี Productivity มากขึ้น นั่นหมายถึง ศักยภาพในการผลิตที่มากขึ้นซึ่งมาพร้อมกับกำไรที่มากขึ้นและต้นทุนที่ลดลง 

 

เมื่อบริษัทสามารถผลิตงานและส่งมอบงานให้กับตลาดหรือลูกค้าได้เร็วขึ้น มีเวลาเพิ่มขึ้นในการทำงานชิ้นต่อไป จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมบริษัทต่าง ๆ ถึง ต้องการให้พนักงานเพิ่ม Productivity ขึ้น

 

ทั้งนี้ การเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของพนักงานที่ต้องปรับปรุงวิธีการทำงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่องค์กรหรือบริษัทก็มีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อม ออกแบบระบบการทำงาน การสร้างแรงจูงใจ และบทบาทอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้คนทำงานสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และมีผลิตภาพ 

 

Productivity ที่มาจากการร่วมมือทั้งพนักงานและองค์กรจะช่วยผลักดันให้คนทำงานมีแรงจูงใจเชิงบวกในการทำงาน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาทักษะความสามารถอีกด้วย การเพิ่มผลิตภาพในองค์กรในรูปแบบนี้จึงถือว่า เป็นการเพิ่ม Productivity ของจริง ที่ให้ประโยชน์ทั้งกับองค์กรและคนทำงาน

 

Employee Satisfaction และ Firm Performance

 

Productivity หรือผลิตภาพในการทำงานสอดคล้องกับเรื่องของความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction) อย่างมีนัยสำคัญ จากบทความวิชาการ Employee Well-being, Productivity, and Firm Performance: Evidence and Case Studies ที่เก็บข้อมูลและทำวิจัยกับพนักงานถึงกว่า 1,882,131 คน จากองค์กรต่าง ๆกว่า 73 ประเทศทั่วโลก ได้ข้อค้นพบว่า

 

บริษัทที่พนักงานมีความพึงพอใจสูงจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพของบริษัท (Firm Performance) ได้แก่ ความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) ผลิตภาพการทำงาน (Employee Productivity) กำไร (Profitability) และอัตราการเปลี่ยนงาน (Staff Turnover)

 

โดยความพึงพอใจในงานวิจัยมาจากแบบสอบถามความคิดเห็นและความรู้สึก ครอบคลุมเรื่องของสุขภาวะของพนักงานทั้งกายและใจ (Employee Well-being) เป็นหลัก 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและประสิทธิภาพ

 

จากข้อค้นพบนี้ บริษัทหรือองค์กรที่ต้องการเพิ่ม Productivity ในการทำงาน จึงมองข้ามไม่ได้ว่า บริษัทมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้คนทำงานมีผลิตภาพการทำงานที่สูงขึ้น 

 

บริษัทที่ต้องการเพิ่ม Productivity จึงต้องใส่ใจกับความพึงพอใจในการทำงานของพวกเขา บริษัทอาจทำแบบสอบถามเรื่องความพึงพอใจและความรู้สึกในแต่ละวัน โดยเครื่องมือที่แนะนำ คือ การใช้ Employee Assistence Program หรือ Health Application ที่คอยสอบถามความรู้สึกในการมาทำงานแต่ละวัน เช่น SAKID Application เพื่อที่บริษัทจะได้รู้ความรู้สึกและสุขภาพของพนักงาน (ที่ส่งผลโดยตรงกับผลิตภาพการทำงาน) เพื่อนำคิดหาวิธีส่งเสริมความพึงพอใจและสุขภาวะที่ดีขึ้นให้กับคนทำงาน

 

4 ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Employee Satisfaction และ Productivity 

 

ปัจจัยสำคัญทั้ง 4 ข้อนี้ คือ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจและผลิตภาพการทำงานของพนักงาน ซึ่งบริษัทและองค์กรสามารถปรับปรุงและส่งเสริมได้

 

1. สภาพแวดล้อมการทำงาน (Work Environment)

 

 

ตัวอย่างออฟฟิศของ Google ที่อัมสเตอร์ดัม, ประเทศเนเธอร์แลนด์

ที่มารูปภาพ archdaily.com

 

ลองนึกจินตนาการดูว่า หากต้องนั่งทำงานในห้องที่อากาศร้อน อากาศไม่ถ่ายเทปลอดโปร่ง มีข้าวของวางระเกะระกะ โต๊ะ-เก้าอี้ที่นั่งทำงานนั่งไม่สบาย บรรยากาศการทำงานมีเสียงโทรศัพท์ดังรบกวนตลอดเวลา สภาพแวดล้อมการทำงานแบบนี้ คงไม่เป็นผลดีต่อการจดจ่อทำงานแน่ บริษัทชั้นนำจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบและตกแต่งออฟฟิศ

 

ยกตัวอย่างเช่น ออฟฟิศของ Google ที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศการทำงานที่โดดเด่น มีความเป็นกันเอง ส่งเสริมการร่วมมือกันและความคิดสร้างสรรค์ ออฟฟิศจึงเต็มไปด้วยสีสันและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ดูสนุกสนาน

 

2. กระบวนการทำงาน (Processes)

 

กระบวนการทำงาน หมายถึงลำดับขั้นตอนในการทำงานงานหนึ่งให้สำเร็จลุล่วง หากวางแผนและลำดับความสำคัญของการทำงานชิ้นย่อย ๆ แต่ละชิ้นได้เป็นอย่างดี ก็จะช่วยลดระยะเวลาในการรอหรือความลังเลในการตัดสินใจลงมือทำ

 

บริษัทหรือองค์กรที่ต้องการมีผลิตภาพการทำงานที่สูงจึงมักหาทางปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะหาและลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น จัดสรรทรัพยากรการทำงานใหม่ เช่น จ้างคนอื่นทำงาน (Outsourcing) ลำดับขั้นตอนใหม่ หรือการทำเทคโนโลยี เช่น Collaboration tools หรือ Productivity tools มาใช้เพื่อให้กระบวนการทำงานทั้งหมดสั้นที่สุดและงานสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

 

3. สุขภาวะที่ดีของพนักงาน (Employee Wellness)

 

สุขภาวะของพนักงานส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกพึงพอใจและผลิตภาพการทำงาน โดยจากงานวิจัย Forrester’s Q3 2022  US Future of Work Survey  พบว่า บริษัทที่พนักงานมีสุขภาพกายและใจที่ดีกว่า มีความรู้สึกและทัศนคติที่ดีต่อการทำงานมากกว่า 2 ถึง 3 เท่า 

 

หากต้องการเพิ่ม Productivity และ Employee Satisfaction บริษัทจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลและส่งเสริมสุขภาพพนักงาน ไม่ว่าจะผ่านนโยบาย สวัสดิการ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่าง ๆ หรือใช้เครื่องมือ/แอปที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ

 

4. วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture)

 

วัฒนธรรมการทำงาน หมายถึง รูปแบบ ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือสิ่งที่ตกลง/เข้าใจว่า อะไรควรทำ ไม่ควรทำ ซึ่งวัฒนธรรมการทำงานที่ดี (Positive Working Culture) เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก วัฒนธรรมการเข้าอกเข้าใจ การส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ (Ownership) ฯลฯ ส่งผลสำคัญต่อทัศนคติและผลิตภาพการทำงานของพนักงาน

 

ถ้าอยากเพิ่ม Productivity ให้องค์กร ทำยังไงได้บ้าง?

 

1. ทบทวนกระบวนการทำงานและปรับปรุง 

 

ทบทวนกระบวนการทำงานว่ามีกระบวนการไหนที่ไม่จำเป็นและควรตัดออก ทบทวนระบบการส่งงาน-ตรวจงาน-ลำดับการอนุมัติ ว่าสามารถลดขั้นตอนไหนลงได้บ้าง ทบทวนลำดับการทำงานต่าง ๆ ว่า งานชิ้นไหนที่ควรทำเสร็จก่อนเพื่อให้งานทั้งโปรเจกต์ไหลลื่น หรือพิจารณาเลือกจ้างคนภายนอก/ผู้เชี่ยวชาญให้ทำงานให้ (Outsourcing) 

 

2. ปรับปรุงวัฒนธรรมการทำงาน 

 

ส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงบวกในการทำงาน เช่น การชื่นชมความทุ่มเทพยายาม ส่งเสริมความเป็นทีม ส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารโดยตรง สร้างวัฒนธรรมการให้ฟีดแบกหรือข้อคิดเห็น ให้โอกาสคนทำงานได้ลองผิดลองถูก ฯลฯ 

 

3. ส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ (Ownership) 

 

การสร้างความรู้สึก “เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ” จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่า สิ่งนี้คือผลงานของเขาที่ต้องรับผิดชอบ ช่วยให้พวกเขาอยากจะทำได้ดี ซึ่งการส่งเสริมความรู้สึกนี้ บริษัทสามารถช่วยส่งเสริมได้ผ่านการแบ่งปันเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ให้อำนาจและอิสระในการทำงาน 

 

4. ปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน 

 

จัดระเบียนสถานที่ทำงานให้ปลอดโปร่งผ่านหลักการ 5 ส. มีแสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเท ปรับอากาศให้ไม่ร้อนหรือหนาว มีมาตรการควบคุมการใช้เสียง รวมไปถึงการจัดที่นั่งทำงานให้ถูกหลักสรีรศาสตร์ โต๊ะทำงานได้ความสูงที่พอดี เลือกใช้เก้าอี้ Ergonomic

 

5. ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ 

 

 

 

SAKID แอป Employee Assistance Program

ส่งเสริมสุขภาพพนักงานด้วย SAKID
แอป Employee Assistance Program

 

บริษัทส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพกายและใจที่ดี ผ่านนโยบายของบริษัท การออกแบบสวัสดิการพนักงานที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น สิทธิตรวจสุขภาพประจำปี มีประกันสุขภาพ ออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพภายในองค์กร หรือสวัสดิการที่ช่วยให้พนักงานดูแลตัวเองได้ดีขึ้นอย่าง SAKID แอปส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงานที่คอย “สะกิด” ให้พนักงานหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ พร้อมกับมีนักจิตวิทยา นักควบคุมอาหาร และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่พนักงานสามารถทักไปขอคำแนะนำส่วนตัวได้อีกด้วย (ดูฟีเจอร์ทั้งหมดของ SAKID)

 

6. เทรนนิ่งและการฝึกอบรม เสริมความรู้การทำงาน

 

การเพิ่มทักษะให้กับคนทำงานเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่ม Productivity ในการทำงานได้ บริษัทสามารถส่งเสริมให้พัฒนาทักษะความสามารถได้ผ่านการจัดการอบรวมหรือเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึง การมีงบประมาณอบรม (Training Budget) สำหรับให้พวกเขาไปลงทุนเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่พวกเขาสนใจ เมื่อคนทำงานได้เทคนิคหรือวิธีการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ก็ย่อมนำมาซึ่งผลิตภาพการทำงานที่สูงขึ้น

 

7. นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

 

Asana

 

วางแผนและมอบหมายงานผ่าน Productivity Tool อย่าง Asana

 

พิจารณาเลือกโปรแกรม เครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถทำงานได้คล่องตัวหรือไหลลื่นยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือสำหรับการสื่อสารอย่าง Slack แทนการใช้ LINE เพราะสามารถส่งและเก็บไฟล์ในระบบได้ตลอด ใช้โปรแกรมวางแผนงานหรือ Productivity Tools อย่าง Asana วางแผนและมอบหมายงานได้สะดวกและชัดเจน หรือเลือกใช้โปรแกรมส่งงานที่สามารถคอมเมนต์หรือส่งให้รีวิวแบบเรียลไทม์ได้ 

 

สรุป 

 

การเพิ่ม Productivity ไม่ใช่แค่เรื่องของพนักงานที่ต้องขวนขวายพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่บริษัท/องค์กรสามารถเอง ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม การมุ่งเพิ่มผลิตภาพการทำงานของบริษัท อาจเป็นผลเสียต่อการทำงานได้ หากไม่ระวังให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้ทำงานให้เสร็จรวดเร็วหรือหนักเกินกว่าปกติ การใช้ระบบการวัดผลลัพธ์ การตั้งเป้าหมายที่สูงเกินความจำเป็นเพื่อผลักดันพนักงาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อาจส่งลบต่อความพึงพอใจและความภาคภูมิใจในภายหลัง 

 

วิธีที่ดีกว่าคือ การส่งเสริมผลิตภาพผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ และการดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานให้มีพลังเต็มเปี่ยมในการทำงาน ซึ่งบริษัทสามารถเริ่มต้นดูแลสุขภาวะอย่างรอบด้านทั้ง อาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ และสังคม ให้พวกเขาได้ ผ่านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ SAKID ที่คอยช่วยสอบถามความรู้สึกและส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน เป็นการส่งเสริม Productivity ผ่านการที่บริษัทใส่ใจดูแลคนทำงาน

บทความที่น่าสนใจ

สลัดโรล Cooking class-SAKID Cover

Cooking class สลัดโรลเพื่อสุขภาพ

Cooking class สลัดโรลเพื่อสุขภาพ

วันที่ 21 มีนาคม 2568  SAKIDได้จัดกิจกรรม Cooking Class  ให้กับพนักงานบริษัทภิรัช โดยนักกำหนดอาหารจะมาให้ความรู้ Health talk สุขภาพอาหารการกินอาหารสำหรับชาวออฟฟิศสั้นๆ ก่อนเริ่มสอนทำอาหาร สลัดโรล จะเริ่มจากการให้ความรู้เรื่องสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ในเมนูหัวใจหลักการทำอาหารเพื่อสุขภาพ การมีแหล่งโปรตีนที่ดี ผักและสมุนไพรต่างๆเพื่อเพิ่มรสชาติในการกินสลัดโรล โดยเมนูจะเป็นสลัดโรลทูน่าและเต้าหู้ ที่สามารถหาซื้อและเตรียมได้อย่างง่ายและเร็วทำกินเองได้ที่บ้านหรือจะทำใส่กล่องมากินเป็นข้าวเช้าก็ได้

อ่านต่อ »

PDCA คืออะไร รู้จักหลักการที่ทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทำงานแล้วเจอแต่ปัญหาซ้ำ ๆ จนบั่นทอนใจ แก้เท่าไหร่ก็ไม่จบเสียที ลองหันมาใช้ PDCA วิธีบริหารจัดการองค์กรที่ช่วยแก้ปัญหาอย่างตรงจุด แล้ว PDCA หมายถึงอะไรบ้าง?

อ่านต่อ »
Mental health talk การจัดการความเครียด-SAKID

Mental Health Talk การจัดการความเครียด

วันที่ 13 ธันวาคม  2567 SAKID ได้ร่วมกิจกรรมออกบูธนักกำหนดอาหารและจิตวิทยา ที่บริษัทLumentum โดยจะมีกิจกรรมให้ความรู้โภชนาการโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพผ่านให้พนักงานได้เข้ามาร่วมสนุกระหว่างพักกลางวันโดยจะมีเกมบิงโกเรื่องอาหารสุขภาพดีและทริคเรื่องอาหารที่ปรับให้สุขภาพดี เกมทายแคลอรีอาหารที่จะให้ความรูเรื่องการเลือกอาหารประเภทต่างๆโดยไม่ต้องคำนวนแคลอรี โดยผู้ชนะจะได้รับของที่ระลึกจากบูธไปนอกจากนี้ยังได้ความรู้เรื่องโภชนาการอาหารผ่านเกมอีกด้วย ส่วนบูธนักจิตวิทยาจะเป็นการให้ทำแบบประเมินสุขภาพใจ เพื่อให้พนักงานรู้ว่าตัวเองตอนนี้กำลังเผชิญภาวะทางจิตใจหรือไม่พร้อมให้คำแนะนำบริการการปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์ นอกจากนี้ใครที่ได้ทำแบบประเมินยังได้เลือกรับหินสายมูกันไปนอกจากจิตใจที่แข็งแกร่งแล้วหินสายมูก็ช่วยให้พลังใจบวกไปอีกด้วย

อ่านต่อ »

แนะนำ สวัสดิการอาหารพนักงาน สำหรับองค์กรที่มีโรงอาหาร

ในหลายองค์กร โรงอาหาร (Canteen) คือหนึ่งในสวัสดิการหลักที่พนักงานใช้ทุกวัน แต่คำว่า สวัสดิการอาหารพนักงาน ไม่ได้หมายถึงแค่การมีข้าวแกงราคาถูกหรืออาหารกลางวันฟรีเท่านั้น หากมองลึกไปกว่านั้น ยังมีรูปแบบสวัสดิการอาหารอื่นๆอีกซึ่งเราจะมาดูกันในบทความนี้ว่า สวัสดิการอาหารแบบไหนจะช่วยให้พนักงานได้สุขภาพกันมากขึ้น

อ่านต่อ »
Cover-Pmat-2023-Sakid

HR tech Thailand 2023

กิจกรรมออกบูธ HR tech Thailand 2023

วันที่ 14-15 มิถุนายน 25656 SAKID  ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพลิเคชั่น “สะกิด” ในงาน HR Tech เพื่อแนะนำให้รู้จักกับแอพว่าใช้ออกแบบกิจกรรมสุขภาพอย่างไร และเปิดให้ทดลองใช้ ฟรี 7 วัน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับองค์กรที่ถ่ายรูปคู่น้องสะกิดลุ้นรับ Workshop นักกำหนดอาหารฟรี 1ชม. ได้ทั้งความรู้สุขภาพและภารกิจสุขภาพดีสนุก ๆ จาก สะกิดกันได้เลย

อ่านต่อ »
Cover-Healthy Canteen-sakid

WORKSHOP Healthy Canteen

กิจกรรม  “อบรม พ่อครัว แม่ครัว ให้ทำอาหารสุขภาพมากขึ้น”

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “อบรม พ่อครัว แม่ครัว ให้ทำอาหารสุขภาพมากขึ้น”

อ่านต่อ »
Happy Workplace
URL Copied!

Happy Workplace สร้างองค์กรอย่างไรให้เต็มไปด้วยความสุข

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็ต้องได้ยินใคร ๆ พูดว่ากำลังเบิร์นเอาต์ให้ได้ยินกันบ่อย ๆ แม้แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ประกาศให้ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” (Burnout Syndrome) เป็นความผิดปกติชนิดหนึ่ง เพื่อสร้างความตระหนักให้คนทั่วไปเห็นความสำคัญมากขึ้น โดยเพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา

 

จากสถานการณ์นี้ภาวะเบิร์นเอาต์จึงไม่ได้เป็นเรื่องเล่น ๆ หรือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้เกิดภาวะเบิร์นเอาต์ได้มากที่สุด

 

หลายออฟฟิศจึงเริ่มมองหาแนวทางปรับเปลี่ยนเพื่อดูแลใจคนทำงานกันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการสร้าง “องค์กรแห่งความสุข” (Happy Workplace) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ริเริ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513 จากองค์กรสุขภาพของประเทศแคนาดา

 

โดยองค์กรแห่งความสุขยึดมั่นในแนวคิดการพัฒนาคนในองค์กรให้มีความสุขผ่านกระบวนการคิด การมอบหมายงาน หรือการร่วมกันออกแบบองค์กรที่ทุกคนมีส่วนร่วม นำไปสู่ความสุขในการทำงาน และก่อให้เกิดศักยภาพในการทำงานตามไปด้วย

 

องค์กรแห่งความสุขนี้จึงอาจเป็นสิ่งที่มาช่วยตอบโจทย์ให้คนทำงานมีความสุขมากขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่รู้สึกเบิร์นเอาต์ไปเสียก่อน

 

ความสุขในการทำงานคืออะไร

 

แต่ก่อนจะไปทำความรู้จักวิธีการสร้างองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) เราอาจจะต้องมาคุยเรื่องความสุขในการทำงานกันเสียก่อน 

 

ความสุขในการทำงาน คือ การที่พนักงานมีความรับรู้ทางอารมณ์ในทางบวกต่อการทำงานที่ตนได้รับมอบหมาย โดยสามารถเกิดขึ้นได้จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การได้รับคำชม หรือความรู้สึกปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจในการทำงาน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ความมั่นคง ความก้าวหน้าในการงานของตนเอง

 

โดยความสุขในการทำงาน จะเกิดขึ้นผ่าน 3 ปัจจัย ได้แก่

 

1. ความสนุกในการทำงาน (Arousal) หมายถึงการทำงานด้วยความรู้สึกสนุก ไม่กดดันหรือวิตกกังวลใด ๆ เกิดความเต็มใจที่จะทำงาน และมีความคิดด้านบวกกับงานที่ได้รับมอบหมาย

 

2. ความพอใจในงาน (Pleasure) หมายถึงการทำงานด้วยความรู้สึกสบายใจ ไม่เกิดความทุกข์ หรือไม่ชอบในงานที่ทำ

 

3. ความอยากในการทำงาน (Self-validation) หมายถึงการทำงานด้วยความกระตือรือร้น เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอยากทำงานให้ดีและลุล่วง

 

 

ทำไมต้องสร้าง Happy Workplace หรือ องค์กรแห่งความสุข

 

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าภาวะเบิร์นเอาต์กลายเป็นปัญหาสำคัญของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งภาวะเบิร์นเอาต์นำไปสู่ปัญหาอีกหลากหลายอย่าง ในทางปัจเจกเอง คนทำงานย่อมรู้สึกไม่มีความสุข วิตกกังวล เครียด หรือแม้แต่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ในทางองค์กรเองก็จะส่งผลให้ศักยภาพของพนักงานลดลง อาจเกิดการขาด ลา มาสายมากยิ่งขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของที่ทำงานถดถอย การมีส่วนร่วมของคนในองค์กรก็ลดลง ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบอีกหลากหลายอย่าง 

 

ดังนั้น ภาวะเบิร์นเอาต์จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้จากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ส่งเสริมให้คนทำงานได้รับความสุข โดยอาจลองปรับใช้แนวคิด Happy Workplace หรือ องค์กรแห่งความสุข ซึ่งจะช่วยให้คนทำงานรู้สึกดีกับสถานที่ทำงาน ลดการทำงานผิดพลาด หรือการไม่มีส่วนร่วมในการทำงาน และส่งผลให้ทำงานได้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นด้วยความรู้สึกพึงพอใจ ไม่กดดัน 

 

ความสุขพื้นฐานแปดประการ (Happy 8)

การสร้าง Happy Workplace หรือองค์กรแห่งความสุข อาจลองสำรวจความสุขพื้นฐานแปดประการที่คนทำงานต้องการ เพื่อทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนนโยบายหรือสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับองค์กรต่อไป

 

ความสุขพื้นฐานแปดประการ ได้แก่


1. Happy Body (สุขภาพดี) การมีสุขภาพดีทั้งทางกายและทางใจจะช่วยลดความกังวล และทำให้คนทำงานมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็ม 


2. Happy Heart (น้ำใจงาม) ความมีน้ำใจหรือการใจดีต่อคนรอบข้างจะช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน และได้รับความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ


3. Happy Relax (ผ่อนคลาย) เพราะการทำงานหนักเกินไปทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่าย เกิดความเครียดสะสม ความผ่อนคลายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้เราได้ลองใช้ชีวิตในแง่มุมอื่น ๆ และเติมเต็มความสุข


4. Happy Brain (หาความรู้) ทุกการเรียนรู้ใหม่ ๆ นำไปสู่การเติบโตและภาคภูมิใจ การหาความรู้จึงช่วยเติมเต็มความสุขได้ และยังส่งผลให้การงานก้าวหน้า เสริมความมั่นคงให้ชีวิตไปพร้อม ๆ กัน


5. Happy Soul (ทางสงบ) การสร้างพื้นที่สงบนิ่งในใจช่วยทำให้ความรู้สึกของเรามั่นคงยิ่งขึ้น รับมือกับปัญหาได้ดี และไม่สั่นไหวกับเรื่องร้าย ๆ หรือความกังวล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างเป็นสุข 


6. Happy Family (ครอบครัวดี) การมีครอบครัวที่ดีส่งผลให้เราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกำลังใจให้กัน ส่งต่อความสุขให้กันและกัน และยังทำให้รู้สึกสบายใจกับการมีคนคอยซัพพอร์ต ไม่โดดเดี่ยว นำไปสู่ความมั่นคงทางจิตใจและเป็นสุขในใจ


7. Happy Money (ปลอดหนี้) เพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทำงานมากที่สุด การมีเงิน รู้จักเก็บ รู้จักใช้ ไม่มีหนี้ ก็จะทำให้ไม่มีความกังวล และทำให้เกิดความสบายใจ


8. Happy Society (สังคมดี) เพราะสภาพแวดล้อมส่งผลต่อจิตใจของมนุษย์ การมีสังคมแวดล้อมที่ดี เข้าใจกันและกัน และพร้อมช่วยเหลือกันด้วยความจริงใจ ไม่ตัดสิน จะช่วยให้คนในสังคมรู้สึกเป็นสุขไปพร้อมกัน

 

สัญญาณบ่งบอกว่าองค์กรเป็น Happy Workplace

 

– คนทำงานมีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น คอยให้ความเห็น หรือแสดงไอเดียในการพัฒนาองค์กรให้เติบโต

 

– ทุกคนทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกัน มีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการทำงานและคาดหวังผลลัพธ์ที่จะทำให้องค์กรได้เติบโตไปพร้อมกับคนทำงานหรือทีม

 

– งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีกำลังใจและมีความรู้สึกสนุกกับการทำงาน 

 

– คนทำงานอยู่กับบริษัทยาวนานขึ้น เพราะมองเห็นความสำคัญขององค์กร และเกิดความรักในองค์กรที่ทำงานอยู่

 

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิด Happy Workplace

 

– งานที่ให้ Work-life Balance

 

– งานที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิต

 

– การทำให้คนทำงานมีตัวตนในออฟฟิศ

 

– บรรยากาศการทำงานในทีมที่ดี

 

– การแสดงความชื่นชมกันและกันอย่างจริงใจ

 

– การสร้างเส้นทางการเติบโตในองค์กรอย่างชัดเจน

 

สวัสดิการที่เหมาะสมกับการทำงาน

 

10 เทคนิคสร้าง Happy Workplace ให้เป็นจริง

 

1. ให้รางวัลกับพนักงานที่ทำงานหนัก

 

2. จัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพกายและใจ เช่น SAKID

 

3. ส่งเสริมวัฒนธรรมการชื่นชมผลงานและการทำงาน

 

4. จัดเวิร์กชอป Team Building

 

5. เปิดให้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีลำดับขั้นเจ้านายหรือลูกน้อง

 

6. มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น กำหนดช่วงเวลาทำงานให้มีการพักเบรกที่เหมาะสม

 

7. ชวนกันทำปฏิทินความสุข

 

8. เปิดเพลงคลอเบา ๆ เหมือนนั่งทำงานในคาเฟ่

 

9. เปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าเวิร์กช็อปหรือเรียนรู้ตามความสนใจ

 

10. ออกแบบสวัสดิการที่ดีให้กับพนักงาน

 

สรุป

 

เพราะการทำงานอย่างไม่มีความสุขย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อคนทำงานเอง และต่อองค์กร การสร้างองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) จึงเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่เป็นเทรนด์สำคัญในยุคสมัยนี้ โดยความสุขในการทำงานสามารถแบ่งได้เป็นหลากหลายด้าน ซึ่งองค์สามารถชักชวนคนในองค์กรให้มาร่วมออกแบบองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ของตัวเองได้

 

มากไปกว่านั้นปัจจุบันยังมีตัวช่วยให้คนทำงานเข้าถึงความสุขได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เช่นหากต้องการเข้าถึง Happy Body ตามความสุขพื้นฐาน 8 ประการ ก็มีแพลตฟอร์มจาก SAKID  ที่ช่วยออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพทั้งองค์กรได้ 

 

ตัวอย่างฟีเจอร์น่าสนใจเช่น การบันทึกกิจกรรมประจำวันบนปฎิทินความสุข การรายงานผลสุขภาพรายบุคคล นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์สุขภาพ การกินอาหาร การออกกำลังกายและความสุขส่วนบุคคล พร้อมโค้ชในการดูแล ซึ่งจะทำให้คนทำงานมีความสุขกับสุขภาพกายและใจที่ดีได้เช่นกัน

 

มาร่วมทำให้ความสุขเติบโตในองค์กรไปด้วยกันนะ

 

บทความที่น่าสนใจ

Cover deep relax-SAKID

Meditation and Deep relaxation workshop

กิจกรรม  Workshop “Meditationand Deep relaxation ”

เมื่อวันที่ 29  พฤศจิกายน  2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop “Meditationand Deep relaxation” โดยนักกายภาพบำบัดและนักจัดกระบวนการเรียนรู้สุขภาพที่ให้ความรู้และความเข้าใจโดยการให้ฟังเสียงร่างกายแต่ละจุดเพื่อให้รู้สึกและเป็นการรับฟังร่างกายของเรา เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายเต็มที่อย่างตรงจุด โดยให้เตรียมแก้วน้ำร้อนของตัวเองเพื่อมารับชาดอกไม้นั่งจิบชาร้อมวงเพื่อเปิดประสาทสัมผัสการรับรู้ของร่างกายทั้งรสชาติ กลิ่น  และจินตนาการ การฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลาย พาตัวเองออกจากอารมณ์ต่างๆ และหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น การรักตัวเองให้มากขึ้น การคิดให้กำลังใจเชิงบวก

อ่านต่อ »
Cover kimbab-Sakid

WORKSHOP คิมบับสุขภาพ

กิจกรรม  “Cooking class คิมบับสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Cooking class คิมบับสุขภาพ” โดยคุณอรนันท์ เสถียรสถิตกุล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตเจ้าของ D-Diet อาหารสุขภาพสาธิตเมนูอาหารสไตล์เกาหลี “คิมบับ”พร้อมได้เรียนรู้ส่วนประกอบการทำคิมับทางด้านประโยชน์และสารอาหาร รวมทั้งลงมือลองทำคิมบับเมนูสุขภาพด้วยตัวเอง

อ่านต่อ »
หนังสือจิตวิทยา ปลุกพลัง-SAKID

5 หนังสือจิตวิทยา ปลุกพลังความก้าวหน้าในอาชีพ ที่ต้องมีติดโต๊ะทำงาน

หากคุณเป็นพนักงานออฟฟิศหรือผู้ที่ทำงานในองค์กร ที่รู้สึกติดอยู่ในวังวนเดิม ๆ ไม่มีความก้าวหน้าหรือความสุขในการทำงาน และต้องการหาแรงบันดาลใจเพื่อพัฒนาตนเองให้ทำงานได้อย่างมีความสุขและประสิทธิภาพมากขึ้น บทความนี้มีหนังสือจิตวิทยาดีๆ  5 เล่มจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยปลุกพลังและเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ หนังสือเหล่านี้จะช่วยให้คุณค้นพบตัวเอง ปลดล็อกความคิด และปรับมุมมองใหม่ในการทำงานและการใช้ชีวิต

อ่านต่อ »
ดูแลพนักงานGenZ-SAKID

การดูแลพนักงานเจนใหม่ Gen Z ด้วยแนวทางจิตวิทยา

ในยุคปัจจุบัน พนักงานกลุ่ม Gen Z และ Millennials กลายเป็นกำลังสำคัญขององค์กรทั่วโลก ด้วยความที่ทั้งสองกลุ่มเติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีบทบาทสำคัญ พวกเขามีมุมมองต่อชีวิต การทำงาน และความสำเร็จที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน การจัดการคนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องเข้าใจจิตวิทยาและพฤติกรรมเฉพาะตัวของพวกเขา เพื่อสร้างความผูกพันและดึงศักยภาพออกมาให้ได้มากที่สุด

อ่านต่อ »
Cooking-kabab-SAKID

WORKSHOP Cooking class เคบับ

กิจกรรม  Cooking class เคบับ

วันที่ 6 สิงหาคม  2567 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Cooking class เคบับ ที่บริษัท CBRE โดยพนักงานได้เข้าร่วมจำนวน 40 คน ซึ่งนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและมีทริคการดูแลสุขภาพด้านอาหารสำหรับชาวออฟฟิศให้เล่นเกมสุขภาพพร้อมรับของรางวัลกันอีกด้วย คลาสสอนทำเคบับ จะสอนให้ทุกคนทำซัลซาซอสจากมะเขือเทศสด แทนการใช้ซอสมะเขือเทศ การปรุงวัตถุดิบไก่และผักและการห่อม้วนแรป ทำกินเองอร่อยได้ง่ายๆ ที่บ้าน

อ่านต่อ »
HAPPY FIT-SAKID

WORKSHOP HAPPY FIT กินอยู่อย่างไร ร่างกายฟิต สุขภาพดี

กิจกรรม HAPPY FIT กินอยู่อย่างไร ร่างกายฟิต สุขภาพดี

วันที่ 22 สิงหาคม  2567 SAKID  ได้จัดกิจกรรม HAPPY FIT กินอยู่อย่างไร ร่างกายฟิต สุขภาพดี กับ SAKID ที่บริษัท ทาทาสตีล จำกัด โดยจะมีกิจกรรมการวัดองค์ประกิบร่างกายเพื่อดูสุขภาพโดยรวมของพนักงาน และกิจกรรมWorkshop เกี่ยวกับการเลือกอาหารในชีวิตประจำวันโดยที่พนักงานออฟฟิศสามารถนำไปใช้ได้ การเลือกกินแบบ 2-1-1 เน้นโปรตีนและผัก คาร์โบไฮเดรตในสัดส่วนที่ถูกต้อง เพื่อรักษาการกินที่สมดุลเหมาะกับสภาวะร่างกายของแต่คนให้ร่างกายไม่เจ็บป่วยสร้างสุขภาพดีได้

อ่านต่อ »
จัดโต๊ะทำงาน
URL Copied!

“จัดโต๊ะทำงาน” สร้างสุขในการทำงานง่ายๆ ด้วยความเป็นระเบียบ

ใครบ้างที่เข้าไปจอยกรุ๊ป ‘จัดโต๊ะคอม’ หรือมองหาอุปกรณ์จัดโต๊ะทำงานในแอพลิเคชั่นซื้อของบ่อยๆ 

 

ตั้งแต่เกิดสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 มาก็ส่งผลให้คนได้ลองหันมาทำงานที่บ้านมากขึ้น ถึงขั้นที่หลายคนใช้เวลาที่โต๊ะทำงานนานพอๆ กับนอนบนเตียงด้วยซ้ำ ซึ่งแม้การทำงานที่บ้านน่าจะสะดวกสบายกว่า แต่หลายคนก็เจอปัญหาทำงานได้ไม่นาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือแม้แต่ออฟฟิศซินโดรมที่ตามเรามาจนถึงบ้าน เลยเกิดเป็นเทรนด์ชวนกันจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบไปพร้อมๆ กับกระแส Ergonomics ที่เน้นจัดโต๊ะทำงานให้ถูกตามหลักสรีระ เพื่อให้สุขภาพเราไม่ปวดเมื่อยได้ และยังทำให้จิตใจปลอดโปร่งด้วย

 

โต๊ะทำงานจึงเป็นมากกว่าที่นั่งทำงาน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สามารถทำให้เรามีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กับมีความสุขในการทำงานได้เหมือนกัน ครั้งนี้เราเลยอยากชวนมาดูว่าทำไมเราควรจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบกัน

 

 

เมื่อสภาพแวดล้อมส่งผลต่อการทำงาน

 

เคยไหมที่รู้สึกต้องจัดโต๊ะทำงานหรือห้องนั่งทำงานก่อนเริ่มงานให้เรียบร้อย เป็นระบบระเบียบ ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกขัดใจ หงุดหงิด ไม่มีสมาธิในการทำงาน 

 

จริงๆ นี่ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดกับคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ได้สำรวจและพบว่าถ้าเราทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นระเบียบ มีข้าวของเกะกะนั้น จะส่งผลต่อสมาธิในการทำงานของเรา เพราะจะทำให้เราไม่โฟกัสกับงานตรงหน้า เกิดความสับสนกับสิ่งที่ต้องจัดการ และสุดท้ายอาจนำไปสู่ความเครียดได้ เพราะทุกครั้งที่มีข้าวของไม่เป็นระเบียบ วางไม่ถูกที่ถูกทาง สมองจะประมวลผลว่าสิ่งที่วางไม่เป็นระเบียบคืองานที่ยังทำไม่เสร็จ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง จนทำให้เกิดความลังเล สับสน

 

ดังนั้น หากสภาพแวดล้อมของเรานั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รบกวนสายตา ก็จะส่งผลให้เราทำงานได้อย่างราบรื่น มีสมาธิมากกว่า มากไปกว่านั้นยังทำให้เรารู้สึกสงบจิตสงบใจตามไปด้วย นำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อยจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดีทีเดียว

 

 

กลับสู่ออฟฟิศ โต๊ะทำงานก็ยังสำคัญ

 

แม้ว่าสถานการณ์ COVID-19 จะค่อยๆ เบาบางลง และหลายๆ คนเริ่มกลับไปทำงานในออฟฟิศกันมากขึ้น แต่ทุกคนก็ไม่สามารถขนโต๊ะหรือเก้าอี้ทำงานที่เหมาะสมกับสรีระของตัวเองไปที่ออฟฟิศได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโต๊ะทำงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริงๆ ดังนั้นผู้นำในองค์กรอาจเล็งเห็นความสำคัญในตรงนี้มากขึ้นด้วยการจัดเตรียมเก้าอี้หรือโต๊ะที่เหมาะสม ที่จะเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่ช่วยให้พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

 

ในขณะเดียวกันแม้จะเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศแล้ว สภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็ยังคงสำคัญ การจัดโต๊ะทำงานให้มีสภาพแวดล้อมที่เตรียมพร้อมสู้งาน แบบไม่ให้งานสู้กลับจึงยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่เช่นเดิม ลองปรับเปลี่ยนโต๊ะทำงานของเราให้เข้าที่เข้าทาง ไม่มีกองเอกสารที่รบกวนสายตา เพื่อให้การทำงานของเราลื่นไหลได้ดียิ่งขึ้น หรือจะจัดโต๊ะทำงานให้เหมือนอยู่บ้านเลยก็ยิ่งดี เพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายใจมากขึ้น

 

ซึ่งนอกจากจะชวนกันจัดโต๊ะทำงานของแต่ละคนแล้ว คนในองค์กรอาจชวนกันมาวางแผนออกแบบสภาพแวดล้อมในที่ทำงานแบบภาพรวมไปด้วยกันก็ได้ โดยอาจจะลองใช้โปรแกรมของ SAKID ที่ใส่ใจสุขภาวะคนทำงาน ผ่านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจ เช่น จะออกแบบพื้นที่ทำงานยังไงให้ดีต่อสุขภาพ หรือต้องสร้างสภาพแวดล้อมอย่างไรไม่ให้คนทำงานรู้สึกเครียดจนประสิทธิภาพในการทำงานลดลง โดย SAKID ยังช่วยวัดผลและวิเคราะห์สุขภาวะรายบุคคลที่จะช่วยดูแลคนทำงานได้ตรงจุดมากขึ้นไปด้วย

 

ดังนั้นแม้จะกลับเข้าสู่ออฟฟิศแล้ว แต่สภาพแวดล้อมและการจัดโต๊ะทำงานยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องวางแผนร่วมกัน

 

ความสะอาดของโต๊ะทำงาน สำคัญกว่าที่คิด

 

แต่ก่อนจะกดสั่งสินค้าออนไลน์มาจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อยนั้น อันดับแรกที่ควรทำคือการทำความสะอาดโต๊ะทำงานกันก่อน เชื่อหรือไม่ว่า โต๊ะทำงานส่วนใหญ่สกปรกกว่าฝารองนั่งชักโครกถึง 400 เท่า กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอีกที่ที่เราต้องรีบจัดการ ลองมาเช็กลิสต์วิธีทำความสะอาดโต๊ะทำงานกัน

 

– หยิบอุปกรณ์ที่อยู่บนโต๊ะทั้งหมดออกมา แล้วทำความสะอาดโต๊ะด้วยการปัดฝุ่น ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำยามาเช็ดโต๊ะทุกซอกทุกมุม จากนั้นรอโต๊ะแห้งสนิท ค่อยคัดเลือกอุปกรณ์ที่จำเป็นกลับมาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน

 

– หากล่องหรือชั้นมาช่วยจัดระเบียบให้เป็นหมวดหมู่มากขึ้น เพื่อให้หยิบจับหรือเก็บสิ่งของได้ง่าย และสะดวกในการนำมาใช้ ไม่วางระเกะระกะ

 

– ทำความสะอาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ คีย์บอร์ด หรือ CPU ด้วยผ้าแห้งหรือน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะ ถอดปลั๊กและเก็บสายไฟให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันอันตราย

 

– ทำความสะอาดปากกา ดินสอ หรืออุปกรณ์เครื่องเขียนแต่ละชิ้น เพราะเป็นสิ่งที่เราหยิบใช้ตลอดทั้งวันและมักเป็นสิ่งของที่สะสมแบคทีเรียและเชื้อโรค

 

– ทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ พื้นที่นั่ง และอุปกรณ์อื่นๆ โดยรอบ

 

ประโยชน์ของการจัดโต๊ะทำงาน

 

แน่นอนว่าการจัดโต๊ะทำงานให้น่านั่ง หรือสร้างสภาพแวดล้อมรอบโต๊ะทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น ชวนให้เรารู้สึกอยากนั่งทำงานไปเรื่อยๆ สนุกกับงานได้เพราะไม่มีเรื่องกวนใจ แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะการจัดโต๊ะทำงานยังมีประโยชน์อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น

 

1. เกิดความรู้สึกของการเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ช่วยให้อยากทำงานมากขึ้น กระตุ้นให้รู้สึกสนุกกับการทำงานเพราะพนักงานสามารถออกแบบพื้นที่ทำงานได้เอง

 

2. ทำให้การงานลื่นไหล มี Workflow ซึ่งส่งผลให้เกิดไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดงานได้ไม่สิ้นสุด

 

3. การจัดโต๊ะทำงานที่เหมาะสมจะช่วยในเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมาก โดยจะทำให้ร่างกายไม่ปวดร้าว ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรมได้ง่าย

 

 

จัดโต๊ะทำงานยังไงให้คนทำงานมีความสุข

 

หลังจากเห็นประโยขน์และความสำคัญของการจัดโต๊ะทำงานแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นจัดโต๊ะทำงานอย่างไรดี เรามีทริกเล็กๆ น้อยๆ มาแนะนำกัน

 

– ลองดูแสงสว่างของโต๊ะทำงานว่ามีเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอให้ลองเลือกโคมไฟที่เคลื่อนย้ายสะดวกและสามารถปรับทิศทางได้ง่าย รวมถึงใช้แสงอ่อน เพื่อช่วยให้สบายตาขึ้น

 

– จัดวางคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา ระยะจากจอภาพถึงตาผู้ใช้ควรอยู่ระหว่าง 0.4-0.50 เมตร ส่วนคีย์บอร์ดและเมาส์อยู่ในระดับต่ำลงเล็กน้อย ขณะพิมพ์งานจะได้ไม่ต้องยกไหล่มากเกินไป หรือต่ำจนต้องงอหลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของออฟฟิศซินโดรม

 

– เลือกใช้เก้าอี้ที่เหมาะกับความสูงของโต๊ะทำงาน หากนั่งแล้วเท้าลอย ควรหาที่รองเท้าหนุนให้ระดับเท้างอเป็นธรรมชาติ

 

– หากล่องหรือชั้นสำหรับเก็บเอกสารหรืออุปกรณ์ให้เป็นระเบียบ และแปะป้ายเพื่อบอกว่าว่าแต่ละกล่องหรือแต่ละชั้นเป็นอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบใช้

 

– หากมีสายไฟที่รุงรัง ลองซื้อกล่องเก็บสายไฟมาช่วยพลางสายตา ไม่ให้สายไฟที่ยุ่งเหยิงมารบกวนสายตาได้

 

– เพิ่มต้นไม้หรือดอกไม้มาวางไว้ที่โต๊ะเพื่อให้มีพื้นที่พักสายตา และทำให้โต๊ะดูมีชีวิตชีวาน่านั่งทำงานมากขึ้น

 

สรุป

 

เพราะการจัดโต๊ะทำงานมีความสำคัญพอๆ กับการทำงาน หากเราจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ ก็จะช่วยทำให้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น เพิ่มศักยภาพในการทำงาน และช่วยให้ทำงานได้อย่างลื่นไหล ส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพตามไปด้วย 

 

ปัจจุบันมีโปรแกรมที่ช่วยให้คำปรึกษาหรือชวนกันออกแบบสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาวะคนทำงาน เช่น SAKID ที่พร้อมเป็นโค้ชช่วยดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานรายบุคคล ซึ่งการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการทำงานก็เป็นหนึ่งในหนทางที่ทำให้คนทำงานมีสุขภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ SAKID ยังมีระบบติดตามและประเมินผลซึ่งจะช่วยวางแผนให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตได้อย่างตรงจุดไปพร้อมกัน

 

ชวนมาจัดโต๊ะทำงานและทำออฟฟิศให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ และเพิ่มศักยภาพในการทำงานไปพร้อมกัน

บทความที่น่าสนใจ

Sakid thumbnail-MBTI

MBTI ถอดบุคลิกภาพ ไขความสำเร็จในการทำงานร่วมกัน

คุณเคยรู้สึกหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกตรงข้ามกับคุณไหม คุณอาจเป็นคนเปิดเผย ชอบความตื่นเต้น แต่ต้องมาทำงานกับคนเงียบขรึม ชอบทำอะไรคนเดียว บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งและไม่เข้าใจกันได้ ความแตกต่างทางบุคลิกภาพเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เราทำงานร่วมกันไม่ได้ หากเรามีความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน

อ่านต่อ »
Employee Assistance Program ช่วยคุณได้อย่างไร

Employee Assistance Program ยุคใหม่ช่วยอะไรคุณได้บ้าง

Employee Assistance Program คือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่วนรายล้อมตัวพนักงาน ช่วยทำให้ปัญหาต่าง ๆ ของเขาดีขึ้น แต่ดียังไง มาดูกัน

อ่านต่อ »
Happy Workplace

Happy Workplace สร้างองค์กรอย่างไรให้เต็มไปด้วยความสุข

ชวนมาแก้ปัญหาพนักงานเบิร์นเอาต์ด้วย ‘องค์กรแห่งความสุข’ หรือ Happy Workplace ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าเมื่อองค์กรมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานมีความสุข

อ่านต่อ »
smart gold-SAKID

SMART GOAL ตั้งเป้าหมายอย่างไร ให้สำเร็จ

รู้จักหลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART GOAL “ชัด วัดได้ ใกล้ ใช่ และมีละอ้างอิงเวลา”
เริ่มต้นเรื่องสุขภาพ หลายคนอาจมีเป้าหมายว่า อยากลดน้ำหนัก แต่ตั้งไว้แค่นั้น หากไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะทำให้เป้าหมายมีโอกาสสำเร็จได้น้อยลงมาได้  ดังนั้น เราสามารถตั้งเป้าหมายโดยใช้หลัก SMART GOAL ได้นั่นเลย

อ่านต่อ »
15-วิธีสังเกต-SAKID

15 วิธีสังเกตภาวะหมดไฟภายในองค์กร (Burnout Syndrome)

ทุกวันนี้รูปแบบการทำงานที่รวดเร็วและแข่งขันกันสูง ทำให้พนักงานในองค์กรเกิดภาวะหมดไฟเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ลักษณะของภาวะหมดไฟอย่างความเหนื่อยหน่ายเรื้อรัง ความรู้สึกด้านชา เป็นสิ่งที่คอยบั่นทอนและลดประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อทั้งพนักงานและองค์กร

อ่านต่อ »

Performance Management คืออะไร ทำไมองค์กรควรให้ความสำคัญ

Performance Management หรือ การบริหารผลการปฏิบัติงาน คือระบบที่สามารถทำหน้าที่ควบคุม หรือชี้แนะให้พนักงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

อ่านต่อ »
กิจกรรม csr
URL Copied!

“กิจกรรม csr” การทำเพื่อสังคมที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่าที่คุณคิด

การที่ธุรกิจหนึ่งจะสามารถดำรงอยู่และเติบโตได้ ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องพึ่งพาสังคมและทรัพยากรที่มีอยู่บนโลก ธุรกิจที่เติบโตขึ้นจึงมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบและตอบแทนสังคมที่ให้การสนับสนุนและทรัพยากรที่ธุรกิจได้ใช้ไป เป็นที่มาของ กิจกรรม CSR หรือ Corporate Social Responsibility หรือที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า คือ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร

 

กิจกรรม CSR คืออะไร

 

กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ กิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) คือ กิจกรรมที่บริษัทหรือองค์กรจัดขึ้นภายใต้แนวคิดในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถจัดกิจกรรมได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เป็นกิจกรรมทำประโยชน์ให้กับสังคมที่หมายถึงผู้บริโภคที่สนับสนุนธุรกิจและทรัพยากรต่าง ๆ ที่ธุรกิจได้ใช้ 

 

กิจกรรม CSR สามารถจัดได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการปลูกป่าหรือการบริจาคสิ่งของให้กับผู้ยากไร้เท่านั้น กิจกรรม CSR ยังมีหลากหลายระดับที่องค์กรสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ระดับจริยธรรมการดำเนินงานจนถึงกิจกรรมที่มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม 

 

 

ในปัจจุบัน เรารับรู้กันว่า บริษัทใหญ่ ๆ มักจะจัดกิจกรรม CSR หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่เสมอ จนอาจเกิดความเข้าใจว่า กิจกรรม CSR คือ ข้อบังคับของบริษัทขนาดใหญ่ ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับให้องค์กรต่าง ๆ ต้องทำ CSR แต่องค์กรขนาดใหญ่ส่วนมากก็ให้ความสำคัญของการทำ CSR ถือเป็นหนึ่งในหน้าที่หรือถึงขั้นจัดตั้งหน่วยงานในองค์กรสำหรับดูแลเรื่อง CSR โดยเฉพาะ 

 

แล้วเพราะเหตุใดองค์กรหรือธุรกิจถึงต้องให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรม CSR?

 

ทำไมต้องทำ CSR แม้ไม่มีกฎหมายบังคับ

 

แม้ไม่ได้มีข้อบังคับเชิงกฎหมาย แต่การทำ CSR ก็ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติขององค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ และถือว่าเป็นความรับผิดชอบของธุรกิจที่ต้องมีต่อสังคม เพราะการที่ธุรกิจดำรงอยู่และเติบโตขึ้นได้ก็มาจากแรงสนับสนุนของสังคมและจากการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ ไฟฟ้า วัสดุจากธรรมชาติ รวมไปถึงกระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่าง ๆ จากการดำเนินธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ได้

 

แต่นอกเหนือจากความรับผิดชอบที่ยึดถือกันแล้ว กิจกรรม CSR ยังมีประโยชน์ในแง่อื่นอีกด้วย ธุรกิจมักจัดกิจกรรม CSR เพื่อส่งเสริมค่านิยมของบริษัท ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในมุมของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ส่งเสริมหรือสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสนใจ และใช้เป็นปัจจัยในการเลือกสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนแบรนด์/ธุรกิจต่าง ๆ

 

ในขณะเดียวกัน ประโยชน์อีกด้านที่ธุรกิจได้รับจากการจัดกิจกรรม CSR ต่าง ๆ คือ การสร้างทีมและสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) โดยเฉพาะกิจกรรมที่ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมและออกไปทำกิจกรรมด้วยกัน นอกจากนี้ กิจกรรม CSR ยังช่วยทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับองค์กรที่ใส่ใจปัญหาหรือมีค่านิยมที่ตรงกันอีกด้วย

 

4 ระดับของการทำกิจกรรม CSR

 

การทำ CSR ไม่ได้จำกัดรูปแบบอยู่แค่กิจกรรมที่ต้องออกไปทำข้างนอกองค์กรหรือไปช่วยเหลือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งเท่านั้น แต่องค์กรสามารถจัดและทำกิจกรรม CSR ได้ในระดับต่าง ๆ 

 

ระดับของการทำ CSR แบ่งได้เป็น 4 ระดับ ดังต่อไปนี้ 

 

ระดับ 1: ข้อกำหนดตามกฎหมาย (Mandatory Level) หมายถึง การทำ CSR ตั้งแต่ในระดับกฎหมาย ธุรกิจมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายแรงงาน การจ่ายภาษี เป็นต้น 

 

ระดับ 2: ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Elementary Level) หมายถึง การรับผิดชอบต่อสังคมโดยการคำนึงถึงความอยู่รอดและผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทั้งผู้บริโภค พนักงาน ผู้ถือหุ้น ฯลฯ และกำไรที่ได้มาต้องไม่ได้มาจากการเอาเปรียบสังคม

 

ระดับ 3: จรรยาบรรณทางธุรกิจ (Preemptive Level) หมายถึง การประกอบกิจกรรมอย่างมีจรรยาบรรณ ไม่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้บริโภคและสังคม ไม่หาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น ใส่ใจต่อผลกระทบรอบด้านจากการทำธุรกิจ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้ฐานผลิตหรือผู้ที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

ระดับ 4: ความสมัครใจ (Voluntary Level) หมายถึง การจัดกิจกรรม CSR ที่จัดด้วยความสมัครใจ นอกเหนือจากหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เช่น กิจกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ การบริจาคเพื่อการกุศล การสร้างโรงเรียน การส่งเสริมการตระหนักรู้ปัญหาสังคม ฯลฯ 

 

 

กิจกรรม CSR มีอะไรบ้าง? 

 

นอกจากระดับทั้ง 4 ของการทำ CSR แล้ว การทำกิจกรรม CSR ก็สามารถจัดทำได้ในหลายลักษณะ ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ลักษณะด้วยกัน 

 

1. การส่งเสริมประเด็นสังคม (Cause Promotion) หมายถึง การที่ธุรกิจจัดกิจกรรมหรือแคมเปญขึ้นเพื่อส่งเสริมประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในสังคม หรืออาจเป็นการช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์และทรัพยากร เช่น แคมเปญส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในสถานที่ทำงาน การระดมทุนช่วยเหลือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม


2. การตลาดที่เกี่ยวโยงกับประเด็นสังคม (Cause-Related Marketing) หมายถึง การทำการตลาดที่มีส่วนช่วยสังคม การแบ่งส่วนหนึ่งจากยอดขายไปสมทบหรือบริจาคให้กับหน่วยงาน/มูลนิธิต่าง ๆ เช่น การทำฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคม การแบ่งยอดขายให้กับโรงพยาบาล ฯลฯ

 

3. การตลาดเพื่อแก้ปัญหาสังคม (Corporate Social Marketing) หมายถึง กิจกรรมหรือการทำการตลาดของธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นสังคม มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ส่วนใหญ่เห็นออกมาในรูปแบบของแคมเปญการตลาด เช่น โฆษณาที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แคมเปญรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว 


4. การบริจาคเพื่อการกุศล (Corporate Philanthropy) หมายถึง กิจกรรมการบริจาคทั้งทุนทรัพย์และปัจจัยสิ่งของเพื่อช่วยเหลือปัญหาสังคม ทั้งที่มาจากการขอความช่วยเหลือและจากสถานการณ์ เช่น บริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วยโรงมะเร็ง


5. การอาสาช่วยเหลือชุมชน (Community Volunteering) หมายถึง กิจกรรม CSR ที่ธุรกิจชักชวนในพนักงานออกสละเวลาส่วนตัวเพื่อไปช่วยเหลืองานสังคม โดยองค์กรอาจเป็นผู้ริเริ่มทำหรือไปร่วมทำกับหน่วยงานที่ทำอยู่ก่อนแล้ว เช่น กิจกรรมเก็บขยะในสถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรมเก็บขยะในแม่น้ำ กิจกรรมทำแนวกั้นไฟป่า


6. การประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Business Practices) หมายถึง การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนในสังคมและชุมชนแวดล้อม หลีกเลี่ยงการส่งเสริมให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น การใช้วัตถุดิบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม การส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกต่อสังคม


7. การพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตามกำลังซื้อของคนในระดับฐานราก (Developing and Delivering Affordable Products and Services) หมายถึง การดำเนินธุรกิจและออกผลิตภัณฑ์หรือบริการสู่ตลาดในราคาที่ไม่แพง สมเหตุสมผล เหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่ม “ปัจจัย 4” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม 

 

ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดกิจกรรม CSR

 

สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR ที่ต้องการจัดกิจกรรม CSR ในองค์กร เรามีคำแนะนำในการเริ่มต้น 3 ขั้นตอนด้วยกัน 

 

ขั้นที่ 1: แยกแยะผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

 

แยกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจขององค์กรว่ามีใครบ้าง เพื่อให้รู้ว่า การดำเนินกิจกรรมของธุรกิจส่งผลกระทบต่อใครบ้าง ได้แก่ 

 

– ภายในบริษัท ได้แก่ ผู้ถือหุ้น  พนักงาน

 

– ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า ซัพพลายเออร์ คู่แข่ง

 

– ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยอ้อม ได้แก่ ภาครัฐ ชุมชน

 

ขั้นที่ 2: พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ

 

คำนึงถึงผลกระทบและประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ยกตัวอย่างเช่น

 

– พนักงาน: สวัสดิการพนักงาน กฎหมายแรงงาน ความเท่าเทียมทางเพศในสถานที่ทำงาน 

 

– ผู้บริโภค: ความปลอดภัยของสินค้า ราคาและคุณภาพของสินค้าที่เป็นธรรม 

 

– สังคม: ผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่โดยรอบ ประเด็นทางสังคมต่าง ๆ

 

– สิ่งแวดล้อม: ข้อกำหนดต่าง ๆ ทางกฎหมาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ขั้นที่ 3: เลือกทำประเด็นที่จะดำเนินการตามความเหมาะสม 

 

พิจารณาประเด็นที่ธุรกิจอยากส่งเสริม โดยอาจจะพิจารณาที่เหมาะสม เช่น 

 

– ความพร้อมด้านทรัพยากร เช่น ความพร้อมด้านการเงิน ทรัพยากรบุคคล

 

– ค่านิยมที่องค์กรอย่างสนับสนุน เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน

 

– สถานการณ์ทางสังคม เช่น เกิดวิกฤตในสังคมหรือเกิดภัยพิบัติ

 

ตัวอย่างกิจกรรม CSR จากบริษัทชั้นนำ

 

1. น้ำดื่มสิงห์ บริจาคพื้นที่ฉลากข้างขวดเป็นป้ายตามหาคนหาย

 

น้ำดื่มสิงห์ กิจกรรม CSR ตามหาคนหาย

 

บริษัทน้ำดื่มสิงห์ ทำกิจกรรม CSR บริจาคพื้นที่ฉลากเป็นป้ายตามหาเด็กหาย 5 คน ถือเป็นกิจกรรม CSR ประเภทการตลาดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคม สร้างการตระหนักรู้เรื่องคนหายและช่วยกระจายข่าวเด็กหายทั้ง 5 คน

 

ที่มาข่าว: brandbuffet

 

2. King Power สร้างสนามหญ้าเทียม 100 สนาม ให้กับโรงเรียน

 

โครงการ 100 สนามฟุตบอล King Power

 

King Power จัด “โครงการ 100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” สร้างสนามฟุตบอลให้กับโรงเรียนและชุมชนที่ขาดแคลน 100 แห่ง เพื่อเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้ฝึกซ้อม พร้อมสานฝันเยาวชนที่อยากเป็นนักเตะอาชีพโดยการส่งนักเตะเยาวชนไทยไปเข้าอะคาเดมีไกลถึงเมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

 

ที่มาข่าว: marketingoops

 

3. ห้างสรรพสินค้า Lotus สร้างจุดรับบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล

 

ตู้รับคือพลาสติก

 

ห้างสรรพสินค้า Lotus ที่มีสาขาทั่วประเทศ จัดกิจกรรม CSR สร้างจุดรับบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล ทั้งขวดพลาสติก กล่องกระดาษ และพลาสติกชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยลดการกลบฝังขยะ ลดขยะที่ไม่จำเป็น และนำพลาสติกไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล ถือเป็นการทำกิจกรรม CSR ร่วมกับชุมชน ที่ทั้งส่งเสริมประเด็นและช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

 

ที่มาข่าว: lotuss

 

4. AirAsia ช่วยโปรโมตธุรกิจรายย่อยตามจังหวัดต่าง ๆ 

 

AirAsia ช่วยโปรโมตธุรกิจรายย่อย

 

สายการบิน AirAsia จัดทำโฆษณาแนะนำโปรโมชัน พร้อมชวนให้ผู้ประกอบการรายย่อยจากจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้แนะนำโปรโมชันหรือเชิญชวนให้คนมาท่องเที่ยว ถือเป็นกิจกรรม CSR ผ่านการทำโฆษณาที่ช่วยส่งเสริมสังคมแบบน่ารัก

 

ที่มาข่าว: AirAsia

 

5. กิจกรรมอาสาอื่น ๆ ที่ทุกองค์กรสามารถทำได้

 

– โครงการปล่อยเต่าคืนสู่บ้าน จากศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล

 

– โครงการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น จากมูลนิธิไทยรักษ์ป่า

 

– โครงการ Read for the blind อ่านหนังสือให้ผู้พิการทางสายตา ร่วมกับมูลนิธิคนตาบอด

 

– โครงการบริจาคเลือดกับสภากาชาด

 

– โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา

 

และกิจกรรม CSR งานอาสาอีกมากมายที่องค์กรสร้างเข้าร่วมได้กับธนาคารจิตอาสา สร้างความเหนียวแน่นให้กับทีมงาน สร้างการมีส่วนร่วมในบริษัท ไปพร้อมกับการช่วยเหลือสังคม

 

สรุปประโยชน์ของการทำ CSR 

 

แนวคิดโดยพื้นฐานของการทำกิจกรรม CSR คือ การที่ธุรกิจรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อให้ทั้งธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน 

 

ประโยชน์สำคัญของการทำ CSR จึงทำไปเพื่อประโยชน์ของสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน บริษัทหรือธุรกิจที่จัดกิจกรรมก็สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคหรือสังคมได้ รวมไปถึงการส่งเสริมค่านิยมหรือ Core Value ที่องค์กรให้ความสำคัญ ตอกย้ำผ่านการทำกิจกรรม CSR 

 

สำหรับประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ก็อย่างเช่น ประโยชน์จากการจัดกิจกรรมที่ทำให้พนักงานมีส่วนร่วมกับองค์กร การสร้างความสุขและความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกับองค์กรของพนักงาน ธุรกิจได้รับการยอมรับจากสังคม เมื่อธุรกิจเกื้อหนุนสังคม สังคมก็จะเต็มใจให้ความสนับสนุน สร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาอาศัยกัน

บทความที่น่าสนใจ

ประเมินผลการทำงานอย่างไร ไม่ให้ลำบากใจ

ประเมินผลการทำงานอย่างไร ไม่ให้ลำบากใจ

เมื่อฤดูประเมินมาถึง…บอสหลายคนอาจรู้สึกว่าการต้องวิจารณ์หรือพูดถึงข้อดีข้อเสียต่อหน้าคนๆ นั้นตรงๆ…เป็นเรื่องน่าอึดอัด  ส่วนในมุมมองของตัวผู้ถูกประเมินเอง  เมื่อต้องมาฟังข้อเสียหรือเรื่องแย่ๆ ของตน…บางคนก็รู้สึกมีอารมณ์  ไม่ว่าจะผิดหวัง เศร้าเสียใจ หรือโกรธ  นั่นทำให้พวกเขาพูดจาหรือแสดงท่าทีปกป้องตนเองในแบบต่างๆ  แถมไม่ใช่แค่ตอนพูดคุยประเมินกันเท่านั้น  หลังจากนั้นบางคนยังอาจแสดงความไม่พอใจหรือต่อต้านองค์กร ตั้งแต่มาทำงานสาย หยุดงาน จนไปถึงแสดงความก้าวร้าว  พลอยทำให้องค์กรและผู้ร่วมงานอึดอัดและเสียหายไปด้วย…เป็นเรื่องน่าลำบากใจใช่ไหม

อ่านต่อ »
WS-แยกไม่ยาก-SAKID

WORKSHOP แยกไม่ยาก

กิจกรรม  “จัดสวนขวด Terrarium”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop “จัดสวนขวด Terrarium”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค โดย Green Terra Station ภายในงานผู้เข้าร่วมได้จัดสวนขวดด้วยตนเอง ได้ทั้งความสนุก และความผ่อนคลาย พร้อมทั้งรับสวนขวดตามแบบฉบับของตนเองกลับไปอีกด้วย  

อ่านต่อ »

กิจกรรม 5ส คืออะไร (เข้าใจง่ายๆ ใน 5 นาที)

กิจกรรม 5ส คือเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการจัดระเบียบและทำให้สามารถใช้พื้นที่ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่แท้จริงนั้นกิจกรรม 5ส คืออะไร มาหาคำตอบไปด้วยกัน

อ่านต่อ »
work life balance คือ

Work Life Balance คืออะไร ทำไมจึงสำคัญกับการทำงานยุคใหม่

Work Life Balance ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนทำงานเท่านั้น เพราะบริษัทเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แล้วบริษัทจะจัดการปัญหานี้อย่างไร? เข้าใจผลกระทบพร้อมไอเดียแก้ปัญหา ที่นี่

อ่านต่อ »
Office syndrome- ฉบับวัยทำงาน-SAKID

รู้เท่าทัน OFFICE SYNDROME ฉบับวัยทำงาน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การทำงานในออฟฟิศกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในสังคม ความสะดวกสบายที่เข้ามาแทนที่ ทำให้เราไม่ได้ปรับเปลี่ยนท่าทาง กลายเป็นต้องทำงานอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ท่าเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานในบริษัท หรือองค์กร

อ่านต่อ »

โรงอาหารยุคใหม่ จาก Clean Food สู่ Green ESG

คำว่า “ESG” กลายเป็นเป้าหมายขององค์กรทั่วโลกและโรงอาหารไม่ควรถูกมองแค่พื้นที่กินข้าวของพนักงาน แต่เป็น “พื้นที่สร้างพฤติกรรมยั่งยืน” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส ESG ในโรงอาหารจึงหมายถึงการออกแบบระบบจัดการอาหารที่คำนึงถึง “สุขภาพพนักงาน” ควบคู่กับ “สิ่งแวดล้อม” เช่น การเลือกวัตถุดิบจากแหล่งยั่งยืน การลดของเสียจากอาหาร (Food Waste) และการจัดการขยะอย่างรับผิดชอบ

อ่านต่อ »
Work from Home
URL Copied!

Work from Home เทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่ทุกบริษัทต้องรู้

ปัจจุบันเรื่องของการ Work form Home ถือเป็นรูปแบบการทำงานที่หลาย ๆ องค์กรและที่ทำงานยอมรับ เป็นความปกติใหม่ ตั้งแต่ตอนที่โลกประสบกับวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องมีการล็อกดาวน์ (Lockdown) 

 

และเมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว พฤติกรรมของคนทำงานก็เปลี่ยน และลาย ๆ องค์กรก็เริ่มชินกับรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home มากขึ้น รวมไปถึงมีการทำสำรวจแล้วพบว่า การ WFH ยังช่วยให้คนทำงานมี Productivity เพิ่มขึ้นถึง 14% อีกด้วย

 

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมการ WFH ถึงเป็นเทรนด์ที่มาแรงสุด ๆ ในกลุ่มบริษัทรุ่นใหม่และสตาร์ตอัป และทุกบริษัทเองก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

 

 

Work From Home คืออะไร

 

Work From Home หรือ WFH  คือ รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศหรือสถานที่ทำงาน แต่ใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อคนทำงานเข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องมือสื่อสาร ระบบอินเทอร์เน็ต และการส่งไฟล์และงานเข้าไว้ในระบบคลาวด์ 

 

รูปแบบการทำงานแบบ Work From Home เริ่มเป็นเทรนด์และถูกใช้อย่างจริงจังไปทั่วโลก เมื่อปี 2020 เมื่อโลกประสบกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้แต่ละประเทศต้องออกมาตรการล้อกดาวน์ (Lockdown) ขอความร่วมมือไม่ให้ออกจากที่อยู่อาศัย ซึ่งรวมการออกไปทำงานข้างนอกบ้านด้วย ด้วยความจำเป็นในข้อนี้ จึงทำให้บริษัทต้องมีมาตรการ WFH ให้คนทำงานจากที่บ้านได้ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อการทำงานด้วยกัน เช่น Zoom, Google Meet, Slack, Drop Box, Asana ฯลฯ

 

ตัวอย่างเครื่องมือ Work From Home

ตัวอย่างเครื่องมือยอดนิยมที่ใช้ในการทำงานแบบ Work From Home

ที่มารูปภาพ blog.businesswire.com

 

และจากการที่คนทำงาน ทำงานในรูปแบบ WFH กันมาแรมปี ทำให้เกิดความเคยชินกับรูปแบบการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน พวกเขาก็สามารถทำงานได้ขอเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต จนเกิดกระแส “Remote Working” และ “Work from Anywhere” ขึ้น 

 

คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตมากขึ้น และเริ่มมองหาที่ทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ เพื่อพวกเขาจะได้ใช้ชีวิตและไปอยู่ในที่ที่ตนชื่นชอบ มองหาสถานที่ทำงานที่ให้ความสำคัญกับ “ผลสำเร็จ” ของงาน มากกว่าการชั่วโมงการทำงานที่เคร่งครัดอย่างแต่ก่อน 

 

ข้อดี-ข้อเสียของการ Work From Home

 

ข้อดีของการ WFH

 

– ลดเวลาเดินทาง ช่วยพนักงานประหยัดค่าเดินทาง

 

– พนักงานมีความสุขมากขึ้น มีเวลาส่วนตัวมากขึ้น

 

– บางคนจดจ่อกับงานได้มากขึ้น Productivity เพิ่มขึ้นถึง 14%

 

– อัตราการลาป่วยลดลง โดยเฉพาะสุขภาพที่ไม่พร้อมสำหรับการเดินทาง

 

– การลาออกลดลง เพราะพนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น มีเวลามากขึ้น

 

– บริษัทสามารถจ้างคนเก่ง ๆ จากที่ไหนก็ได้ หากวางนโยบาย Work From Home อย่างชัดเจน

 

ข้อเสียของการ WFH

 

– คนทำงานอาจเจอกับสิ่งรบกวน สถานที่การทำงานที่บ้านไม่พร้อม

 

– ความเครียดและการทำงานที่มากเกินไป เพราะเส้นแบ่งงาน-ชีวิตหายไป

 

– Productivity ของบริษัทอาจลดลง หากวางระบบหรือนโยบายการทำงานได้ไม่ดี ซึ่งอาจมาจากสถานที่และบรรยากาศการทำงานที่บ้านไม่เอื้ออำนวย เช่น คนที่บ้านเรียก การแชร์พื้นที่ทำกิจกรรมอื่น ๆ ของคนในครอบครัว การรบกวนจากลูก ฯลฯ

 

Work from Home บริษัทควรจัดยังไงให้ ‘เวิร์ก’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การ Work From Home ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่าง ๆ แต่สำหรับข้อเสียแล้ว บริษัทหรือองค์กรสามารถวางมาตรการ วางระบบการทำงานแบบ Remote Working เพื่อลดอุปสรรคและสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีได้ 

 

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จากที่บริษัทมีพนักงานนั่งอยู่ในออฟฟิศด้วยกัน การจะเรียกประชุม การติดตามงาน การปรึกษา จากที่ทำได้ง่าย ๆ เมื่อเป็นการ WFH สิ่งเหล่านี้ ที่เคยทำก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไป ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัทและคนในทีมอาจเกิดความไม่ไว้วางใจการทำงาน เกิดอุปสรรคในการสื่อสาร และการติดตามงาน

 

เมื่อบริษัทต้องการทำ WFH จึงควรตกลงและวางนโยบายบริษัทให้เอื้อกับการทำงานแบบ WFH ด้วย

 

1. มีแผนงานและกระจายภาระงานให้ชัดเจน

 

การ Work From Home เราไม่สามารถทวงถามหรือติดตามงานกันได้ด้วยการเดินไปหาเหมือนการทำงานที่ออฟฟิศ หรือเมื่อมีงานอะไรที่หัวหน้าต้องการมอบหมายแล้วสามารถเดินไปพูดคุยได้ทันที ดังนั้น ในช่วง Work Form Home งานทุกชิ้นควรมีแผนงานที่ชัดเจน อธิบายความรับผิดชอบตั้งแต่ต้น

 

บริษัทควรจัดประชุมแผนงานอย่างสม่ำเสมอและก่อนการมอบหมายงานทุกครั้ง เช่น การประชุมแผนงานประจำสัปดาห์ ประจำเดือน หรือการทำ Check-in เพื่ออัปเดตงานกัน 

 

ตัวอย่าง Kanban Board ของ Asana

ตัวอย่าง Kanban Board ของ Asana ที่ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของงาน

ที่มารูปภาพ asana.com

 

นอกจากนี้ ควรมีตารางแผนงานและไทม์ไลน์ของงานอย่างชัดเจน หรือใช้เครื่องมือจัดการงาน (Productivity Tool) เช่น Asana, Trello, Google Sheet, Monday, Click-up ฯลฯ ในการมอบหมายงาน ติดตามงาน และกำหนดวันส่งงาน (Due Date) ที่ชัดเจน เห็นตรงกัน

 

2. การประชุมและเครื่องมือที่ใช้

 

ทำข้อตกลงในการประชุมและการนัดหมายประชุม เช่น ควรนัดก่อนการประชุมกี่วัน แจ้งผ่านช่องทางไหน กำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการประชุม เช่น Zoom, LINE, Discort, Google Meet ฯลฯ นอกจากนี้ ในทุก ๆ การประชุม โดยเฉพาะการประชุมออนไลน์ ควรจะทำสรุปรายงานการประชุมหรือ Minutes of Meeting ทุกครั้ง โดยสรุปประเด็นที่พูดคุย สิ่งที่ตกลง สิ่งที่ต้องดำเนินการ ใครรับผิดชอบอะไร

 

3. กำหนดวิธีการสื่อสารและเครื่องมือ

เรื่องของการสื่อสารในช่วง Work Form Home เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะเราไม่สามารถเดินไปพูดคุยกันได้ตลอดเวลาเหมือนตอนนั่งทำงานด้วยกันในออฟฟิศ

 

บริษัทหรือทีมงานควรตกลงร่วมกันว่า จะใช้เครื่องมืออะไรในการสื่อสารบ้าง เช่น Slack, LINE, อีเมล, โทรศัพท์ ฯลฯ โดยกำหนดว่าเรื่องไหน ด่วนไม่ด่วน ควรใช้เครื่องมืออะไรในการสื่อสาร ยกตัวอย่างเช่น ส่งงานหรือมอบหมายงานให้ใช้อีเมล พูดคุยทั่วไปให้ใช้ Slack หรือ LINE Group เรื่องด่วนให้ใช้โทรศัพท์

 

และนอกจากเรื่องของเครื่องมือแล้ว ควรกำหนดเวลาในการติดต่อสื่อสาร หรือพูดคุยเรื่องงาน เพื่อรักษาเส้นแบ่งระหว่างการงานและชีวิต เช่น ทุกคนต้องพร้อมสื่อสาร หรือตอบแชทในช่วง 9.00 น. – 18.00 น. ไม่ทักหรือคุยเรื่องงานหลัง 19.00 น.

 

4. กำหนดตำแหน่งและลำดับการส่งงาน รีวิว และอนุมัติ

 

อีกเรื่องที่อาจเป็นปัญหาในการ Work From Home หากไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน นั่นคือ กระบวนการในการอนุมัติและลำดับการส่ง-รีวิวงาน 

 

ควรตกลงกันให้เข้าใจตรงกันว่า งานไหนควรส่งใคร ใครที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เรื่องไหนควรปรึกษาใคร ซึ่งเครื่องมืออย่าง RACI Chart อาจช่วยได้ ด้วยการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ (Role & Responsibility) ให้ชัดเจน เรื่องใดใครต้องรับรู้บ้าง เรื่องไหนต้องปรึกษาใคร 

 

ตัวอย่าง RACI Chart

ตัวอย่าง RACI Chart ในการแบ่งบทบาทและความรับผิดชอบ

https://www.teamgantt.com/blog/raci-chart-definition-tips-and-example

 

นอกจากนี้ ควรกำหนดเครื่องมือสำหรับใช้ส่งงานและรีวิวผลงานเพื่อความสะดวกในการคอมเมนต์ เช่น Google Doc สำหรับคอมเมนต์งานเอกสาร บทความ ฯลฯ 

 

5. การสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรและอื่น ๆ

 

นอกจากเรื่องของการทำงานที่ถือเป็นความท้าทายในการ Work From Home แล้ว ยังมีเรื่องของ Teamwork ความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร หรือการมีส่วนร่วมของพนักงานงาน การทำงานจากคนละที่หรือไม่ค่อยได้เจอกัน ทำให้การสร้างสัมพันธ์ระหว่างทีมงานและการสร้างทีมเป็นเรื่องยากขึ้น 

 

ตัวอย่างการสร้างออฟฟิศเสมือนบน Gather

ตัวอย่างการสร้างออฟฟิศเสมือนบน Gather 

 

บริษัทจะต้องคำนึงว่า จะทำอย่างไรให้พนักงานไม่รู้สึกขาด Connection กัน ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน บริษัทอาจจัดกิจกรรมออนไลน์ร่วมกันตามวาระโอกาสหรือการสร้างห้องพูดคุย อย่าง Gather หรือ Discort ขึ้น หรือมีการเข้าไปเข้าร่วมกิจกรรมในโลกเสมือน เช่น เล่นเกม Animal Crossing ด้วยกัน 

 

รวมไปถึง เรื่องสำคัญอื่น ๆ อย่างเช่น เรื่องการจัดการเอกสารที่จำเป็นจะต้องมีการเซ็น จะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง การส่งเอกสารฉบับจริง หรือเรื่องของสวัสดิการพนักงานที่บริษัทควรจะมีให้ แม้จะพนักงานจะไม่ได้มาทำงานที่ออฟฟิศก็ตาม เช่น การมีโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAP) อย่าง SAKID, การมอบ Gift Voucher แทนสวัสดิการที่ได้ในออฟฟิศ​ ช่วยสร้างกำลังใจ, เงินสนับสนุนค่าไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต ฯลฯ  

 

Work From Home เวิร์กแบบไหนให้สุขภาพกาย-ใจยังดี

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในมุมด้านกลับของ Work From Home  ก็ทำให้เส้นแบ่งเวลาระหว่างชีวิตและการทำงานเลือนราง ส่งผลต่อสุขภาพใจเป็นพิเศษ ทำให้เกิดอาการหมดไฟหรือ Burnout ได้ง่าย ซึ่งเรื่องนี้ ต้องจัดการร่วมกันจาก 2 ฝ่าย ทั้งบริษัทและคนทำงาน 

 

– นโยบายหรือสวัสดิการแบบไหนที่บริษัทควรมีในช่วง WFH ควรอำนวยความสะดวกเรื่องเครื่องมือและโปรแกรมช่วยทำงาน มีอุปกรณ์ให้ รวมไปถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ มีสวัสดิการด้านสุขภาพที่ช่วยดูแลเรื่องจิตใจ เช่น Health Program หรือ Employee Assistance Program ยกตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่มีฟีเจอร์ติดตามความรู้สึกและใช้พูดคุยปรึกษานักจิตวิทยาได้

 

– คนทำงานจะ ‘เวิร์ก’ ยังไงให้ชีวิตไม่เสียสมดุล สร้างบรรยากาศทำงาน จัดที่ทำงาน เปิดเพลง วางแผนการทำงานและจัดตารางเวลาทำงานให้ชัดเจน ขีดเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่และเวลาทำงานกับพื้นที่และเวลาส่วนตัว ต้องมีเวลาพัก ควรตั้งเวลาพัก ยืดเส้นยืดสาย หรือลุกเดิน

 

สรุป

 

Work From Home จะไม่ใช่แค่เพียงเทรนด์รูปแบบการทำงานเท่านั้น แต่จะกลายเป็นความปกติใหม่ เป็นรูปแบบการทำงานหรือสวัสดิการบริษัทที่พนักงานมองหา ซึ่งการ WFH ในมุมของบริษัทก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หรือมีอุปสรรคต่าง ๆ ในการนำนโยบายนี้มาใช้ แต่หากบริษัทวางระบบการทำงานให้ดี ก็สามารถทำให้การทำงานแบบ Work From Home หรือ Remote Working เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพเหมือนหรือเหนือกว่าการทำงานในออฟฟิศได้เช่นกัน

บทความที่น่าสนใจ

Snack Bar จัดอย่างไรให้พนักงานสุขภาพดี

Snack bar สำหรับพนักงาน เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ และ ประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ควรเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น ผลไม้ นม แครกเกอร์ หรือ อาหารที่มีพลังงานน้อย เพื่อช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีด้วยนั่นเอง

อ่านต่อ »
Workshop burnout-SAKID Cover

Workshop Burn out จัดการอย่างไรดี?

Workshop Burnout จัดการอย่างไรดี

วันที่ 4 มีนาคม  2568  SAKID ได้จัดกิจกรรม Workshop ที่บริษัท JTEKT โดยนักจิตวิทยามาร่วมพูคุยและให้ความรู้ เรื่องBurnout ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวแต่จริงๆแล้วอาจจะแฝงอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวและสามารถสร้างผลกระทบกับชีวิตตัวเองและการทำงานด้วย และเพื่อให้พนักงานรู้ว่าตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ไหม แล้ววิธีการจัดการกับความคิดและสิ่งต่างๆที่เข้ามาได้อย่างไร ร่วมกันหาทางอออกสำหรับภาวะ Burnout สามารถจัดการตัวเองอย่างไร ให้การทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างสุขภาพจิตที่ดี

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -7 teamwork

7 วิธีสร้างทีมเวิร์ค(Team building) ให้แข็งแกร่ง พร้อมพิชิตเป้าหมายองค์กร

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางทีมถึงทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น สามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม และบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง คำตอบก็คือพวกเขามีการสร้างทีมเวิร์คที่เข้มแข็งนั่นเอง การมีทีมงานที่แข็งแกร่ง สามัคคี และทำงานร่วมกันได้ดี ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำงานและการเติบโตขององค์กร (Salas et al., 2015)

อ่านต่อ »
MEA-ยานาวา-sakid

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตยานนาวา

กิจกรรม  “Healthy Workshop”

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตยานนาวา ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด ภายในงานได้รับความสนใจจากพนักงานเป็นจำนวนมาก

อ่านต่อ »
มารู้จัก EAP cr-SAKID

มารู้จักกับ EAP:โปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน ให้คำแนะนำส่วนตัว

คุณรู้สึกเครียด กังวล หรือเหนื่อยล้ากับงานอยู่หรือเปล่า? คุณมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์หรือปัญหาส่วนตัวอื่นๆ อยู่หรือไม่? หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ EAP คือคำตอบของคุณ

EAP ย่อมาจาก Employee Assistance Program หรือโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน เป็นโปรแกรมสวัสดิการที่บริษัทมอบให้พนักงาน เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ทั้งเรื่องงาน ความสัมพันธ์ ปัญหาทางการเงิน หรือปัญหาอื่นๆ ในชีวิตส่วนตัว โดยให้บริการผ่านนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่เชี่ยวชาญ

อ่านต่อ »
จัด-Workshop-อย่างไรให้โดนใจ-Cover-Sakid

จัด Workshop อย่างไร ให้โดนใจ

การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นที่สามารถทำได้คือการจัดอบรมเกี่ยวกับสุขภาพในด้านต่างๆการจัดอบรมจะช่วยปูพื้นความรู้การดูแลสุขภาพทั้งด้านกายและจิตให้กับพนักงาน ให้สามารถนำไปใช้ดูแลสุขภาพของตัวเองได้ โดยทีมผู้จัด สามารถเริ่มต้นทำได้

อ่านต่อ »