Well Being
URL Copied!

Well Being คืออะไร สร้างสุขให้พนักงานด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

ตั้งแต่สถานการณ์ COVID-19 เริ่มต้นขึ้น ปัญหาการทำงานของพนักงานในปัจจุบันก็เริ่มเด่นชัดขึ้นให้เห็นภายในองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องปรับตัวกับภาวะวิกฤตดังกล่าว ทั้งชีวิตส่วนตัวของพวกเขา และการงานที่ทำอยู่ Well Being จึงถูกยกขึ้นมาให้กลายเป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่องค์กรจะต้องหาทางออกให้กับพนักงานของตน จากสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบัน

 

Well Being คืออะไร ? หนทางสร้างความสุข ที่ไม่ใช่เพียงแค่สุขภาพร่างกายอีกต่อไป

 

Happy Worker

 

Well Being คือ “สุขภาวะ” ซึ่งหากแปลในด้านความหมายการใช้งาน จะแปลได้ว่าการมีสุขภาวะที่ดีในทุก ๆ ด้านของมนุษย์ ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงสุขภาวะด้านต่าง ๆ ของพนักงานภายในองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกัน เพราะความเครียดจากการทำงานนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่จากการที่ต้องทำงานร่วมกันกับผู้อื่น แต่ยังเป็นทั้งสภาพแวดล้อมที่ทำงาน, สุขภาพร่างกายของเขา, หน้าที่การงานของตัวเอง และการใช้จ่ายเงินของตน

 

ซึ่ง Well Being นี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ “ควรมี” ในองค์กรต่าง ๆ เพราะในงานวิจัยที่ต่างประเทศได้ระบุเอาไว้ว่า เหตุผลจากการลาและขาดงานที่เกิดจากความเครียดในการทำงานนั้น มีสูงถึง 57% ในประเทศอังกฤษ และสูงถึง 83% ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารขององค์กรต่าง ๆ จำเป็นจะต้องหันมาสนใจ

 

ปัจจัยของ Well Being หนทางสร้างความสุข ที่ไม่ใช่เพียงแค่สุขภาพร่างกายอีกต่อไป

 

สุขภาวะทางกาย (Physical Well Being)

 

Physical Well Being คือ สิ่งที่ไม่ได้หมายถึงเพียงสุขภาพร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “พลังชีวิต” ที่มากพอที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหลือในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

 

สุขภาวะทางหน้าที่การงาน (Career Well Being)

 

Career Well Being คือ การรับรู้ถึงคุณค่าในงานที่ตนเองนั้นทำอยู่ ชัดเจนว่าสิ่งทำนั้นทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร รวมไปถึงการมีใจรักในการทำงานที่ตนกำลังทำอยู่ด้วย

 

สุขภาวะทางการเงิน (Financial Well Being)

 

Financial Well Being คือ สุขภาวะทางการเงินที่ไม่ได้หมายถึงการมีรายได้ที่มาก แต่เป็นความมั่นคงต่อรายได้ในระยะยาว และการมีเงินเพียงพอกับรายจ่ายโดยไม่สร้างความเครียดให้กับตนนั่นเอง

 

สุขภาวะทางสังคม (Social Well Being)

 

Teamwork

 

Social Well Being คือ การที่ได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไว้วางใจกันได้ และมีทัศนคติที่ดี ที่ไม่ทำให้ต้องมานั่งระแวง หรือประสาทเสียใส่กัน

 

สุขภาวะทางสภาพแวดล้อม (Community Well Being)


Community Well Being คือ พื้นที่ทำงานที่ปลอดโปร่ง, ไม่แออัด, ถ่ายเทอากาศได้สะดวก รวมไปถึงส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จัดว่าเป็นสุขภาวะทางสภาพแวดล้อมทั้งสิ้น

 

4 หลักการบริหารและสรรค์สร้าง Well Being ภายในองค์กร

 

Well Being Worker

 

หลักการสำคัญในการพัฒนา Well Being ในองค์กรนั้น หลัก ๆ มี 4 หลักการด้วยกัน ที่สามารถนำไปปรับไปใช้กับองค์กรต่าง ๆ โดยทั้ง 4 หลักการนี้มีจุดประสงค์ร่วมกันคือ เพื่อให้องค์กรสามารถจัดสรรทรัพยากรอันมีค่า ที่เรียกว่าสุขภาพของพนักงานได้อย่างดีขึ้น โดยมีดังนี้

 

1. Encourage individuality


ช่วยพนักงานออกแบบโปรแกรมสุขภาวะของตัวเอง ให้เขาได้เลือกทัศนคติ หรือพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และมีความหมายกับตัวเขาในการนำไปปรับใช้ ซึ่งความยืดหยุ่นถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมจากพนักงานให้เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างมาก


2. Inclusive teams are essential to success


มอบอำนาจให้กับพนักงานด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมของการมีส่วนร่วม, การเป็นส่วนหนึ่ง รวมไปถึงการสร้างทีมที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และทำพฤติกรรมสุขภาพร่วมกัน ซึ่งจะช่วยทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นกลายเป็นนิสัยได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเองภายในทีมอีกด้วย


3. Show that wellbeing matters


ให้ Well Being เป็นมากกว่าคำพูด โดยการให้ความสำคัญกับมันในฐานะผลประโยชน์ทางธุรกิจ การที่จะสร้างสุขภาวะให้ประสบความสำเร็จได้ องค์กรต้องเห็นตรงกันตั้งแต่บนสุดลงมา ถึงประโยชน์ของสุขภาวะพนักงานในฐานะทรัพยากรขององค์กร


4. Up the engagement

 


ให้เทคโนโลยีมีส่วนช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ จะเป็นตัวช่วยให้การเพิ่มความสำเร็จกับพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะเทคโนโลยีจะทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน ให้ทุกคนเห็นได้ว่ามีการสนับสนุน Well Being อยู่ แม้เทคโนโลยีจะไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่มันมีส่วนช่วยในการสร้างความเป็นเจ้าของ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานในหัวข้อด้านสุขภาพ


กลยุทธ์ 3 ขั้นตอนในการสร้างวัฒนธรรมที่ช่วยส่งเสริม Well Being ในองค์กร


การจะสร้าง Well Being ขึ้นมาในองค์กรได้นั้น จำเป็นจะต้อง “เริ่มจากคน” เป็นหลัก โดยใช้กลยุทธ์ 3 ขั้นตอนนี้ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริม Well Being จากภายในขึ้นมา ได้แก่


1. อบรมผู้บริหารและผู้จัดการ


โดยอบรมตั้งแต่ระดับสูงไปจนระดับล่าง ในเรื่องของการพัฒนา EQ หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ ให้พัฒนาลูกน้องในเชิงการสร้างแรงจูงใจ การชื่นชม ไม่ใช่การจ้องจับผิด และมีความไว้วางใจมากพอที่จะให้อิสระในการทำงาน ทำให้พนักงานรู้สึกถึงความสามารถตนเองมากขึ้น และมีความรู้สึกของการควบคุมสิ่งที่ตนเองทำ⁣


2. ความยืดหยุ่นในการทำงาน

 

Happy Employee

 

พนักงานหลายคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก หรือ มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู หรืออาจมีภาวะบางอย่างที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และไม่อาจทำงานตามเงื่อนไขเวลาได้อย่างสะดวกสบายนัก ซึ่งเทคโนโลยีนั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนสามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น


องค์กรเองก็ควรปรับตัวให้ความยืดหยุ่นเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งนี่ก็ไม่ได้หมายความถึงการปล่อยปะละเลยพนักงานคนอื่น แต่ใจความหลักก็คือการให้อิสระเพียงพอ ที่พนักงานไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการอยู่กับหน้าจอคอมตลอดเวลา และในเวลาที่จำกัดเท่านั้น⁣


3. ข้อตกลงร่วมเรื่องการสื่อสาร


นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะกับการตอบอีเมลล์ หรือ สื่อสารนอกเวลางาน การที่เราไม่ได้กำหนดเวลาในการตอบอีเมลล์นั้น อาจทำให้เกิดภาวะหมดไฟกับพนักงานภายในองค์กรได้ โดยให้ความรู้สึกถึงความจำเป็นต้องอยู่หน้างาน หรือ ไม่สามารถแบ่งเวลาส่วนตัวออกมาจากเวลางานได้นั่นเอง


การที่หัวหน้า หรือ ผู้บริหารออกแบบนโยบายการทำงานที่มีเวลาที่ควรตอบอีเมลล์ กับเวลาที่ไม่จำเป็นต้องตอบนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และองค์กรหลาย ๆ แห่งเองก็มักจะละเลยกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งหากองค์กรสร้างข้อตกลงที่ชัดเจนแล้ว พนักงานก็จะสามารถแบ่งเวลาพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น และลดความเครียดจากการทำงานลงได้ด้วย⁣


สรุป


ด้วยภาวะ COVID-19 ที่มีในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า การนำ Well Being หรือสุขภาวะนั้นเข้ามาใช้ภายในองค์กรนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสำหรับพนักงานอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจนั้นมีผลเป็นอย่างมากกับประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขา จึงเป็นอีกหนึ่งการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกได้ว่าคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ในระยะยาวให้แก่ตัวองค์กรเป็นอย่างมาก

 

เช่นเดียวกันกับแอปพลิเคชัน SAKID ที่เป็นนวัตกรรมดูแลสุขภาพพนักงานแบบองค์รวมครอบคลุม 4 มิติ ที่ช่วยทำให้ทุกภาคส่วนขององค์กรใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นด้วยระบบสะกิดแก๊ง พร้อมการวิเคราะห์ผลสุขภาพรายบุคคล บนพื้นฐานข้อมูลงานวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงยังสามารถเรียกดูได้ทุกเมื่อจากการจัดเก็บที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์

บทความที่น่าสนใจ

Mental Health ในที่ทำงาน ปัญหาที่องค์กรไม่ควรมองข้าม

mental health หรือสุขภาพจิตของพนักงาน กลายเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพราะไม่เพียงส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน แต่ยังสะท้อนตรงไปยังประสิทธิภาพการทำงาน ผลผลิตของทีม และภาพรวมขององค์กรโดยตรง

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -team

12 กิจกรรม สร้างทีมเวิร์คที่ออฟฟิศ

คุณเคยรู้สึกว่าบรรยากาศในที่ทำงานห่างเหิน ขาดพลังของการร่วมมือร่วมใจกันหรือไม่? ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กร กิจกรรม Team Building คือเครื่องมือที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการทำงานเป็นทีมอย่างราบรื่น

อ่านต่อ »
Cover-Sakid---Healthy-Green-Canteen-01

Healthy Green Canteen โรงอาหารปลอดภัย อร่อย สะอาด สุขภาพดี

Snack bar สำหรับพนักงาน เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ และ ประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ควรเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น ผลไม้ นม แครกเกอร์ หรือ อาหารที่มีพลังงานน้อย เพื่อช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีด้วยนั่นเอง

อ่านต่อ »

โรงอาหารยุคใหม่ จาก Clean Food สู่ Green ESG

คำว่า “ESG” กลายเป็นเป้าหมายขององค์กรทั่วโลกและโรงอาหารไม่ควรถูกมองแค่พื้นที่กินข้าวของพนักงาน แต่เป็น “พื้นที่สร้างพฤติกรรมยั่งยืน” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส ESG ในโรงอาหารจึงหมายถึงการออกแบบระบบจัดการอาหารที่คำนึงถึง “สุขภาพพนักงาน” ควบคู่กับ “สิ่งแวดล้อม” เช่น การเลือกวัตถุดิบจากแหล่งยั่งยืน การลดของเสียจากอาหาร (Food Waste) และการจัดการขยะอย่างรับผิดชอบ

อ่านต่อ »

โลกยุค VUCA เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รับมือทางการเงินอย่างไรดี

ในโลกทุกวันนี้ ท่ามกลางความรวดเร็วในกระแสธารของการแข่งขันเพื่อพัฒนาและก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ทดแทนแรงงานมนุษย์ ความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิศวกรรมแขนงต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการสำรวจแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ นอกโลกใบนี้ ฯลฯ จึงทำให้เกิดความเป็นไปได้ของโลกในอนาคต ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ซับซ้อนยากเกินจะคาดเดาและคาดการณ์อย่างมั่นใจได้ว่า การใช้ชีวิตในอนาคตของเรานั้นจะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันมากแค่ไหน

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail-MBTI

MBTI ถอดบุคลิกภาพ ไขความสำเร็จในการทำงานร่วมกัน

คุณเคยรู้สึกหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกตรงข้ามกับคุณไหม คุณอาจเป็นคนเปิดเผย ชอบความตื่นเต้น แต่ต้องมาทำงานกับคนเงียบขรึม ชอบทำอะไรคนเดียว บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งและไม่เข้าใจกันได้ ความแตกต่างทางบุคลิกภาพเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เราทำงานร่วมกันไม่ได้ หากเรามีความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน

อ่านต่อ »
URL Copied!

สร้างสถานที่ทำงานให้ดีต่อใจด้วย Workplace Wellness Program

สุขภาพของพนักงาน คืออีกหนึ่งส่วนที่ส่งผลต่อกำลังการผลิตขององค์กรอย่างมหาศาล ทั้งในด้านของสุขภาพร่างกายอันเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด และสุขภาพของจิตใจที่เป็นส่วนภายใน การดูแลสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและ HR ไม่ควรมองข้าม ฉะนั้น จึงควรรู้จัก Workplace Wellness Program ที่เป็นที่หนึ่งตัวแปรสำคัญในการดูแลสุขภาพของพนักงานภายในองค์กรว่าคืออะไรกันแน่

 

Workplace Wellness Program โปรแกรมสุขภาพที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของพนักงาน

 

Working

 

Workplace Wellness Program หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า โปรแกรมสุขภาพในที่ทำงาน เป็นโปรแกรมที่มุ่งเน้นในการรักษาสุขภาพด้านต่าง ๆ ของพนักงานภายในองค์กร ซึ่งมีส่วนสำคัญในกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรเพื่อหนุนธุรกิจของตนให้ยั่งยืน และขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

 

ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนั้น มุ่งเน้นไปที่สุขภาพของพนักงานอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่สุขภาพทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่สุขภาพทางจิตใจเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญ รวมไปถึงสุขภาพด้านอื่น ๆ ของพนักงานอย่างครอบคลุม เพราะชีวิตส่วนใหญ่ของพวกเขาในแต่ละสัปดาห์จะอยู่กับงานที่ทำภายในองค์กร จึงไม่แปลกที่จะเกิดปัญหากับสุขภาพในด้านต่าง ๆ นั่นเอง

 

โครงสร้าง 8 มิติของ Workplace Wellness Program

 

1.Emotional Wellness (สุขภาพทางด้านอารมณ์)

 

เป็นการเข้าใจความรู้สึกของตนเอง และจัดการกับความเครียดที่มีของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2.Physical Wellness (สุขภาพทางด้านร่างกาย)

 

เป็นการรักษาสุขภาพร่างกา ยและมองหาการดูแลสุขภาพร่างกายที่จำเป็นต่อตน

 

3.Spiritual Wellness (สุขภาพทางด้านจิตใจ)

 

เป็นการพัฒนาที่ช่วยให้ตนเองสามารถมองหาความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิต

 

4.Intellectual Wellness (สุขภาพทางด้านสติปัญญา)

 

เป็นการเปิดรับกับความคิดใหม่ ๆ และการขยายองค์ความรู้ของตนอย่างต่อเนื่อง

 

 

5.Social Wellness (สุขภาพทางด้านสังคม)

 

เป็นการมีบทบาททางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ และกระทำด้วยความรู้สึกสะดวกใจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายสนับสนุนตนเอง

 

6.Environmental Wellness (สุขภาพทางด้านสิ่งแวดล้อม)

 

เป็นการมีสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดี ปลอดโปร่ง และเป็นมิตรต่อตนเองทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ

 

7.Financial Wellness (สุขภาพทางด้านการเงิน)

 

เป็นการมีสุขภาพทางการเงินที่ดี ด้วยการวางแผน และบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพ ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสอดคล้องกับที่ตนเองต้องการอย่างพอเหมาะ

 

8.Occupation Wellness (สุขภาพทางด้านอาชีพ)

 

เป็นการมีความสุขในอาชีพการทำงาน ด้วยการมีความเข้มแข็งทางจิตใจ สามารถบริหารอารมณ์ ความเครียดตัวเอง และดูแลอารมณ์คนรอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประโยชน์ของ Workplace Wellness Program ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้

 

การทำ Workplace Wellness Program ในแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับหลาย ๆ องค์กร เพราะบางครั้ง อาจจะจำเป็นต้องมีการปรับวัฒนธรรมขององค์กร ให้สอดคล้องกับโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงานที่ต้องการจะใช้ แต่มันก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพื่อพัฒนาองค์กรของเราให้ยั่งยืนยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนนั้นเลยก็คือ

 

1.ช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพของพนักงานภายในองค์กรลงได้

 

2.ช่วยลดอัตราการขาดงานเนื่องจากการเจ็บป่วยของพนักงาน ทั้งที่เกิดจากในการทำงาน และชีวิตประจำวันของเขา

 

3.เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพของพนักงานในการผลิตตัวงานให้กับองค์กร

 

4.ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการชดเชยพนักงานจากการบาดเจ็บ และพิการที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุในการทำงานที่อาจเกิดขึ้น

 

5.เพิ่มความผูกพันและภักดี (Employee Loyalty and Engagement) ให้กับองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่

 

6.เพิ่มความสุขในการทำงานของพนักงานในองค์กรให้มากยิ่งขึ้น

 

อยากทำ Workplace Wellness Program ควรจะวางแผนอย่างไรดี ?

 

 

หากองค์กรจะต้องการทำ Workplace Wellness Program แล้ว จำเป็นจะต้องมีการวางแผนให้ดีเสียก่อนที่จะลงมือทำ จึงจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อวางแผนการทำงาน ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

 

1.ประเมินสุขภาพภายในองค์กร จากข้อมูลผลการตรวจสุขภาพ, การขาดงานหยุดงานเนื่องจากการเจ็บป่วย และสิ่งแวดล้อมภายในที่ทำงานที่อาจมีผลต่อสุขภาพ

 

2.ออกแบบขอบเขตและเป้าหมายของโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงานภายในองค์กร

 

3.จัดทำงบประมาณ และแผนการดำเนินงานสร้างโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงาน

 

4.จัดกิจกรรมและวางแผนสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานที่สามารถปรับปรุงสุขภาพให้ดีขึ้น

 

5.ทำการสื่อสาร และติดตามวัดผล สร้างจนเกิดเป็นวัฒนธรรมสุขภาพภายในองค์กร

 

ตัวอย่างของ Workplace Wellness Program ที่ยอดนิยมทั้งในและต่างประเทศ

 

1.โรงอาหารเพื่อสุขภาพของพนักงาน

 

เป็นโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงานที่เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถให้บริการโรงอาหารภายในสถานที่ทำงานได้ การดูแลสุขภาพโดยการจัดโปรแกรมโรงอาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีการตรวจสอบ และ ดูแลคุณภาพของอาหารที่ผลิตจากแม่ครัวที่ผ่านการอบรมโดยตรงจากนักกำหนดอาหาร จะทำให้พนักงานได้รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการและมีคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วน

https://eatwellconcept.com/workplace-nutrition/healthy-canteen/

2.ศูนย์ออกกำลังกายสำหรับพนักงาน

 

เป็นโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงานที่เรียกได้ว่าเก่าแก่ที่สุดอันหนึ่ง มันคือการสร้างพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายให้แก่พนักงาน เพื่อให้พวกเขาได้ดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้แข็งแรง ซึ่งบางครั้ง อาจจะเป็นการทำสัญญาสถานออกกำลังกายบางแห่ง เพื่อให้พนักงานภายในองค์กรได้เข้าไปใช้บริการก็ได้เช่นเดียวกัน แต่หากทำไม่ได้ ก็สามารถที่จะจัดเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ที่สอนเกี่ยวกับวิธีการขยับร่างกาย รวมถึงการเพิ่มกิจกรรมในที่ทำงาน จากนักกายภาพบำบัดและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่จ้างมาช่วยดูแลพนักงานของตน

 

3.โครงการเลิกบุหรี่

 

เป็นโปรแกรมสุขภาพที่มุ่งเน้นในการรักษาและบำบัดสุขภาพร่างกายและการเงินของพนักงาน เนื่องจากบุหรี่นั้นก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพอย่างเรื้อรัง รวมไปถึงในผู้ที่สูบจนติด และกลายเป็นปัญหาทางด้านการเงิน ซึ่งโครงการนี้จะเป็นการให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลรักษา และบำบัดพนักงานที่มีปัญหาเหล่านั้น ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำเป็นจะต้องเป็นโดยการสมัครใจของพนักงานคนนั้น ๆ

 

4.การขนส่งสาธารณะ

 

เป็นโปรแกรมสุขภาพที่มุ่งเน้นในการช่วยอำนวยความสะดวกในการมาทำงานของพนักงาน เพราะการเดินทางที่ยากลำบากนั้นจะส่งผลกับสุขภาพจิตของพนักงานได้เป็นอย่างมาก การเข้าไปซัพพอร์ตตรงนี้โดยการมีรถรับส่งขององค์กร หรือช่วยในค่าเดินทางที่สามารถทำให้พวกเขาสามารถเดินทางมาทำงานได้เร็ว, สะดวก และง่ายขึ้นจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหมาะสม

 

 

5.อาหารกลางวันและของว่างเพื่อสุขภาพ (Healthy Break)

เป็นโปรแกรมสุขภาพที่มุ่งเน้นในการรักษาสุขภาพร่างกายของพนักงานภายในองค์กรจากอาหารการกิน โดยการจัดการมื้อเที่ยงและของว่างระหว่างการประชุม เพื่อสุขภาพให้กับพนักงานของตนเอง เพราะบางครั้ง พนักงานบางคนที่ต้องการดูแลรักษาสุขภาพเอง ก็ใช่ว่าจะมีเวลามาจัดการเตรียมมื้ออาหารเหล่านั้น โครงการนี้จึงจะเข้ามาดูแลในส่วนนี้ให้กับพวกเขา

 

6.Employee Assistance Program (EAP)

 

เป็นโปรแกรมสุขภาพที่มุ่งเน้นในการรักษาสุขภาพจิตใจของพนักงานภายในองค์กรจากปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต ด้วยการใช้นักจิตวิทยาให้คำปรึกษามืออาชีพมาคอยกำกับดูแล ให้แก่พนักงานที่ต้องการแก้ปัญหาของตน โดยไม่เปิดเผยข้อมูลของพวกเขา ซึ่งโครงการดังกล่าวเอง ในปัจจุบันก็เริ่มเป็นที่นิยมในหลาย ๆ องค์กรแล้วเช่นกัน

 

สรุป

 

Workplace Wellness Program หรือโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงาน เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ระยะยาวที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับองค์กร ซึ่งการดูแลทั้งสุขภาพกายและใจของพนักงานให้ดีนั้น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ผู้บริหารจำเป็นจะต้องนำไปขบคิดให้ถี่ถ้วนนั่นเอง

 

ซึ่งการที่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาคอยดูแลแอปพลิเคชัน SAKID ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเราคือนวัตกรรมดูแลสุขภาพพนักงานแบบองค์รวมครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ อาหาร, ออกกำลังกาย, อารมณ์ และสังคม ที่จะช่วยซัพพอร์ตองค์กรด้วยโปรแกรมที่ออกแบบจากความเชี่ยวชาญของนักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และ นักจิตวิทยา สามารถดูแลสุขภาพของพนักงานอย่างครบครัน และครอบคลุมในทุก ๆ ส่วน เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของพนักงานทุกคนในองค์กร

บทความที่น่าสนใจ

Sakid-ออกแบบสวัสดิการโดนใจพนักงาน

ออกแบบสวัสดิการพนักงานอย่างไร ให้ได้ใจพนักงาน

 เชื่อว่าความต้องการของพนักงานแทบทุกคน จะต้องคาดหวังกับการได้รับผลตอบแทนที่ดี จากความขยันตั้งใจทำงาน โดยเฉพาะการได้รับสวัสดิการที่พึงพอใจ เป็นสิ่งที่ทำให้พนักงานเลือกที่จะทำงานกับบริษัท หรือองค์กรนั้นๆ ต่อไป ดังนั้น การทำงานของแต่ละองค์กร โดยเฉพาะผู้บริหารและ HR จะต้องเลือกวิธีการออกแบบสวัสดิการ ที่ส่งผลดีต่อพนักงาน โดยที่บริษัทไม่ได้เสียผลประโยชน์ไป เรียกว่า Win-Win กันทั้ง 2 ฝ่าย เรามาดูกันว่า ออกแบบสวัสดิการให้พนักงงานอย่างไรดี ถึงจะได้ใจพนักงาน

อ่านต่อ »
Cover kimbab-Sakid

WORKSHOP คิมบับสุขภาพ

กิจกรรม  “Cooking class คิมบับสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “Cooking class คิมบับสุขภาพ” โดยคุณอรนันท์ เสถียรสถิตกุล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตเจ้าของ D-Diet อาหารสุขภาพสาธิตเมนูอาหารสไตล์เกาหลี “คิมบับ”พร้อมได้เรียนรู้ส่วนประกอบการทำคิมับทางด้านประโยชน์และสารอาหาร รวมทั้งลงมือลองทำคิมบับเมนูสุขภาพด้วยตัวเอง

อ่านต่อ »
managing-cover-SAKID

จัดการความเสี่ยง เริ่มต้นที่สุขภาพพนักงาน

 กิจวัตรประจำวันของพนักงานออฟฟิศนอกจากจะนั่งทำงานอย่างยาวนานแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบเจอในองค์กรเมื่อตรวจสุขภาพประจำปี นั่นก็คือ ค่าไขมันสะสมสูงอาจจะเพราะว่าการเลือกกินอาหารที่มีไขมันสูง น้ำหวาน ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่าเกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วงบ่ายๆ เหนื่อยๆ มีความเครียดในที่ทำงานจนต้องหาน้ำหวาน ขนม มากิน ผนวกกับการนั่งทำงานนานๆ ไม่ขยับตัวจนไม่เกิดการเผาผลาญของร่างกายและนี่คือพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ อย่างเช่น อ้วนลงพุง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ ไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน เป็นต้น

อ่านต่อ »

โลกยุค VUCA เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รับมือทางการเงินอย่างไรดี

ในโลกทุกวันนี้ ท่ามกลางความรวดเร็วในกระแสธารของการแข่งขันเพื่อพัฒนาและก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ทดแทนแรงงานมนุษย์ ความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิศวกรรมแขนงต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการสำรวจแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ นอกโลกใบนี้ ฯลฯ จึงทำให้เกิดความเป็นไปได้ของโลกในอนาคต ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ซับซ้อนยากเกินจะคาดเดาและคาดการณ์อย่างมั่นใจได้ว่า การใช้ชีวิตในอนาคตของเรานั้นจะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันมากแค่ไหน

อ่านต่อ »
Cover cooking class เฮลตี้ คิมบับ-SAKID

WORKSHOP Cooking class เฮลตี้ คิมบับ

กิจกรรม Cooking class คิมบับ กับ SAKID
วันที่ 5 มิถุนายน 2568  SAKIDได้จัดกิจกรรม Cooking class คิมบับสุขภาพดีสไตล์เกาหลี  ให้กับพนักงานบริษัทภิรัช โดยนักกำหนดอาหารจะมาให้ความรู้ Health talk สุขภาพอาหารการกินอาหารสำหรับชาวออฟฟิศสั้นๆ แลให้ความรู้และความเข้าใจในการเลือกใช้วัตถุดิบประกอบอาหาร ก่อนเริ่มสอนทำคิมบับสุขภาพดีสไตล์เกาหลี  โดยจะมีการสอนทำคิมบับแบบม้วน ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่และทูน่าที่สามารถทำกินเองได้ง่ายๆจากที่บ้าน ซึ่งคิมบับประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่มีปประโยชน์ต่อร่างกาย

อ่านต่อ »
กีฬาสี-จัดได้ง่าย-สร้างทีมได้ด้วย-SAKID

กีฬาสี จัดได้ง่าย สร้างทีมได้ด้วย

  กิจกรรมกีฬาสี หรือ Sport Day นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่หลาย ๆ บริษัทนิยมจัดให้กับพนักงาน เพราะกีฬาสีเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ แม้จะแข่งขันเพื่อผลแพ้ชนะแต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้พนักงานในบริษัทได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากภาระงานของตนเอง

อ่านต่อ »
EAP คืออะไร
URL Copied!

EAP คือ ? รู้จักกับเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือสุขภาพใจพนักงานให้ดียิ่งขึ้น

อิทธิพลจากความเครียดนั้นสร้างภาระให้แก่สุขภาพจิตของพนักงานเป็นอย่างมาก ทั้งความเครียดจากในที่ทำงาน และความเครียดจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ จนกลายเป็นบ่อเกิดของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การมีเครื่องที่สามารถช่วยเหลือสุขภาพจิตให้กับพนักงานได้อย่าง EAP จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้บริหารต้องตระหนัก แต่ EAP คืออะไรกันล่ะ ? เรามาหาคำตอบกัน

 

ทำความรู้จักกับ EAP โปรแกรมช่วยเหลือพนักงานที่สำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน

 

 

Employee Assistance Program หรือ EAP คือ โปรแกรมให้คำปรึกษาแก่พนักงาน ที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลด้านสุขภาพจิตใจแก่พนักงานภายในองค์กร โดยใช้นักจิตวิทยาให้คำปรึกษามืออาชีพมาคอยกำกับดูแล ตัวโปรแกรมนี้มีหลายรูปแบบ ที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมตามความต้องการขององค์กร หรือบริษัทแต่ละแห่ง ซึ่งในแต่ละรูปแบบนั้นจะมีบริการทั้งภายในและภายนอกบริษัท ขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการว่าอยากจะเลือกใช้แบบใด

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EAP คืออะไรบ้าง

 

จะใช้ EAP เมื่อใด

 

ควรใช้ EAP ตั้งแต่ต้น เพราะองค์กรนั้น ไม่ควรปล่อยให้ความเป็นไปได้ในการแก้ไขความขัดแย้งในระยะแรกหลุดมือไป ซึ่งจะช่วยลดสถานการณ์ที่ตึงเครียดของพนักงาน และเพิ่มประสิทธิภาพกับความพึงพอใจให้กับพวกเขาได้ ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการดําเนินงานอย่างต้นทุนการหยุดทํางาน ฯลฯ ก็จะลดลงไปด้วย

 

เพราะ EAP มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันสุขภาพ และเริ่มต้นการจัดการก่อนที่จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ความต้องการหรือปัญหาที่มากเกินไปนําไปสู่ความเครียดทางจิตใจ และทําให้เกิดต้นทุนการหยุดทํางานสําหรับองค์กร 

 

นอกจากนั้น EAP ยังมีประสิทธิภาพในวิกฤติ และกรณีเฉียบพลัน ซึ่งจะช่วยทำให้พนักงานได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็ว และบรรเทาได้อย่างทันท่วงที

 

EAP ช่วยใครได้บ้าง

 

EAP จะเข้ามาช่วยดูแลในด้านสุขภาพจิตใจให้แก่พนักงานในองค์กร ทั้งยังมีการส่งเสริมแนวคิดเชิงป้องกันและยกระดับสภาพการทำงานของพวกเขา รวมไปถึงสร้างความพึงพอใจให้แก่พนักงานในระยะยาว ซึ่งจะช่วยปรับคุณภาพการทำงานให้เหมาะสม และลดอัตราการขาดงานลงได้อีกด้วย

 

ใครสามารถใช้ EAP ได้บ้าง

 

พนักงาน ทำงาน

 

ทุก ๆ คนสามารถใช้งาน EAP ได้ไม่ว่าจะเป็นใครในองค์กร เพื่อส่งเสริมสุขภาพในสถานที่ทํางาน และการขอคำแนะนำเองก็ยังเป็นความลับที่นอกจากตัวพนักงานแล้ว ก็จะไม่มีใครทราบเรื่อง แม้ว่าจะเป็นหัวหน้างานก็ตาม

 

EAP เป็นความลับแค่ไหน

 

เนื่องจากหัวหน้างานไม่ทราบว่าพนักงานมาปรึกษาหรือไม่ และปรึกษาในหัวข้อใด EAP จึงได้รับการยอมรับว่ามีการรักษาความลับให้แก่พนักงานที่มาปรึกษาได้เป็นอย่างดี และการรายงานผลการดําเนินงานจะเป็นแค่ข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของมาตรการที่ใช้ และสามารถระบุพื้นที่ที่มีปัญหาภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ลักษณะการให้บริการของ EAP ณ ปัจจุบัน

 

1. Internal EAP

 

คือ ลักษณะของบริการ EAP ที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์กร ผู้ให้บริการจะเป็นพนักงานประจำขององค์กรที่จ้างมาทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ซึ่งการจัดตั้งหน่วยงานหรือแผนกที่ให้บริการ EAP ขึ้นมาในองค์กรเองในลักษณะนี้ นิยมทำในองค์กรขนาดใหญ่ หรือองค์กรที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายธุรกิจ ที่มีพนักงานภายในองค์กรเป็นจำนวนมาก หรือองค์กรของภาครัฐ 

 

ข้อเสียของการจัดบริการ EAP ในรูปแบบนี้คือมีความยุ่งยาก และมักมีค่าใช้จ่ายตั้งต้นที่สูง เนื่องจากต้องจ้างพนักงานประจำที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยามาให้บริการ แต่มีข้อดี คือ ผู้ให้บริการก็มักจะมีความเข้าอกเข้าใจคนทำงานได้อย่างดี เนื่องจากเป็นพนักงานภายในองค์กรเช่นเดียวกัน 

 

ทำให้จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อทำในองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก รวมถึงมีการเก็บข้อมูลการใช้บริการที่ครบถ้วนไม่สูญหาย และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดี เนื่องจากรู้ปัญหาสภาพภายในองค์กรเป็นอย่างดี 

และสำหรับองค์กรที่มีสหภาพแรงงาน บางครั้งการจัดบริการ EAP จะเป็นโครงการร่วมระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสหภาพ เพื่อหวังให้เป็นความร่วมใจกันระหว่างทั้งสองฝ่าย และเพื่อให้ทางสหภาพช่วยกระตุ้นให้คนทำงานที่มีปัญหามาเข้าใช้บริการ EAP อีกด้วย

 

2. External EAP

 

เป็นบริการ EAP อีกรูปแบบหนึ่งที่พบได้ทั่วไป คือ จะเป็นการให้บริการโดยผู้ให้บริการจากภายนอก (Outsourcing service provider) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา และส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการเอกชน โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบผู้เชี่ยวชาญอิสระ บริษัท หรือสถานพยาบาลก็ได้ 

 

ผู้ให้บริการจะเข้ามาให้คำปรึกษาภายในองค์กรหรือภายนอกองค์กร หรือให้คำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์เป็นครั้ง ๆ ไป ยังรวมไปถึงการให้บริการแบบออนไลน์ ทั้งในแบบแอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ หรือช่องทางการติดต่อทางออนไลน์อื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งผู้ให้บริการเหล่านี้จะสามารถให้การบริการกับองค์กรหลาย ๆ แห่งร่วมกันได้ ทำให้มีแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายในการจัดบริการจะถูกลงกว่าการจัดตั้งบริการ EAP ขึ้นมาเองภายในตัวองค์กร

 

ทีมธุรกิจ

 

บริการ EAP ที่มีรูปแบบเป็นผู้ให้บริการจากภายนอกนี้ จึงเหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีงบประมาณไม่มากนัก หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ไม่อยากรับภาระ หรือไม่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการหน่วยงานทางด้านสุขภาพ และจิตวิทยา 

 

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการรับบริการแบบผู้ให้บริการจากภายนอก คือ หากไม่พอใจสามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการได้ง่าย เนื่องจากมักเป็นการทำสัญญาระหว่างองค์กรกับผู้ให้บริการในระยะสั้น เช่น ต่อสัญญารายปี หรือทุก 2-3 ปี นั่นเอง

 

ถ้าต้องการนำ EAP ไปใช้ในองค์กร จะต้องทำยังไงบ้าง

 

การให้คำปรึกษาพนักงงาน

 

1. ตั้งคณะกรรมการ EAP

 

องค์กรจะต้องทำการจัดตั้งคณะกรรมการ EAP ขึ้นมา เพื่อทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ EAP ตั้งแต่ EAP คืออะไร จุดประสงค์ของการนำ EAP เข้ามาใช้ภายในองค์กร, ข้อมูลของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง, ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการนำ EAP เข้ามาใช้ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

 

2. กำหนดรูปแบบ EAP ที่เหมาะสมสำหรับองค์กร

 

หลังจากที่คณะกรรมการ EAP ศึกษาเกี่ยวกับตัวโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการ EAP จะต้องกำหนดรูปแบบของ EAP ที่จะนำมาใช้ในองค์กรของตน ตามความเหมาะสมกับวัฒนธรรมภายในองค์กร

 

3. สร้างนโยบาย EAP

 

เมื่อกำหนดรูปแบบของ EAP เสร็จสิ้น ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ EAP ให้กับพนักงานอย่างครอบคลุม เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังจากการที่ตัวนโยบายเหล่านั้นไม่รองรับ

 

4. จ้างผู้รับเหมาหรือผู้เชี่ยวชาญ EAP

 

การหาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโปรแกรม EAP ถือเป็นเรื่องสำคัญหลังจากที่วางโครงสร้างต่าง ๆ เบื้องต้นเสร็จสิ้น จำเป็นจะต้องพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัยว่าผู้เชี่ยวชาญหรือ Outsource ที่จะเลือกมาใช้บริการนั้นเหมาะสมกับรูปแบบ EAP ที่องค์กรต้องการหรือไม่อย่างไร

 

5. ประกาศ EAP ให้กับพนักงานภายในองค์กร

 

หลังจากที่เตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว จำเป็นจะต้องประกาศเกี่ยวกับ EAP ให้กับพนักงานทุกคนในองค์กรได้รับทราบ เพื่อที่จะให้พนักงานเหล่านั้นเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของ EAP และเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าวที่ทางอค์กรจัดทำขึ้น

 

6. เทรน HR เกี่ยวกับ EAP

เนื่องจากไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะรู้ว่าตนเองจำเป็นจะต้องใช้ EAP หรือไม่ HR จึงจำเป็นจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระตุ้นพวกเขาเหล่านั้นให้เข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของโปรแกรมดังกล่าว ฉะนั้น การเทรนด์ให้ HR เข้าใจและมองเห็นว่าใครที่จำเป็นจะต้องใช้ EAP จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

7. ตรวจสอบความคืบหน้าของผลลัพธ์การใช้ EAP ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเริ่มใช้งาน EAP ฝ่ายบริหารและ HR จำเป็นจะต้องติดตามผลัพธ์ของพนักงานหลังเริ่มใช้ EAP เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแนวโน้มประสิทธิภาพการทำงาน และผลผลิตที่เปลี่ยนไปหลังจากใช้งาน EAP กับพนักงานภายในองค์กร

 

สรุป

 

ปัญหาสุขภาพจิตของพนักงาน คืออีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารในองค์กรไม่ควรมองข้าม เพราะมันคือปัญหาหลักที่จะทำให้ผลผลิตขององค์กรลดประสิทธิภาพลง การนำ EAP เข้ามาใช้ภายในองค์กรจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นที่จะช่วยป้องกันสิ่งเหล่านั้นไปได้ในอีกหนึ่งทาง เพราะ EAP คือ เครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือสุขภาพจิตพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เหมือนกับแอปพลิเคชัน SAKID ของเรา ที่เป็นนวัตกรรมดูแลสุขภาพพนักงานแบบองค์รวมครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ อาหาร, ออกกำลังกาย, อารมณ์ และสังคม ที่ครบครันทุกส่วนสำคัญสำหรับดูแลพนักงานในองค์กร ซึ่งช่วยลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับพนักงาน ที่เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญขององค์กรได้เป็นอย่างอย่างมากนั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

mental health-ความสุขในที่ทำงาน-SAKID

Mental Health สุขภาพจิตและความสุขในที่ทำงาน

ในยุคปัจจุบัน สุขภาพจิต หรือ Mental Health กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในทุกวงการ โดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพและความสุขของพนักงาน การใส่ใจสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่เพียงช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ยังช่วยลดปัญหาอัตราการลาออกและการขาดงานอีกด้วย

อ่านต่อ »
smart gold-SAKID

SMART GOAL ตั้งเป้าหมายอย่างไร ให้สำเร็จ

รู้จักหลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART GOAL “ชัด วัดได้ ใกล้ ใช่ และมีละอ้างอิงเวลา”
เริ่มต้นเรื่องสุขภาพ หลายคนอาจมีเป้าหมายว่า อยากลดน้ำหนัก แต่ตั้งไว้แค่นั้น หากไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะทำให้เป้าหมายมีโอกาสสำเร็จได้น้อยลงมาได้  ดังนั้น เราสามารถตั้งเป้าหมายโดยใช้หลัก SMART GOAL ได้นั่นเลย

อ่านต่อ »
Sakid-mea-มีนบุรี-Cover

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตมีนบุรี

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตมีนบุรี

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตมีนบุรี ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน

อ่านต่อ »

สุขภาวะองค์กร คืออะไร ช่วยบริษัทได้อย่าไงไร

สุขภาวะองค์กร (Organizational Wellbeing) หมายถึง การที่องค์กรมีระบบและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อสุขภาพของพนักงาน ทั้งทางกาย ใจ สังคม และสิ่งแวดล้อมการทำงาน โดยมุ่งให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านต่อ »
ไขมันพอกตับ-SAKID

ทำอย่างไร เมื่อคนในองค์กรไขมันเกาะตับ

ในปัจจุบัน พนักงานในองค์กรหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงานหนักและการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ในยุคที่การทำงานเต็มไปด้วยความเครียดและความเร่งรีบ ปัญหาสุขภาพของพนักงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ  และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคือ “ไขมันเกาะตับ” ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรได้อย่างมาก

อ่านต่อ »

รีวิว จัด กิจกรรมบริษัท ให้พนักงานสุขภาพดีได้ด้วย SAKID

หนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผล คือการ จัดกิจกรรมบริษัท (Company Activities) ที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพนักงานบริษัทในรูปแบบ Workshop, Challenge หรือ Team Building หากทำอย่างมีระบบ จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดอัตราการขาดงาน และสร้างความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement)

อ่านต่อ »
URL Copied!

Performance Management คืออะไร ทำไมองค์กรควรให้ความสำคัญ

ในปัจจุบัน การวัดผลการปฏิบัติงาน หรือ Performance Measurement อาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ทั้งหลายที่การสื่อสารต่าง ๆ จากฝ่ายบริหารไม่ได้ครอบคลุมไปในทุกภาคส่วน การสร้างระบบที่สามารถทำหน้าที่ควบคุม หรือชี้แนะให้พนักงานทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น หรือนั่นก็คือ Performance Management นั่นเอง

 

Performance Management คืออะไร

 

การบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือ Performance Management คือ เครื่องมือสำหรับการวางแผนร่วมกันภายในทีมเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานของพวกเขา รวมถึงเป็นการกำหนดเป้าหมาย, การวัดผล และความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรฐานในการปฏิบัติงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีมหรือองค์กร

 

Performance Management ที่ดี ควรมีอะไรบ้าง

 

 

1. การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting)

 

เป็นการตกลงและวางจุดประสงค์ภายในระยะเวลาที่กำหนดกันเอาไว้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โดยจะสามารถวัดได้ด้วยเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน ซึ่งพนักงานแต่ละคนจะมีเป้าหมายที่เหมือนหรือต่างกันก็ได้ แต่ควรจะต้องสอดคล้องไปกับเป้าหมายของทีมและบริษัท

 

ตัวอย่างรูปแบบของเป้าหมายที่มักพบเห็นได้บ่อยในองค์กรต่าง ๆ

 

– Job Description Goals : เป้าหมายตามหน้าที่, ขอบเขตหลัก และตำแหน่งของพนักงาน

 

– Project Goals : เป้าหมายที่ตั้งขึ้นตามแต่ละโปรเจค ซึ่งอาจเปลี่ยนไปในทุก ๆ ไตรมาส, ครึ่งปี หรือหนึ่งปี

 

– Behavioral Goals : เป้าหมายที่ตั้งขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือวิธีการที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จผล โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่ต้องการความต่อเนื่องในระยะยาว เช่น การสร้างวัฒนธรรมในองค์กร เป็นต้น

 

– Stretch Goals : เป้าหมายที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความท้าทายต่อตัวพนักงานเอง เป็นการขยายความรับผิดชอบ, เพิ่มเติมความรู้, ทักษะ และความชำนาญ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร

 

2. การวัดความคืบหน้าของการปฏิบัติงาน (Performance Monitoring)

 

เป็นการวัดความคืบหน้าและผลลัพธ์เป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอหลังจากที่ตั้งเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญเป็นอย่างมากในการทบทวนถึงเป้าหมาย และวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในระยะยาว

 

ตัวอย่างหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการวัดความคืบหน้าของการปฏิบัติงาน

 

– การให้ Feedback อย่างมีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานรู้ถึงสิ่งที่ทำได้ดี และสิ่งที่ยังสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก รวมถึงความคาดหวังของหัวหน้างานว่า อยากให้พัฒนาไปอย่างไร

 

– การทำ Coaching กับพนักงาน หรือการทำ OJT (On-the-Job Training) เพื่อสอนงานในส่วนที่พนักงานยังมีประสบการณ์น้อย หรือยังทำได้ไม่ดีนัก

 

– การพิจารณาและทบทวนถึงความเป็นไปได้ของเป้าหมาย รวมถึงทรัพยากรที่ต้องใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม

 

3. การทบทวนผลการปฏิบัติงาน (Performance Review)

 

เป็นการตรวจวัดผลลัพธ์ของเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด องค์กรอาจกำหนดความถี่ของการประชุม Performance Review หรือ Appraisal Meeting ทุก ๆ เดือน, ไตรมาส, ครึ่งปี หรือหนึ่งปี ตามแต่ความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ

 

ซึ่งนอกจากจะช่วยให้หัวหน้างานตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงาน และผลลัพธ์ของพนักงานแต่ละคนได้แล้ว ขั้นตอนนี้ยังสามารถสะท้อนจุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงานแต่ละคน เพื่อวางแผนในการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

 

ตัวอย่างหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนผลการปฏิบัติงาน

 

– การรับฟังอย่างเปิดใจ (Active Listening) เปิดโอกาสให้พนักงานพูดและอธิบายถึงผลลัพธ์ของเป้าหมาย รวมถึงสอบถามถึงอุปสรรคในระหว่างการปฏิบัติงาน

 

– การให้ Feedback อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสิ่งที่หัวหน้างานสังเกตเห็นว่า เป็นจุดแข็งของพนักงาน และความคาดหวังอย่างละเอียด ถึงสิ่งที่อยากจะให้พนักงานพัฒนา หรือทำให้ดียิ่งขึ้น โดยอาจเสนอเป็นการฝึกอบรมถึงหัวข้อที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

 

– วางแผนถึงการพัฒนาและขจัดอุปสรรคให้ได้มากที่สุด โดยการตกลงร่วมกันถึงวิธีการในการปฏิบัติในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

 

ความแตกต่างระหว่าง Performance Measurement และ Performance Management คือ

 

การบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือ Performance Management คือแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่ในหมู่ HR และผู้บริหาร จึงมักเกิดคำถามขึ้นมาว่า Performance Measurement (การวัดผลการปฏิบัติงาน) ที่เป็นแนวคิดเดิมนั้น มีความแตกต่างจาก Performance Management (การบริหารผลการปฏิบัติงาน) อย่างไรกันแน่ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น จึงจะเทียบกันเป็นตาราง ดังนี้

Performance Measurement (การวัดผลการปฏิบัติงาน) Performance Management (การบริหารผลการปฏิบัติงาน)
1.ไม่มีการกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
1.กำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงาน ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจน
2.เป็นกระบวนการประเมินผลงานที่มองจากปัจจุบันย้อนไปสู่อดีต เน้นหาข้อบกพร่องมากกว่าข้อดี
2.เป็นกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มองไปใน อนาคต เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติงานของ พนักงานให้บรรลุเป้าหมาย
3.เป็นระบบที่พนักงานปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาฝ่ายเดียว
3.เป็นการร่วมมือกันปฏิบัติงาน
4.บทบาทของผู้บังคับบัญชาจะทำหน้าที่เป็นเหมือน "ผู้พิพากษา"
4.บทบาทของผู้บังคับบัญชาจะทำหน้าที่เป็นเหมือน "ผู้ฝึกสอน"
5.การประเมินผลการปฏิบัติงานในภาคปฏิบัติจะทำเป็นครั้งคราว
5.การบริหารผลการปฏิบัติงานจะกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
6.การประเมินผลการปฏิบัติงานจะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เครียดเกิดข้อโต้แย้ง ไม่ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานเป็นทีม
6.การบริหารผลการปฏิบัติงานจะสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ การมีส่วนร่วม ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานเป็นทีม
7.นำผลลัพท์จากการประเมินผลการปฏิบัติงานไปประยุกต์ใช้เฉพาะกิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์
7.การบริหารผลการปฏิบัติงานมีประโยชน์ต่อการบริหารองค์กรหลายหลาก กว้างขวาง เช่นการบริหารกลยุทธ์การสร้างค่านิยม และวัฒนธรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

 

ทำไมองค์กรยุคใหม่ ควรให้ความสำคัญกับ Performance Management

 

 

สาเหตุที่องค์กรยุคใหม่ ควรให้ความสำคัญกับ Performance Management คือ นั่นเป็นเพราะว่า การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) อย่างครบวงจรในทุกปัจจัยนั้นจะนำไปสู่ผลปฏิบัติงานของพนักงานภายในองค์กรที่ดี ทั้งต่อองค์กรในระยะสั้น และระยะยาว เช่น

 

– การวางแผนปฏิบัติงานให้ตรงกับทิศทางที่ถูกกำหนดมาโดยฝ่ายบริหาร

 

– การติดตามผลและแก้ไขในข้อผิดพลาด หรือจุดติดขัดต่าง ๆ

 

– การประเมินผลงานและพัฒนาตัวผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กร

 

– การวัดความสำเร็จของตัวผลงานเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้

 

– การมอบรางวัล ค่าตอบแทนต่าง ๆ หลังจากที่ผ่านการประเมินผล

 

สรุป

 

 

Performance Management นอกจากจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารผลการปฏิบัติงานได้อย่างใกล้ชิด และมีความต่อเนื่องแล้ว ยังจะช่วยให้ผู้บริหารมีความมั่นใจได้มากขึ้นว่า การปฎิบัติการทั้งหมดของพนักงานภายในองค์กรจะเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้อย่างถูกต้อง และได้ตัวเลขตามที่ต้องการ หรือผลอย่างที่ได้วางแผนเอาไว้ 

 

แน่นอนว่าผลการปฏิบัติงานของพนักงานจะดีได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการดูแลสุขภาพที่ดีควบคู่กันไป แอปพลิเคชัน SAKID ที่เป็นนวัตกรรมดูแลสุขภาพพนักงานแบบองค์รวมครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ อาหาร, ออกกำลังกาย, อารมณ์ และสังคม จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ที่จะช่วยทำให้การดูแลพนักงาน และการวิเคราะห์ของฝ่ายบุคคลนั้นมีประสิทธิภาพต่อการบริหารมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกขั้น

บทความที่น่าสนใจ

mental health-ความสุขในที่ทำงาน-SAKID

Mental Health สุขภาพจิตและความสุขในที่ทำงาน

ในยุคปัจจุบัน สุขภาพจิต หรือ Mental Health กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในทุกวงการ โดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพและความสุขของพนักงาน การใส่ใจสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่เพียงช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ยังช่วยลดปัญหาอัตราการลาออกและการขาดงานอีกด้วย

อ่านต่อ »
Employee Engagement

Employee Engagement เทคนิคสานสัมพันธ์ของพนักงานและองค์กร 

การสานสัมพันธ์ของพนักงานและองค์กร ถือเป็นโจทย์ที่น่าขบคิดอีกหนึ่งอย่างสำหรับ HR และผู้บริหารภายในองค์กร Employee Engagement จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในจุดนี้

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -mental health

7 วิธีดูแลสุขภาพจิตใจพนักงาน เพื่อสร้างความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน

ในโลกของการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน ปัญหาสุขภาพจิตใจของพนักงานกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกองค์กรต้องให้ความสนใจ จากการสำรวจของ WHO พบว่ากว่า 264 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า และอีกกว่า 284 ล้านคนมีความวิตกกังวลผิดปกติ ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตพนักงานแล้ว ยังบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานไปด้วย (World Health Organization, 2022) และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพจิตมีหลายรูปแบบ ได้แก่ ภาวะเครียดเรื้อรัง ความวิตกกังวล ภาวะหมดไฟ โรคซึมเศร้า โดยปัญหาสุขภาพจิตเหล่านี้มีสาเหตุได้หลากหลายด้าน ทั้งจากลักษณะงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การบริหารจัดการ รวมถึงปัญหาส่วนตัว (Pfeffer, 2018)

อ่านต่อ »
โรคที่เกิดจากการทำงาน

10 โรคจากการทำงาน ที่ HR สามารถช่วยป้องกันได้

เพราะพนักงงานคือคนสำคัญที่องค์กรต้องคอยดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ชวนไปดู 10 โรคที่เกิดจากการทำงาน และวิธีการที่แต่ละองค์กรสามารถป้องกันโรคภัยให้กับพนักงานได้

อ่านต่อ »

สร้างความรู้ สุขภาพดีในองค์กร เริ่มจาก เทรนนิ่งพนักงาน

ทำงานที่ไหนไม่เครียดบ้าง แต่อยู่ที่เราจะจัดการความเครียดและชีวิตสุขภาพได้ดีแค่ไหน  การดูแล “สุขภาพพนักงาน” จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป และหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดคือ “การเทรนนิ่งพนักงานด้านสุขภาพ” เพราะการอบรมที่ดีไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มความรู้ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมสุขภาพที่ดีให้กับบริษัท เมื่อพนักงานสุขภาพดี งานก็จะออกมามีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ »
แยกขยะในที่ทำงาน-SAKID

แยกขยะในที่ทำงาน เรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้

ในแต่ละวัน ที่ทำงานของเราสร้างขยะจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยกาแฟ กล่องอาหารกลางวัน กระดาษที่ใช้แล้ว หรือขยะรีไซเคิลอื่น ๆ ถ้าเรารู้จักแยกขยะให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้นทาง ก็สามารถลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ที่ทำงานสะอาดและน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย

อ่านต่อ »