กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก
URL Copied!

เพิ่มสุขภาพที่ดีในบริษัทด้วย “กิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน”

ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินเป็นปัญหาสุขภาพหลักของพนักงานออฟฟิศ เนื่องจากรูปแบบการทำงานที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวและนั่งเป็นหลัก ทำให้พนักงานออฟฟิศมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ความดันโรคหัวใจ ฯลฯ ส่งผลทั้งต่อสุขภาพและการทำงาน

 

บริษัทหรือสถานที่ทำงานสามารถมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการดูแลสุขภาพ จัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักได้ ที่ทำงานคือสถานที่ที่คนใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของวัน ซึ่งประโยชน์สำหรับการช่วยให้พนักงานน้ำหนักลดลงได้ นอกจากพวกเขาจะมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังมีวิจัยจาก Forrester US Future of Work Survey ที่ยืนยันว่า บริษัทที่พนักงานมีสุขภาพดีกว่า มีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าถึง 2-3 เท่า 

 

หากบริษัทของคุณก็ห่วงใยปัญหาสุขภาพของพนักงานเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริษัทที่มีปัญหาพนักงานน้ำหนักเกิน แล้วอยากช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น บทความนี้จะช่วยให้แนวทางกับคุณ

 

กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักที่ยั่งยืนกว่า เป็นแบบไหน

 

กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก หากค้นคว้าบนอินเทอร์เน็ตหรือเปิดหาวิดีโอแนะนำ เราจะเจอกับคำแนะนำและวิธีมากมายในการลดน้ำหนัก ซึ่งหลากหลายกิจกรรมก็มีประสิทธิภาพ แต่ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับการทำมาจัดเป็นกิจกรรมในองค์กร 

 

กิจกรรมอย่างการงดอาหาร (Fasting) วิ่งออกกำลังกายหลังเลิกงาน กินคีโต (Keto) ฯลฯ อาจจัดเป็นกิจกรรมได้ลำบาก เพราะพนักงานแต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตแตกต่างกัน และกิจกรรมข้างต้น ยังไม่ใช่กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้พนักงานสามารถลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน แต่เมื่อจบกิจกรรมไป ก็มีแนวโน้มที่จะน้ำหนักขึ้น 

 

แล้วกิจกรรมแบบไหน จึงจะช่วยให้พนักงานลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน?

 

กลับมาที่ปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เราน้ำหนักมากขึ้นจนเกิดเกณฑ์ คงไม่พ้นเรื่องของ ‘พฤติกรรม’ หรือ ‘นิสัย’ ทั้งการกิน การพักผ่อน การใช้ชีวิต และการออกกำลังกาย เพราะพฤติกรรมหรือนิสัยคือสิ่งที่ติดตัวเราทุกคนไปตลอด แม้ว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมลดน้ำหนักแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่กิจกรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมให้ดีขึ้นได้ ก็มีแนวโน้มสูงที่พวกเขาจะกลับมามีน้ำหนักสูงเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม 

 

ลักษณะของกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและเหมาะทำในองค์กร จึงควรจะมีลักษณะ ดังนี้

 

– เน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ได้ผล มากกว่าผลลัพธ์ภายในกรอบเวลา

 

– เน้นกิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างแรงผลักดันที่ดีจากสังคม (Social Motivation) ให้พนักงานสนุกกับการชักชวนกันดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย

 

– ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เป็นการเข้าร่วม/จำนวนครั้งที่ทำกิจกรรม มากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นเรื่องของรูปร่างหรือน้ำหนักที่ลดได้

 

– ไม่ควรให้กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักเป็นเรื่องบังคับหรือเกี่ยวข้องกับการประเมินงาน

 

– หมั่นชื่นชมและประกาศความสำเร็จจากการได้ลงมือทำหรือชื่นชมความทุ่มเทอย่าง

สม่ำเสมอ 

 

 

แนวทางจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักอย่างไร

 

สำหรับบริษัทที่ต้องการจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก สามารถใช้แนวทางทั้ง 5 ข้อเหล่านี้ ในการจัดกิจกรรมได้

 

1. วางแผนกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก

 

ก่อนจัดกิจกรรมอะไร แน่นอนว่า บริษัทจะต้องวางแผนและกำหนดเป้าหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน ซึ่งกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก แม้ว่าจะเป็นจุดประสงค์ชัดเจน คือ “การลดน้ำหนัก” อยู่แล้ว ก็ยังควรแตกรายละเอียดตัวชี้วัดความสำเร็จออกมาให้ชัดเจนและวัดผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้ลักษณะของกิจกรรมที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน 

 

– วางแผนจัดตั้งโปรแกรมหรือกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก เช่น จำนวนคนเข้าร่วม ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องติดต่อ การวัดผลทำอย่างไรได้บ้าง

 

– กำหนดว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่ให้เข้าร่วม เช่น ออกกำลังกายที่ฟิตเนสในอาคาร วิ่งที่สวนสาธารณะหลังเลิกงาน กิจกรรมเดินนับก้าว ฯลฯ

 

– กำหนดกรอบเวลาโครงการให้ชัดเจน เช่น 30 วัน 60 วัน 90 วัน

 

– กำหนดรางวัลหรือการสร้างแรงจูงใจในการทำกิจกรรม เช่น เงินรางวัล ตั๋วรางวัล (Gift Voucher) 

 

-วางแผนและกำหนดงบประมาณสำหรับจัดกิจกรรม เช่น ค่าตรวจสุขภาพ ค่าดำเนินการ 

 

2. กำหนดตัวชี้วัดที่ใช้นับในกิจกรรม

 

การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (Measurement of Success) สำหรับกิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน ไม่ควรมีแค่เรื่องของจำนวนน้ำหนักที่ลดลงเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ที่เป็นเรื่องเพียงของน้ำหนัก อาจบั่นทอนกำลังใจและความทุ่มเทในการพยายามรักษาสุขภาพของพนักงานได้ นอกจากนี้ น้ำหนักไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่บอกว่า ใครกำลังมีสุขภาพที่ดี แต่ต้องดูไปพร้อมกับตัวชี้วัดสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

 

ตัวอย่างตัวชี้วัดความสำเร็จที่น่าใช้สำหรับกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก

 

– จำนวนการเข้าร่วมกิจกรรม

 

– จำนวนแคเลอรีที่เผาผลาญรวมกันของคนทั้งทีม

 

– จำนวนพฤติกรรมที่ส่งผลดี / คะแนนจากการไม่ทำพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

 

– ระดับคอเลสเตอรอลในเลือด 

 

– เปอร์เซ็นต์ไขมันที่ลดลง

 

สำหรับการวัดผลลัพธ์เหล่านี้ อาจทำได้หลากหลายวิธีและสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวัดผลลัพธ์ได้สะดวก เช่น การใช้ EPA (Employee Personal Assistance), แอปนับจำนวนก้าวเดิน, นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch), การตรวจสุขภาพที่สถานพยาบาล ฯลฯ

 

3. วางแผนการสื่อสารและจัดกิจกรรม

 

หลังจากที่บริษัทมีแผนจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การสื่อสารและชักชวนให้พนักงานเข้าร่วม 

 

ย้ำอีกทีว่า กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักไม่ควรเป็นกิจกรรมบังคับหรือมีผลต่อการทำงาน 

 

สำหรับคำแนะนำที่บริษัทสามารถใช้สื่อสารกับพนักงานงานได้ ได้แก่

 

– สื่อสารให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของกิจกรรมลดน้ำหนัก 

 

– ชักจูงด้วยรางวัลหรือการสร้างแรงจูงใจแทนการออกเป็นมาตรการบังคับ

   

– อธิบายกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถทำหรือเข้าร่วมได้ อธิบายวิธีการติดตามผลและตัวชี้วัดต่าง ๆ

 

– เน้นการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างกำลังใจในการทำกิจกรรมหรือ Challenge แบบทีม

 

– วางแผนการฉลอง รางวัลที่จะได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม เช่น ทุกสัปดาห์จะมีการประกาศยอดการเข้าร่วมกิจกรรม

 

4. การติดตามผลและการประกาศพัฒนาการ

 

ขั้นตอนนี้จะช่วยให้โอกาสดำเนินโครงการสำเร็จสูงขึ้น โดยการติดตามผลจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมมากขึ้นในขณะที่ประกาศผลลัพธ์ที่ทำได้เรื่อย ๆ จะช่วยเสริมกำลังใจและช่วยให้พนักงานที่เข้าร่วมเห็นว่า พวกเขากำลังมีพัฒนาการอย่างไร 

 

– การติดตามผล: เช่น ส่งรูปอาหารที่กิน, แอปติดตามกิจกรรม ฯลฯ จำเป็นต้องมีการอัปเดตและติดตามผลตลอดระยะทางเพื่อให้พนักงานมีแรงกระตุ้นในการดูแลสุขภาพและลดน้ำหนัก และช่วยให้บริษัทเห็นภาพรวมความเปลี่ยนแปลง

 

– การประกาศพัฒนาการ: แจ้งผลพัฒนาการของแต่ละคนหรือกลุ่ม เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีกำลังใจในการลดน้ำหนักต่อ เช่น จำนวนก้าว คะแนนพิเศษสำหรับกลุ่มที่กินอาหารคลีนครบ

 

เรื่องของการติดตามผล หากสามารถทำได้บ่อยโดยที่พนักงานหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่รู้สึกรบกวน เช่น ในรูปแบบแชทหรือการวัดผลอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น SAKID แอปพลิเคชันผู้ช่วยดูแลสุขภาพให้กับพนักงาน มีระบบที่คอยส่งภารกิจให้ทำและติดตามการทำกิจกรรมในแต่ละวันได้ พร้อมกันนั้น ยังช่วยสร้างแรงจูงใจสะสมคะแนนจากการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแลกเป็นของรางวัลจริงได้ 

 

ตัวอย่าง Insight Dashboard ข้อมูลด้านสุขภาพจากแอปฯ SAKID

ตัวอย่าง Insight Dashboard ข้อมูลด้านสุขภาพจากแอปฯ SAKID

 

นอกจากนี้ ในมุมของบริษัทก็สามารถติดตามผลลัพธ์ผ่านหน้าต่างข้อมูล (Insight Dashboard) ดูข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนก้าวเดินเฉลี่ยรายสัปดาห์ ข้อมูลสุขภาพที่ช่วยบอกความเสี่ยงโรค เช่น สัดส่วนน้ำหนักเกินมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย (BMI) ฯลฯ ซึ่งบริษัทสามารถเอามาประกาศความก้าวหน้าให้พนักงานมีกำลังใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้นได้

 

 

เมื่อจบกิจกรรม บริษัทควรจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองและขอบคุณให้กับความร่วมมือของพนักงาน มีการประกาศผลลัพธ์ต่าง ๆ ในมุมที่เป็นความสำเร็จร่วมกัน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับทีม 

 

ประกาศรางวัลให้กับความทุ่มเทในหลาย ๆ ด้าน เช่น คนที่กินอาหารสุขภาพบ่อยที่สุด คนชอบออกกำลังกาย คนเข้ายิมบ่อย คนที่มีพัฒนาการสูงที่สุด คนที่ให้ความร่วมมือกับทีมมากที่สุด ฯลฯ จากนั้นจึงมอบรางวัลให้กับพวกเขา เช่น เงินรางวัล บัตรกำนัลโรงแรม สิทธิ์วันหยุดเพิ่ม ฯลฯ และเน้นย้ำความสำเร็จร่วมของคนในองค์กรที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพในองค์กรอย่างยั่งยืน 

 

ตัวอย่างกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักที่น่าสนใจ 

 

– ชาเลนจ์ 10,000 ก้าวต่อวัน หรือแข่งนับก้าวเดินระหว่างกลุ่ม หรือนับก้าวเดินสะสมรวมของทีม ประกาศผลทุกสัปดาห์

 

– ชั่วโมงออกกำลังกาย นับจำนวนชั่วโมงในการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ ประกาศผลเป็นชั่วโมงสะสมของทีม 

 

– กิจกรรมชั่วโมงออกกำลังกายหลังเลิกงาน นับจำนวนครั้งในการเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละเดือน อาจมีกิจกรรมพิเศษในสุดสัปดาห์ในเข้าร่วมสนุกหลากหลาย เช่น กิจกรรมเดิน-วิ่งที่สวน กิจกรรมปีนหน้าผาวันเสาร์ กิจกรรมเต้นแอโรบิก

 

– อาหารเย็นแคเลอรีต่ำ ส่งรูปเข้ากลุ่ม อัปเดตอาหารเย็นที่กิน กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นและวินัย

 

– อาหารคลีนมื้อเที่ยง สะสมเป็นคะแนนพิเศษสำหรับคนที่นำอาหารคลีนมารับประทานอาหาร

 

กิจกรรมแนะนำ เฉพาะบน SAKID เท่านั้น!

 

– เกมภารกิจสะกิดสุขภาพส่วนตัว เลือกภารกิจปรับเปลี่ยนสุขภาพ เช่น งดดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารคลีน เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือตัวอย่างกิจกรรมข้างต้นฯลฯ ตามโจทย์สุขภาพของแต่ละคน (ในแอป SAKID มีฟีเจอร์นี้ และมีภารกิจให้เลือกมากกว่า 1,000 กิจกรรม!)

 

– แข่งขันกับเพื่อนในทีมด้วย สะกิดแก๊ง กิจกรรมท้าทายหรือ Challenge ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีที่สุด ภารกิจต่าง ๆ ที่แต่ละคนทำ สามารถสะกิดเพื่อท้าทาย ชักชวนให้เพื่อนร่วมงานทำแข่งกันได้ ใครทำได้รับคะแนนไปเลย (ฟีเจอร์เฉพาะบน SAKID เท่านั้น)

 

– เกมภารกิจปรับการทานอาหารเฉพาะบุคคล ภารกิจปรับพฤติกรรมการทานอาหารเฉพาะบุคคลจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพ เพื่อให้กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

– เกมภารกิจปรับการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ภารกิจการออกกำลังกายจากนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ออกแบบให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคน ติดตาม เก็บคะแนน และเป็นรางวัลได้

 

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลากิจกรรม บริษัทสามารถติตดามผลลัพธ์การไดเข้าร่วมกิจกรรมของพนักงานแต่ละคนได้ มีข้อมูลในการประกาศพัฒนาการของพนักงานในแต่ละสัปดาห์ได้ รวมไปถึง มีผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาพนักงาน ทั้งโค้ชสุขภาพ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยา ช่วยให้กิจกรรมพนักงานลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น [อ่านฟีเจอร์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม]

      

สรุป

บริษัทหรือสถานที่ทำงานก็สามารถช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ด้วยการจัดกิจกรรมลดน้ำหนักพนักงานและการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

 

หัวใจของการจัดกิจกรรมลดน้ำหนักให้ประสบผลสำเร็จ จะมาจากการส่งเสริมให้พนักงานเกิดพฤติกรรมหรือนิสัยที่ชักชวนกันดูแลสุขภาพมากขึ้น ไปพร้อมกับการเสริมสร้างกำลังใจที่ดีในการดูแลสุขภาพ ซึ่งการติดตามผลและเรื่องของการสร้างแรงจูงใจก็สำคัญ

 

SAKID คือ แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถดูแลสุขภาพของพนักงานได้ ด้วยการ “สะกิด” มอบหมายภารกิจดูแลสุขภาพให้พวกเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง พร้อมกับมี Personal Assistant ทั้งนักควบคุมอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตบำบัดที่พนักงานสามารถขอคำแนะนำและปรึกษาได้ 

 

หากบริษัทของคุณต้องการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพหรือกิจกรรมลดน้ำหนักพนักงานที่เน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม SAKID คือ อีกเครื่องมือทางเลือกที่ช่วยให้คุณจัดกิจกรรมได้

บทความที่น่าสนใจ

กิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน

เพิ่มสุขภาพที่ดีในบริษัทด้วย “กิจกรรมลดน้ำหนักพนักงาน”

แนะนำ 5 แนวทางจัดกิจกรรมพนักงานลดน้ำหนัก ในบริษัท ที่เน้นสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้กับพนักงาน ตัวชี้วัดผลที่น่าใช้ เครื่องมือติดตามผล พร้อมตัวอย่างกิจกรรม

อ่านต่อ »
แยกขยะในที่ทำงาน-SAKID

แยกขยะในที่ทำงาน เรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้

ในแต่ละวัน ที่ทำงานของเราสร้างขยะจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยกาแฟ กล่องอาหารกลางวัน กระดาษที่ใช้แล้ว หรือขยะรีไซเคิลอื่น ๆ ถ้าเรารู้จักแยกขยะให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้นทาง ก็สามารถลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ที่ทำงานสะอาดและน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย

อ่านต่อ »
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA สำคัญอย่างไร? แนะนำวิธีวางแผนเบื้องต้น

วางแผนพัฒนาทรัพยการมนุษย์อย่างไรให้ได้ผลในโลกของ VUCA ที่ผันผวนและไม่แน่นอน ผ่านการทำความเข้าใจและให้เทคนิคที่เอาไปใช้ต่อได้ไม่ยาก นั่นก็คือ…

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -ประกันกลุ่ม

ทำประกันกลุ่มให้พนักงานอย่างไรให้คุ้มกับเงินในกระเป๋า

หลายครั้งที่พนักงานในบริษัทมีความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ทำให้ต้องพักรักษาตัว และอาจจะทำงานได้มีประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นหลายๆบริษัทมีความจำเป็นต้องมองหาสวัสดิการให้กับพนักงานในองค์กร ดังนั้นเราจึงต้องมาทำความเข้าใจคำว่าประกันกลุ่มคืออะไร

อ่านต่อ »
Cooking-Kimbab-SAKID

WORKSHOP Cooking class คิมบับสุขภาพ

กิจกรรม Cooking class คิมบับ กับ SAKID

ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม  2567- วันที่ 14 มิถุนายน 2567 รวมทั้งหมด ทั้งหมด 5 รอบ โดยSAKID ได้จัดกิจกรรมCooking class คิมบับสุขภาพดีสไตล์เกาหลีโดยผู้สอนเป็น นักกำหนดอาหารที่จะมาให้ความรู้และความเข้าใจการเลือกใช้วัตถุดิบประกอบอาหาร โดยจะมีการสอนทำคิมบับทั้งหมด 2แบบ คือ คิมบับแบบม้วน และ คิมบับแบบพับ ที่สามารถทำกินเองได้ง่ายๆจากที่บ้านซึ่งคิมบับประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่มีปประโยชน์ต่อร่างกาย

อ่านต่อ »
คิดบวกในที่ทำงาน-Positive thinking -SAKID

วิธีการคิดเชิงบวก Positive Thinking ในที่ทำงาน

การคิดในเชิงบวกการทำงานกับคนหลากหลายในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดัน แนวคิดเชิงบวกเป็นที่สำคัญสำหรับอารมณ์และจิตใจที่ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมองโลกในแง่ดีไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียด แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรอีกด้วย

อ่านต่อ »
PDCA คือ
URL Copied!

PDCA คืออะไร รู้จักหลักการที่ทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ใครบ้างที่เคยเจอปัญหาทำงานไปเรื่อย ๆ แล้วก็เจอแต่ปัญหาซ้ำ ๆ จนเหนื่อยใจ รู้สึกทำงานไปเท่าไหร่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเสียที คุณอาจไม่ได้เจอปัญหานั้นอยู่คนเดียวนะ

 

เพราะปัญหาในที่ทำงานถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะส่งผลให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ จนองค์กรอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย ทุกวันนี้เลยมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้คนทำงานรวมถึงผู้บริหารได้ลองเอาไปใช้ โดยมีทั้ง เครื่องมือ Performance Management หรือเครื่องมือที่สร้างมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ซึ่งเครื่องมือที่เป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ PDCA

 

 

PDCA คืออะไร?

 

หลายคนอาจเคยได้ยินผ่าน ๆ กับเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาในองค์กรอย่าง PDCA แต่อาจจะยังสงสัยกันว่าเจ้าตัวอักษรเหล่านี้แปลว่าอะไรบ้าง วันนี้เราชวนมาหาคำตอบกัน

 

PDCA คือวงจรที่ช่วยให้การบริหารงานมีคุณภาพยิ่งขึ้น ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ผ่านองค์ประกอบ 4 ขั้นตอนได้แก่ Plan Do Check Act ซึ่งเครื่องมือนี้เป็นกระบวนการที่จะทำให้การปรับปรุงการทำงานขององค์กรมีระบบยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

เราลองไปดูเคสตัวอย่างจากแบรนด์ดังที่เคยใช้ PDCA ในการแก้ปัญหาและพัฒนาองค์กรกัน

 

– NIKE

 

ไนกี้ แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดังได้ทดลองใช้ PDCA ในการเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายผลิต โดยต้องการจะตามหาเงื่อนไขที่ทำให้งานด้อยคุณภาพ ทางผู้บริหารไนกี้จึงได้ลองใช้เครื่องมือในการกระตุ้นคนทำงาน และได้ลองใช้คะแนนการทำงาน ซึ่งหากฝ่ายใดมีคะแนนสูงก็จะเข้าถึงเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งพวกเขาก็ได้ลองวางแผน ทำ เช็ก และตั้งเป็นนโยบายจริงจัง จนเห็นผลสำเร็จ ด้วยผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากในปี ค.ศ. 2015 ที่พวกเขามียอดขายกว่า 1 ล้านล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในปี ค.ศ.2021 พวกเขาเพิ่มยอดขายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

– Nestlé

 

เนสต์เล่ บริษัทที่สร้างสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายชนิดที่เราคุ้นเคยกับยี่ห้อน้ำดื่มนั้น ปัจจุบันพวกเขามีแนวทางในการลดขยะ พวกเขาจึงได้ทดลองใช้แนวคิดไคเซ็น (Kaizen) ซึ่งเป็นกลยุทธ์การบริหารงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพแบบญี่ปุ่นโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร โดยมี PDCA เป็นแรงเสริมที่จะช่วยกำหนดรายละเอียดการทำงานที่ลึกลงไปและทำให้การปรับปรุงนั้นมีความน่าเชื่อถือขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาค้นพบวิธีการจัดการกับการปิดปากขวดที่มักมีปัญหาให้ได้ผลลัพท์ที่ดีและไม่เกิดขยะจากผลิตภัณฑ์ชำรุดนั่นเอง

 

 

ต้นกำเนิดของ PDCA คือ

 

PDCA หรือ วงจรเดมิง (Deming Cycle) กำเนิดขึ้นโดย เอ็ดเวิร์ด เดมิง (Edwards Deming) วิศวกรและศาสตราจารย์ชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เครื่องมือนี้ยังมีอีกชื่อเรียกคือ วงจรชูฮาร์ต (Shewhart Cycle) ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อตาม วอลเตอร์ ชูฮาร์ต (Walter Shewhart) นักสถิติที่ทุกคนต่างยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการควบคุมคุณภาพสมัยใหม่ 

 

PDCA เกิดขึ้นมาในช่วง1950’s โดยในการบรรยายที่แผยแพร่เครื่องมือนี้ครั้งแรก เขาได้อธิบายด้วยวงจรแบบง่าย ๆ อย่าง Plan Do Check Act คนจึงคุ้นชินกับ PDCA เป็นส่วนใหญ่ แต่มีเกร็ดข้อมูลเล็กน้อยที่บอกว่าจริง ๆ ในส่วนของ Check แรกเริ่มเดิมทีเดมิงอยากให้เป็น ‘การศึกษา’ หรือ ‘Study’ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์หรือศึกษาผลลัพธ์มากกว่าแค่ตรวจสอบเฉย ๆ แต่เมื่อหลาย ๆ คนนำไปประยุกต์ใช้ก็ทำให้ PDCA กลายเป็นที่นิยมไป เพราะสุดท้ายแล้วความตั้งใจของเดมิงก็คืออยากให้วงจรนี้ทำซ้ำได้หลาย ๆ ครั้ง เพื่อคอยเช็กหรือศึกษาปัญหาได้ซ้ำ ๆ นั่นเอง

 

PDCA หมายความอะไร?

 

P – Plan : การวางแผน

 

ก่อนจะแก้ไขปัญหาใด ๆ การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญ ขั้นตอนแรกจึงเป็นเรื่องของการวางแผนนั่นเอง ขั้นตอนนี้ป็นขั้นตอนที่ต้องคิดอย่างรอบคอบ วางแผนอย่างครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนสิ้นสุด เช่น ปัญหาคืออะไร ใครเป็นคนรับผิดชอบ จะค้นหาข้อมูลและทดลองแก้ไขอย่างไร ไปจนถึงใช้ตัวชี้วัดใดในการประเมินผล จนกระทั่งปลายทางของขั้นตอนนี้ต้องออกมาเป็นแผนการดำเนินงานหรือ Action Plan ให้ได้

 

D – DO : การลงมือทำ

 

หลังจากวางแผนอย่างรัดกุม ต่อมาจึงเป็นการลงมือทำ โดยอาจเริ่มต้นจากการดำเนินการกับทีมน้ำร่อง ในโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือความเสียหาย และเมื่อลงมือทำก็จะต้องทำตามแผนดำเนินการอย่างรอบคอบ คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง หรือปัญหาใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

 

C – Check : การตรวจสอบ

 

เมื่อปฏิบัติตามแผนมาเรื่อบ ๆ ระหว่างทางการทำตามแผน จะต้องมีการตรวจสอบปัญหา หรือผลกระทบอย่างละเอียด สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามตัวชี้วัดหรือไม่ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

 

A – Act : การปฎิบัติเชิงนโยบาย

 

หลังจากปฏิบัติตามแผนและตรวจสอบอย่างรัดกุม จนไม่พบปัญหาใด ๆ แล้ว จึงจะไปต่อกับขั้นปฏิบัติให้เป็นแบบแผนหรือเป็นนโยบาย โดยนำแผนนั้นมาประยุกต์ใช้กับคนส่วนใหญ่ในองค์กร อาจจะผ่านการอบรม อีเมล์แจ้งข่าว หรือการประชุมใหญ่ โดยขั้นตอนนี้ต้องการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้นโยบายได้ประสิทธิภาพจนเห็นการเปลี่ยนแปลง

 

 

ประโยชน์ของการทำ PDCA

 

– ช่วยตรวจสอบปัญหาได้อย่างตรงจุด

 

– ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

– เกิดการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

– สามารถตรวจสอบและทดลองได้เรื่อย ๆ เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด 

 

– ลดความเสี่ยงในการจัดการ เนื่องจากสามารถทดลองกับทีมเล็ก ๆ ได้

 

ข้อจำกัดของ PDCA

 

– ผู้นำหรือหัวหน้าทีมต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะ PDCA คือเครื่องมือที่เป็นวงจรไม่สิ้นสุด

 

– ใช้ระยะเวลาในการพัฒนานาน ไม่เหมาะกับการตัดสินใจหรือโปรเจ็กต์ที่เร่งด่วน

 

สรุป

 

เมื่อองค์กรเกิดปัญหา การวางแผนแก้ไขปัญหา ทดลองลงมือทำ คอยตรวจสอบ และนำไปปรับในระดับนโยบาย จะช่วยให้การบริหารงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง PDCA ไม่จำเป็นต้องใช้กับปัญหาใหญ่ ๆ เท่านั้น แม้แต่การพัฒนาตัวเองก็สามารถนำเครื่องมือนี้ไปใช้ได้เช่นกัน 

 

แน่นอนว่าทุกการเปลี่ยนแปลง และระหว่างทางในการแก้ไขปัญหาย่อมพบเจออุปสรรคจนอาจย่อม้อ เสียกำลังใจ หรืออาจทำให้สุขภาพของคนในองค์กรนั้นย่ำแย่ลง การดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำควบคู่ไปกับการบริหารจัดการ แก้ไขปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ

 

ซึ่งปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งยุ่งยากอีกต่อไปเพราะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมงานที่พพร้อมเข้าไปดูแลช่วยเหลือองค์กรให้ทุกคนได้ทำงานอย่างมีความสุข เช่น SAKID แพลตฟอร์มที่พร้อมช่วยดูแลสุขภาพของพนักงานและคนในองค์กรด้วยหลากหลายโปรแกรมที่ตอบโจทย์ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน, การออกกำลังกาย, การจัดการอารมณ์ และการเข้าสังคม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในองค์กรยุคใหม่ 

 

มาพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้า พร้อม ๆ กับดูแลสุขภาพกายและใจของคนในองค์กรให้ก้าวไปด้วยกัน

บทความที่น่าสนใจ

จัด-Workshop-อย่างไรให้โดนใจ-Cover-Sakid

จัด Workshop อย่างไร ให้โดนใจ

การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นที่สามารถทำได้คือการจัดอบรมเกี่ยวกับสุขภาพในด้านต่างๆการจัดอบรมจะช่วยปูพื้นความรู้การดูแลสุขภาพทั้งด้านกายและจิตให้กับพนักงาน ให้สามารถนำไปใช้ดูแลสุขภาพของตัวเองได้ โดยทีมผู้จัด สามารถเริ่มต้นทำได้

อ่านต่อ »
กีฬาสี-จัดได้ง่าย-สร้างทีมได้ด้วย-SAKID

กีฬาสี จัดได้ง่าย สร้างทีมได้ด้วย

  กิจกรรมกีฬาสี หรือ Sport Day นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่หลาย ๆ บริษัทนิยมจัดให้กับพนักงาน เพราะกีฬาสีเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ แม้จะแข่งขันเพื่อผลแพ้ชนะแต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้พนักงานในบริษัทได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากภาระงานของตนเอง

อ่านต่อ »
Workation คือ

Workation คืออะไร จะเลือกที่เที่ยวพร้อมกับทำงานอย่างไรดี

Workation ต้องทำอย่างไรบ้าง?​ แนะนำทิปสำหรับคนทำงาน HR และองค์กร พร้อมข้อดี-ข้อเสียของ Workation จะเลือกสถานที่ Workation ที่ไหนดี ได้ทั้งเที่ยวและทำงาน

อ่านต่อ »
Cover Workshop Burnout Kobayashi-SAKID

Workshop Burnout @Kobayashi

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568  SAKID ได้จัดกิจกรรม Workshop  Burnout ที่บริษัทโคบายาชิ โดยนักจจิตวิทยามาร่วมพูดคุยและให้ความรู้ เพื่อให้พนักงานรู้ว่าตัวเองตอนนี้กำลังเผชิญกับความเครียดอยู่หรือไม่ เคล็ดลับการจัดการความเครียดและการสื่อสารต่อเพื่อนร่วมงาน เทคนิคการจัดการความเครียดเรื่องการจัดการภาระงาน วิธีปรับตัวเมื่อเจอปัญหาการคิดบวก

อ่านต่อ »

5 วิธี การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อเติมไฟให้พนักงาน

องค์กรไม่ได้พึ่งพาเพียงเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น แต่ “คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุด การมีพนักงานที่มีแรงบันดาลใจในการทำงานจะช่วยให้องค์กรมีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -พนักงานสุขภาพดี

พนักงานสุขภาพดีได้ในออฟฟิศ กับ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในช่วงฝนตก หรือ อากาศร้อน การจะออกไปข้างนอกก็ลำบาก ได้แต่อยู่ในออฟฟิศเราจะมาดูกันว่าในออฟฟิศสามารถสร้างกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอะไรได้บ้าง เพื่อให้สุขภาพพนักงานที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องออกไปไหนก็สุขภาพดีได้ ไม่ว่าจะจัดคลาสที่มีวิทยากรให้ความรู้แบบออนไลน์หรือไปจัดกิจกรรมถึงที่ทำงาน การมีอาหารสุขภาพคอยซัพพอร์ต หรือบรรยากาศในการทำงานที่ผ่อนคลาย

อ่านต่อ »
สวัสดิการบริษัท
URL Copied!

5 สวัสดิการบริษัทระดับโลกสุดเจ๋งที่คนรุ่นใหม่สนใจ

สำหรับคนทำงานแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเข้าทำงานที่หนึ่ง นอกจากเนื้องานที่ท้าทายหรือตรงกับความสามารถของเขาแล้ว ก็คือ “สวัสดิการบริษัท” หรือ “Benefits” ที่บริษัทจะให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ สวัสดิการบริษัทที่ดี ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของเขาได้ คือ ปัจจัยอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เขาอยากร่วมงานกับบริษัท 

 

อย่างไรก็ตาม สวัสดิการที่เขาตามหา ไม่ใช่เพียงสวัสดิการพื้นฐานทั่วไปอย่างที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR ของหลาย ๆ บริษัทคุ้นเคย แล้วสวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการ จะมีอะไรบ้าง? 

 

บทความนี้ได้ รวม 5 สวัสดิการสุดเจ๋งจากบริษัทระดับโลกที่คุณรุ่นใหม่สนใจ มาไว้แล้ว 

 

ความสำคัญของสวัสดิการบริษัทในปัจจุบัน

 

สวัสดิการบริษัท หมายถึง ผลประโยชน์ที่พนักงานบริษัทจะได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าตอบแทนหรือเงินเดือน เช่น เงินโบนัส ค่าตอบแทนเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เงินสมทบกองทุนเลี้ยงชีพ วันหยุด ฯลฯ ซึ่งสวัสดิการเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดภาระต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตของพนักงานและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น 

 

การทำงานในบริษัท

 

ในยุคปัจจุบัน เรื่องของสวัสดิการบริษัท เป็นสิ่งที่คนทำงานให้ความสำคัญอย่างยิ่ง บางบริษัทอาจมีค่าตอบแทนให้น้อยกว่าอีกบริษัท แต่นำเงินส่วนนั้นมาเพิ่มสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ก็สามารถดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานได้ เพราะคนทำงานจะคำนึงถึงความมั่นคงและสิทธิประโยชน์ที่ได้จากที่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือมีประกันสุขภาพให้ ก็ช่วยให้คนทำงานหมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริษัทมีค่าเทรนนิ่ง ค่าฟิตเนสให้ ก็ตอบโจทย์คนที่รักการเรียนรู้และรักสุขภาพ ฯลฯ

 

ทุกวันนี้ HR ในหลายบริษัทจึงมักนำ “สวัสดิการบริษัท” มาเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อจูงใจให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานด้วย โดยอาจจะแจ้งรายละเอียดสวัสดิการต่าง ๆ ที่น่าจะตอบโจทย์พวกเขาตั้งแต่โพสต์รับสมัครงาน หรือรายละเอียดบนบอร์ดประกาศรับสมัครงาน 

 

สวัสดิการบริษัท มีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร

 

นอกจากสวัสดิการที่ดีจะช่วยจูงใจให้คนที่มีความสามารถอยากเข้ามาร่วมงานกับบริษัทแล้ว สวัสดิการบริษัทยังมีประโยชน์ในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและดีต่อองค์กรในระยะยาวอีกด้วย 

 

สรุปประโยชน์ของสวัสดิการบริษัทต่อองค์กร ดังนี้

 

– จูงใจให้คนมาสมัครงาน จากสวัสดิการที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวันของพวกเขา หรือช่วยส่งเสริมให้พวกเขาสามารถพัฒนาศักยภาพและทักษะต่าง ๆ ได้

 

– ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร สนับสนุนคุณค่าองค์กร เป็นองค์กรที่เห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมและรักองค์กร เพราะองค์กรช่วยสนับสนุนชีวิตของพวกเขา รวมถึงมีส่วนช่วยผลักดันให้พวกเขาเติบโต 

 

– สร้างความพึงพอใจและเพิ่ม Productivity ในการทำงาน จากการที่พนักงานมีภาระที่ต้องกังวลน้อยลง มีสวัสดิการที่เอื้อให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น 

 

– รักษาพนักงานและลดอัตราการลาออก สวัสดิการช่วยลดอัตราการเปลี่ยนงาน (Turn Over Rate) หรือลาออกของพนักงานได้ เพราะพนักงานได้รับสวัสดิการที่ตอบโจทย์หรือให้ความมั่นคงในชีวิตกับเขาได้ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการอย่าง “โบนัส” หรือ “ค่าตอบแทนพิเศษ” (Incentive) ที่เป็นกำลังใจสำคัญให้พนักงานอยู่กับองค์กรนานขึ้น 

 

5 สวัสดิการบริษัทสุดเจ๋งที่คนรุ่นใหม่สนใจ มีอะไรบ้าง

 

สวัสดิการบริษัทมีประโยชน์และความสำคัญกับองค์กรมากมายขนาดนี้ แล้วสวัสดิการไหนบ้างล่ะ? ที่จะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ หรือที่เรียกว่า “Talents” ให้อยากมาทำงานกับบริษัทของเรา 

 

สวัสดิการพนักงานที่น่าสนใจ ที่บริษัทระดับโลกใช้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ พร้อมอ้างอิงจากผลสำรวจสวัสดิการที่ต้องการจากคนทำงานกว่า 7,420 คน สรุปเป็นสวัสดิการ 5 ข้อนี้ 

 

1. ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น

 

ระบบทำงานที่ยืดหยุ่น

 

สวัสดิการแรกว่าด้วย “ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงรูปแบบและวิธีการทำงานด้วย 

 

ตั้งแต่ที่โลกเผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 ทำให้แทบทุกประเทศต้องใช้มาตรการ Lockdown ปิดเมือง ห้ามไม่ให้ผู้คนสัญจรหรือเดินทางออกนอกบ้าน รวมไปถึงการออกไปทำงานด้วย ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home ที่กลายเป็นความคุ้นชินใหม่ในปัจจุบัน 

 

คนทำงานเริ่มปรับตัวกับการทำงานที่บ้านและทำงานแบบ Remote Working ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ​ และถึงแม้วิกฤตการณ์โรคระบาดจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่คนทำงานส่วนมากยังคง “ติดใจ” กับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Felxible) คนทำงานสามารถทำงานจากที่ไหนของมุมโลกก็ได้ สามารถจัดสรรเวลาการทำงานของตัวเองได้ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ารูปแบบการทำงานที่ต้อง Check-in / Check-out ตอกบัตรเข้าทำงาน

 

จากที่อธิบายมา สรุปได้ 2 ประเด็นที่คนรุ่นใหม่ต้องได้ ได้แก่

 

– เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible hour) สามารถทำงานตอนไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องแจ้งบอกบริษัท เพียงแต่ยึดความผลลัพธ์หรือความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ (Performance Base) 

 

– รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น สามารถทำงานจากที่บ้านได้ หรือสามารถทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วยได้ ที่เรียกว่า “Workation” 

 

2. เงินโบนัส 

 

เงินโบนัส คือ เงินค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้กับพนักงานที่แยกออกจากเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะจ่ายให้ตอนสิ้นปี ตามผลประกอบการของบริษัทหรือตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเงินโบนัสเป็นสวัสดิการอันดับต้น ๆ ที่คนทำงานมองหา 

 

สอดคล้องกับผลสำรวจจากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่การจ่ายโบนัส คือ ค่าตอบแทนอันดับ 1 ที่ทำให้พนักงานรู้สึก “หัวใจพองโต” (อันดับที่ 2 และ 3 คือ การจ่ายเบี้ยขยันหรือ Incentive และค่าตอบแทนตามตำแหน่ง)  

 

จากสถิติข้างต้น ทำไมโบนัสถึงเป็นสวัสดิการที่คนทำงานมองหา? 

 

เมื่อมองในมุมของคนทำงานแล้ว “โบนัส” เปรียบเสมือนกำลังใจและถือเป็นรางวัลสำหรับความพากเพียร ความทุ่มเทที่บริษัทจะมอบให้เมื่อสิ้นปี นอกจากนี้ โบนัสที่ได้รับเป็น ‘เงินก้อนใหญ่’ สามารถช่วยพลิกสถานการณ์การเงินให้กับพนักงานได้ ไม่ว่านำไปเก็บออม ลงทุน สะสางหนี้สิน หรือใช้วางแผนการเงินสร้างความมั่นคงต่อไป ฯลฯ แตกต่างจากเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่มักจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายประจำอย่าง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือการชำระหนี้สิน

 

ส่วนในมุมของบริษัท การให้โบนัสกับพนักงานถือเป็นคำขอบคุณจากบริษัทอย่างเป็นรูปธรรมที่ช่วยเป็นกำลังใจให้กับพนักงาน เมื่อพนักงานรู้สึกว่าบริษัทมองเห็นคุณค่า รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและอยากทุ่มเทให้บริษัท รวมไปถึงช่วยให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น ลดอัตราการเปลี่ยนงาน (Turn Over Rate) ซึ่งถือเป็นการรักษาบุคลากรในบริษัท หรือ ทำ Employee Retention ไปในตัว

 

3. การสนับสนุนพนักงาน (Employee Support)

 

การสนับสนุนพนักงาน หรือ Employee Support ในปัจจุบันมีความสำคัญกับองค์กรสมัยใหม่อย่างมาก เพราะทุกวันนี้ คนทำงานไม่ได้มองหาแค่ความมั่นคงและงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงเท่านั้น แต่พวกเขามองหา “ความก้าวหน้า” และการเติบโตในหน้าที่การงาน ซึ่งการสนับสนุนพนักงานที่พวกเขามองหา ก็มีในหลายแง่มุมด้วยกัน

 

– การสนับสนุนการทำงาน (Working Environment) ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขาในการทำงาน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงาน เช่น การมีโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่ทำงานสบาย คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ และโปรแกรมสำหรับที่ช่วยส่งเสริม Productivity 

 

– การสนับสนุนเรื่องเงิน (Financial Support) การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า สำหรับคนที่ทำงานจากที่บ้าน (WFH) หรือทำงานไปพร้อมกับท่องเที่ยว (Workation) 

 

– การสนับสนุนเรื่องการพัฒนาตัวเอง คนทำงานรุ่นใหม่มองเรื่องของความก้าวหน้าในสายงาน (Career Path) และการพัฒนาตัวเองเป็นสำคัญ พวกเขาจะมองหาบริษัทที่มีสวัสดิการที่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะตัวเองได้ เช่น มีงบค่าเรียนหรือค่าเทรนนิง (Training Budget) มีคอร์สอบรมให้เรียนฟรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ หรือมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือที่ปรึกษา ฯลฯ 

 

4. ส่งเสริมสุขภาพและให้ความมั่นคง

 

สุขภาพที่ดีของพนักงานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง บริษัทส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพพนักงาน และในมุมของพนักงาน พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพไม่แพ้กัน

 

เมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา หากบริษัทมีสวัสดิการที่ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลของพนักงานได้หรือมีประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ ก็จะช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้กับพนักงาน สวัสดิการด้านสุขภาพจึงเป็นสวัสดิการอันดับต้น ๆ ที่คนทำงานมองหา ถือเป็นสวัสดิการที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาได้

 

และนอกจากเรื่องของประกันและค่ารักษาพยาบาลแล้ว การส่งเสริมสุขภาพทางกายและใจในองค์กรก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งทำได้หลากหลายวิธี เช่น

 

– การส่งเสริมให้ออกกำลังกาย เช่น เข้าใช้ฟิตเนสได้ฟรี ส่งเสริมให้พนักงานชวนกันไปออกกำลังกาย

 

– การส่งเสริมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ให้ส่วนลดพิเศษกับร้านอาหารสุขภาพ ส่งเสริมวัฒนธรรมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ฯลฯ

 

– การติดตามความรู้สึกและดูแลจิตใจ เช่น มีโปรแกรมติดตามอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละวัน มีนักจิตวิทยาที่คอยให้คำปรึกษา ส่งเสริมให้หัวหน้างานสอบถามภาระงานและความกังวล ฯลฯ

 

– การเสริมสร้างความสัมพันธ์ เช่น ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมร่วมกันในองค์กร มีการถามไถ่ความรู้สึกเป็นประจำ ฯลฯ

 

ทุกวันนี้ การใส่ใจดูแลสุขภาพของพนักงานเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้โปรแกรมสุขภาพ (Wellbeing Program) ส่งเสริมและกระตุ้นให้พนักงานดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น 

 

สะกิด แอปพลิเคชัน

ตัวอย่างการ “สะกิด” มอบหมายภารกิจ
ที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจาก SAKID

 

ยกตัวอย่างเช่น มีแอปพลิเคชัน SAKID Happiness & Health Tool ที่ช่วยติดตามข้อมูลด้านสุขภาพและ “สะกิด” มอบหมายภารกิจส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพให้กับพนักงานแต่ละคน เช่น แข่งขันเดินหมื่นก้าว กรอกข้อมูลอาหารที่กินให้ระบบวิเคราะห์ งดดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ เพื่อรับคอยน์สำหรับแลกรางวัลเป็นส่วนลดซื้อสินค้า ส่วนลดร้านอาหาร ฯลฯ

 

วิธีการส่งเสริมสุขภาพด้วยระบบการให้รางวัล จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้นเหมือนกับการเล่นเกม 

 

5. ค่าตอบแทนพิเศษ (Incentive) และรางวัล

 

คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ค่าตอบแทนตามผลงานและความสามารถ” หากพวกเขาทุ่มเทกับงานมากกว่าปกติ ทำงานล่วงเวลา หรือผลงานของพวกเขาประสบความสำเร็จ พวกเขาควรได้รับค่าตอบแทนหรือรางวัลที่มากกว่าเงินเดือนที่จ่ายตามตกลง  

 

การให้ค่าตอบแทนพิเศษ หรือที่เรียกว่า “Incentive” ถือเป็นอีกแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พนักงานทุ่มเททำงานให้กับบริษัท ซึ่งพวกเขาก็รู้สึกว่า “แฟร์” (Fair) หากบริษัทสามารถจ่ายให้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่นอกเหนือจากความรู้สึกว่าแฟร์แล้ว การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษยังถือเป็นเครื่องหมาย เป็นกำลังใจจากบริษัทที่มองเห็นความทุ่มเทของพนักงานแต่ละคน เป็นการจ่ายค่าตอบแทนให้ตาม Performance ซึ่งมาจากระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและวัดกันที่ผลงานมากกว่าเวลาหรือจำนวนวันที่เข้าทำงาน 

 

ทั้งนี้ นอกจากการให้ค่าตอบแทนพิเศษหรือ Incentive แล้ว บริษัทยังสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงานด้วยการให้รางวัลพวกเขาได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ ๆ ในต่างประเทศมักใช้ระบบที่เรียกว่า “Employee Recognition and Rewards” ระบบที่คอยให้รางวัลกับพนักงานแต่ละคนตาม Performance จริง ๆ ของเขา เป็นคะแนนแลกซื้อสินค้า ให้ Gift Card ส่วนลดสินค้าบนแพลตฟอร์มซื้อขาย เช่น Amazon สินค้าแบรนด์ Apple ฯลฯ

ระบบสวัสดิการ

 

ปัจจุบันในต่างประเทศนิยมใช้ระบบ Employee Recognition and Rewards  จาก 2 เจ้าใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ Worktango และ Nectar ที่บริษัททั่วไปสามารถสมัครให้กับพนักงานได้ เซตระบบการให้รางวัลและแลกรางวัลภายในแพลตฟอร์ม โดยที่บริษัทไม่ต้องยุ่งยากจัดการอะไร หรืออย่างในไทยก็มีแอปพลิเคชันดูแลสุขภาพพนักงาน SAKID ที่คอยมอบหมายภารกิจให้พนักงานดูแลสุขภาพตัวเองแล้วมอบคอยน์สำหรับแลกรางวัลให้

 

การให้ค่าตอบแทนพิเศษหรือให้รางวัล นอกจากจะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการทำงานให้กับพนักงานแล้ว ยังเป็นการแสดงออกว่า บริษัท “มองเห็น” ความทุ่มเทและตั้งใจทำงานของพวกเขาด้วย 

 

สรุป

 

สวัสดิการบริษัทไม่ใช่แค่ธรรมเนียมปฏิบัติหรือเป็นสิ่งที่บริษัทต้องทำให้กับพนักงานตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการดูแลเอาใจใส่คนทำงานและการสร้างองค์กร ช่วยทั้งดึงดูดให้คนที่มีความสามารถอยากเข้ามาร่วมงานด้วย ช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน ช่วยส่งเสริมองค์กรให้น่าอยู่และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้ยาวนานขึ้น

 

บริษัทของคุณสามารถเริ่มสร้างองค์กรที่มีสวัสดิการที่ดีต่อใจพนักงานได้ง่าย ๆ ด้วยแอปพลิเคชัน SAKID นวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี อีกสวัสดิการที่สะท้อนความห่วงใยของบริษัทให้กับทีมงานของคุณ 

บทความที่น่าสนใจ

ตัวอย่าง สวัสดิการ พนักงาน

[Case Study] ตัวอย่างสวัสดิการพนักงานจากทั่วโลก

เพราะ ‘คนทำงาน’ เป็นสิ่งที่องค์กรควรลงทุนมากที่สุด และการลงทุนนั้นก็คือสวัสดิการที่จะช่วยให้พนักงานมีชีวิตที่ดีได้ ชวนไปสำรวจตัวอย่างสวัสดิการพนักงานจากทั่วโลกกัน

อ่านต่อ »
Sport day-mea-SAKID

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดที่งาน Sports Day การไฟฟ้านครหลวง

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดที่งาน Sports Day การไฟฟ้านครหลวง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวงในงาน Sports Day ที่สนามกีฬาจุฬา โดยทีมงานมีแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน

อ่านต่อ »
แยกขยะในที่ทำงาน-SAKID

แยกขยะในที่ทำงาน เรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้

ในแต่ละวัน ที่ทำงานของเราสร้างขยะจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยกาแฟ กล่องอาหารกลางวัน กระดาษที่ใช้แล้ว หรือขยะรีไซเคิลอื่น ๆ ถ้าเรารู้จักแยกขยะให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้นทาง ก็สามารถลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ที่ทำงานสะอาดและน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย

อ่านต่อ »
Work from Home

Work from Home เทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่ทุกบริษัทต้องรู้

บริษัทจะจัดนโยบาย Work From Home อย่างไร? แนะนำวิธีปรับใช้ WFH ในองค์กร ข้อดี-ข้อเสียของการ WFH สวัสดิการที่บริษัทควรมี เมื่อพนักงานไม่ได้มาทำงานที่ออฟฟิศ

อ่านต่อ »
ไขมันพอกตับ-SAKID

ทำอย่างไร เมื่อคนในองค์กรไขมันเกาะตับ

ในปัจจุบัน พนักงานในองค์กรหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงานหนักและการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ในยุคที่การทำงานเต็มไปด้วยความเครียดและความเร่งรีบ ปัญหาสุขภาพของพนักงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ  และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคือ “ไขมันเกาะตับ” ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรได้อย่างมาก

อ่านต่อ »

รวม 5 หลักการปรับ “ท่านั่งทํางานที่ถูกต้อง” ลดออฟฟิศซินโดรม

ท่านั่งทำงานที่ถูกต้อง ต้องนั่งยังไง? นั่งแบบไหนให้ไกลออฟฟิศซินโดรม? แนะนำ 5 หลักการที่ต้องปรับท่านั่งทำงานที่ถูกต้อง พร้อมวิธีเลือกเก้าอี้และโต๊ะถูกหลัก Ergonomics

อ่านต่อ »
ส่วนประกอบ 5 ส
URL Copied!

แจกแจง “กิจกรรม 5 ส มีอะไรบ้าง” เพื่อการทำงานในองค์กรที่ดียิ่งขึ้น

เคยรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเฉย ๆ ไม่อยากตื่นเช้าไปทำงาน ไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร หรือไม่สนุกกับงานแล้วหรือเปล่า หรือคุณอาจกำลังเจอกับภาวะเบิร์นเอาต์หรือหมดไฟในการทำงานอยู่

 

ในโลกการทำงานปัจจุบัน หลายคนคงอาจได้ยินภาวะเบิร์นเอาต์ หมดไฟ หมดกำลังใจ ไม่มีแพสชั่นในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในองค์กรที่ทำงานหนักเกินไป หรืออยู่ในภาวะกดดันตลอดเวลา หรือฝืนทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ และหากปล่อยเอาไว้ อาจนำไปสู่โรคทางจิตใจอื่น ๆ ที่จะยิ่งแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล

 

องค์กรรุ่นใหม่หลาย ๆ องค์กรได้เริ่มตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นำไปสู่นโยบายอันหลากหลายที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการลดจำนวนวันในการทำงานลงเพื่อให้คนได้มีเวลาเป็นของตัวเองขึ้น การเลิกใช้ระบบวัดผลที่แข็งตัวเพราะเป็นการกดดันคนทำงาน รวมไปถึงการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสมกับพนักงาน ซึ่งสิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลกับผู้คนอย่างเหลือเชื่อ

 

ซึ่งมีแนวคิดหนึ่งที่หลาย ๆ องค์กรมักเลือกใช่คือ แนวคิด 5 ส. หรือภาษาอังกฤษจะใช้ว่า 5S นั่นเอง 


การจัดโต๊ะตามหลัก 5ส

5 ส. เริ่มต้นมาจากไหน?

 

5 ส. เป็นแนวคิดการดูแลปละสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อคนทำงาน ซึ่งที่มาที่ไปของแนวคิดนี้อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจน แต่ประเทศที่ทำให้เกิดกระแสของแนวคิดนี้คือประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีสภาพแวดล้อมที่ดีและเป็นระเบียบมากที่สุด นั่นก็คือประเทศญี่ปุ่น

 

โดยแนวคิดนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในวงกว้างช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทรถยนต์ที่เราคุ้นเคยอย่างโตโยต้า โดยพวกเขาเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้

 

5S ในภาษาอังกฤษนั้น แท้จริงแล้วจึงเป็น S ที่ถอดเสียงจากคำภาษาญี่ปุ่นมา โดยทั้ง 5 ข้อนั่นก็คือ

 

1. สะสาง หรือ Seri

2.สะดวก หรือ Seiton

3. สะอาด หรือ Seiso

4. สุขลักษณะ หรือ Seiketsu

5. สร้างนิสัย หรือ Shitsuke

 

ทำไมต้อง 5 ส.?

 

ทุกคนคงจะสงสัยกันว่าทำไมต้องเป็น 5 ส. ด้วย ความจริงแล้วแต่ละข้อล้วนมีความหมายและความจำเป็นในการสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กรให้เหมาะกับพนักงาน เราพาลงลึกไปไขความกระจ่างกัน

 

สะสาง 

 

การสะสางนี้ก็คือการจัดระเบียบข้าวของในออฟฟิศให้ชัดเจน แยกอย่างเป็นระบบและมีความชัดเจนว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็นโดยไม่ต้องเสียดายกับสิ่งที่จะถูกทิ้งไป เพราะการจัดระเบียบนี้จะทำให้คนในองค์กรสามารถหยิบใช้ของได้ถูกต้อง ไม่เกิดเหตุการณ์หาของไม่เจอจนเสียเวลา หรือต้องซื้อของมาซ้ำ อีกทั้งยังทำให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย ไม่ต้องเสียเวลาหงุดหงิดเพื่อค้นหาของ

 

นอกจากนี้ยังอาจช่วยเพิ่มพื้นที่ในการทำงาน ทำให้ออฟฟิศดูโปร่งโล่ง สะอาดตา น่าทำงาน ซึ่งมีงานวิจัยกล่าวว่าพื้นที่ที่มีข้าวของเยอะหรือรกนั้นจะรบกวนการทำงานของสมองมากกว่าพื้นที่โล่ง ซึ่งทำให้มีสมาธิมากกว่า นอกจากนี้การสะสางของยังทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานลดลงได้อีกด้วย เพราะทุกอย่างอยู่กันเป็นระเบียบแล้ว

 

จุดที่ควรสะสางได้แก่โต๊ะทำงานของพนักงาน ตู้เก็บเอกสาร ตู้เก็บของ ชั้นวางของ ห้องเก็บของ หรือแม้แต่มุมอับต่าง  ๆ ทั้งภายในและภายนอกที่ทำงาน ทั้งนี้อาจรวมไปถึงห้องครัวด้วย

 

สะดวก

 

เมื่อสะสางแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาคือการทำให้อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงานนั้นเข้าถึงได้อย่างสะดวกโดยคำนึงถึงกระบวนการใช้งานและความปลอดภัย ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการวางไว้ในมุมที่ทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งใดใช้งานบ่อยก็สามารถนำมาวางไว้ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเน้นย้ำให้เก็บเข้าที่เดิมเพื่อง่ายต่อการจดจำ หากเก็บในกล่องหรือบนชั้นอาจติดป้ายเพื่อบอกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา 

 

การสร้างสภาพแวดล้อมให้สะดวกต่อผู้ใช้งานจะช่วยลดเวลาในการค้นหาไปได้มาก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง ลดการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้สภาพแวดล้อมดูดีขึ้นไปพร้อมกัน

 

แนวทางการทำ 5ส

 

สะอาด

 

ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการทำงาน เพราะเมื่อองค์กรเต็มไปด้วยความสกปรก ก็ทำให้ประสาทสัมผัสของคนทำงานถูกรบกวนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่เห็นแต่ข้างของไม่น่ามอง กลิ่นที่อาจไม่พึงประสงค์ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารก็อาจไม่ถูกสุขลักษณะไปด้วย แถมยังส่งผลให้องค์กรดูไม่สดชื่น ห่อเหี่ยว แทนที่จะได้รับพลังใจที่ดีจากสภาพแวดล้อม

 

การทำความสะอาดนั้นเริ่มต้นได้ในทุกพื้นที่ของสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง เพดาน บนโต๊ะทำงาน ในมุมอับต่าง ๆ ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องขยะ รวมถึงอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ  อาจจะมีการแบ่งฝ่ายช่วยกันดูแลพื้นที่ และมีคนที่คอยตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ถ้าเป็นโรงงานที่มีเครื่องจักร การดูแลทำความสะอาดเครื่องจักรก็จะช่วยรักษาอายุให้สามาถใช้ต่อได้นาน ๆ ด้วย

 

เมื่อพื้นที่ทำงานสะอาด จิตใจของคนทำงานก็จะรู้สึกสดชื่นเบิกบานตามไปด้วย เพราะไม่มีกลิ่นหรือมุมมองที่ไม่น่าดูจนทำให้เสียสมาธิได้ง่าย และกลายเป็นการลดศักยภาพการทำงานของคนทำงานลง

 

สุขลักษณะ

 

ทั้ง 3 ส. ที่กล่าวไปข้างต้น นำมาสู่เรื่องของ สุขลักษณะซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด เพราะนี่คือการกำหนดกรอบมาตรฐานของสุขลักษณะที่องค์กรต้องยึดถือเอาไว้ เพื่อให้ที่ทำงานมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อคนในองค์กร 

 

โดยสุขลักษณะนี้เป็นทั้งในเรื่องทางกายและทางใจ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศที่ไม่อับชื้นหรือสกปรกจนก่อให้เกิดโรคทางกาย และไม่กดดันจนก่อให้เกิดความเครียดซึ่งจะกระทบต่อจิตใจในระยะยาว

 

โดยการทำ 3 ส. ข้างต้นเป็นส่วนช่วยทำให้สุขลักษณะทางกายและใจดีขึ้น แถมเป็นหน้าเป็นตาให้กับองค์กรนั้น ๆ ด้วย แต่นอกจาก 3 ส. การดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิดก็สำคัญ

 

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่ช่วยติดตามสุขลักษณะของพนักงาน ได้แก่ SAKID ที่มีบริการโค้ชสุขภาพพนักงานส่วนตัวที่ช่วยให้ดูแลสุขลักษณะของคนทำงานได้ทั่วถึงขึ้น โดยบริการนี้จะช่วยดูแลพนักงานใน 3 มิติจาก นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยา มาออกแบบคำแนะนำ และให้คำปรึกษาเจาะลึกรายบุคคล ตามปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง สามารถตอบคำถามได้ตามความต้องการ ออกแบบแนวทางการปฏิบัติตามรายบุคคล เห็นภาพและเข้าใจง่าย  

 

ซึ่ง HR ก็สามารถเข้าใจปัญหาหรืออุปสรรคของพนักงานที่อาจเกิดจากสุขลักษณะที่ไม่ถูกต้องในองค์กรด้วย

 

การอธิบาย 5ส

 

สร้างนิสัย

 

สุดท้ายแล้วก็จะทำให้ทั้ง 4 ส. ที่กล่าวมาเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเสริมแรงเรื่องการสร้างนิสัยให้กลายเป็นนิสัยติดตัวไป โดยอาจจะมีการกำหนดวันทำกิจกรรม 5 ส.  เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เกิดความคุ้นชิน มีการแบ่งแยกความรับผิดชอบอย่างชัดเจน และคอยติดตามผลลัพท์อยู่เสมอ

 

นอกจากนี้ อาจลองมีการเวิร์กชอปหรือเทรนนิ่งเพื่อให้ได้เรียนรู้เรื่องสุขลักษณะเสมอ ซึ่งปัจจุบันการเข้าถึงเวิร์กช็อปก็ง่ายดายขึ้นผ่านออนไลน์ อย่างเช่นแอปพลิเคชัน SAKID ที่ช่วยประเมินเป้าหมายได้อย่างสะดวกสบายผ่านการใช้ระบบประมวลผลจากข้อมูลสุขภาพและการตอบคำถามบนแอปพลิเคชัน เพื่อจัดเวิร์กช็อปออนไลน์ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นแก่คนทำงาน วัดผลได้ง่าย ชัดเจน และติดตามผลลัพธ์ได้สะดวก

 

ซึ่งการเรียนรู้จะช่วยทำให้คนในองค์กรตื่นตัวอยู่เสมอและเป็นการย้ำเตือนสร้างนิสัยที่ดีต่อตนเองและต่อองค์กรไปพร้อม ๆ กัน

 

ประโยชน์ของการ 5 ส.

 

หากองค์กรใดที่สามารถสร้าง 5 ส. ได้อย่างจริงจังนั้น ก็จะได้ประโยชน์จากแนวคิดนี้มากมายไม่ว่าเป็น

 

– ส่งเสริมให้สภาพแวดล้อมเหมาะกับการทำงาน ทำให้คนทำงานมีสมาธิและมีศักยภาพมากขึ้น

 

– เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน เพราะไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น

 

– ลดอุบัติเหตุและความเสี่ยงในพื้นที่การทำงาน เนื่องจากจัดวางของไว้อย่างเป็นระบบ

 

– ลดการสูญหายของอุปกรณ์ในที่ทำงาน และทำให้ไม่ต้องเสียรายจ่ายอย่างไม่จำเป็น

 

– สร้างความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กรกับพนักงาน เพราะนับเป็นการดูแลพื้นที่ร่วมกัน

 

แจกเครื่องมือที่ชวนทำให้ 5 ส. ง่ายขึ้น

 

หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นทำ 5 ส. ในองค์กรอย่างไร เรามีเครื่องมือง่าย ๆ มาแนะนำให้ทุกคนได้ลองใช้ตามกัน

 

– ป้ายแจกแจงการจัดระเบียบอุปกรณ์ (Shadow Board)

 

– การขีดเส้นบอกตำแหน่ง (Floor Masking)

 

– ป้ายแสดงสัญลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ (Sign)

 

– ป้ายสำหรับบอกชื่ออุปกรณ์หรือสิ่งของ (Labeling)

 

– แอปพลิเคชัน SAKID ที่คอยดูแลและติดตามผลสุขภาวะของพนักงาน

 

สรุป

 

เพราะเราต่างใช้ชีวิตในที่ทำงานไม่น้อยไปกว่าการอยู่บ้าน การสร้างสถานที่ทำงานให้น่าอยู่ น่ามอง น่านั่งทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญพอ ๆ กัน และนั่นทำให้ 5 ส. เป็นแนวคิดสำคัญที่หลายองค์สามารถเลือกนำไปใช้เพื่อคนในองค์กรได้ 

 

ซึ่งนอกจากจะทำให้จิตใจรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น ในด้านร่างกายเมื่อมีการดูแลความเรียบร้อย ปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบ ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มากขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีตัวช่วยที่ทำให้การปฏิบัติตาม 5 ส. เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่เป็นตัวช่วยองค์กรในการวางแผนดูแลสถานที่ทำงานให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่มีโปรแกรมอย่าง Workplace Wellness Program ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้องค์กรเข้าถึง 5 ส. ได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

Cover-sakid-บางนา

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางนา

บูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิด ที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางนา

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 Sakid ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพสะกิดให้กับการไฟฟ้านครหลวง เขตบางนา ในกิจกรรม Fun for Fit เพื่อแนะนำการเข้าร่วมโครงการ  “MEA เบิร์นเกินร้อย” เปิดศึกการแข่งกันระหว่างทีมเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ด้วยการส่งภารกิจสุขภาพผ่านแอพสะกิด และลุ้นรับของรางวัลในแต่ละเดือน

อ่านต่อ »

รีวิว 3 ไอเดียจัด เวิร์คช็อปบริษัท ให้ได้ความรู้

ในยุคที่องค์กรต้องการมากกว่า “การอบรมเชิงทฤษฎี” การจัด เวิร์คช็อปบริษัท จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ HRD และผู้บริหารนิยม เพราะนอกจากจะช่วยพัฒนาความรู้แล้ว ยังสร้างการมีส่วนร่วม กระตุ้นให้พนักงานได้ลงมือทำจริง และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม

อ่านต่อ »
ไขมันพอกตับ-SAKID

ทำอย่างไร เมื่อคนในองค์กรไขมันเกาะตับ

ในปัจจุบัน พนักงานในองค์กรหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงานหนักและการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ในยุคที่การทำงานเต็มไปด้วยความเครียดและความเร่งรีบ ปัญหาสุขภาพของพนักงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ  และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคือ “ไขมันเกาะตับ” ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรได้อย่างมาก

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail-55กับเงินใช้หลังเกษียณ

55 กับเงินใช้หลังเกษียณ สำหรับพนักงานบริษัท

        มีใครเคยดูซีรีส์ไทยเรื่องแรกที่เผยแพร่ทาง Disney+ Hotstar อย่าง 55:15 Never Too Late กำลังเข้มข้นเลยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเพื่อนชาย-หญิง 5 คน ในวัย 55 ปี ที่ถูกย้อนเวลาไปเติมเต็มความฝันในวัย 15 ปี สำหรับการวางแผนการเงินนั้น อายุ 55 ปี ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัยที่หลายคนวาดฝันว่าจะเกษียณจากการทำงาน โดยจะมีสิทธิได้รับเงินจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อใช้หลังเกษียณ ซึ่งหากปฏิบัติถูกเงื่อนไข ก็จะได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย ตามผมไปดูกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง…

อ่านต่อ »
Cover-Pmat-2022

HR tech Thailand 2022

กิจกรรมออกบูธ HR tech Thailand 2022

วันที่ 19-20 ตุลาคม 2565  SAKID  ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพลิเคชั่น “สะกิด” ในงาน HR Tech เพื่อแนะนำให้รู้จักกับแอพว่าใช้ออกแบบกิจกรรมสุขภาพอย่างไร และเปิดให้ทดลองใช้ ฟรี 7 วัน เพื่อให้คนในองค์กรสามารถเล่นภารกิจสุขภาพดีได้ โดยมีโค้ชนักกำหนดอาหารคอยให้คำปรึกษาในแอพสะกิดตลอด 7วัน 

อ่านต่อ »
BENEFITS ด้านสุขภาพ-SAKID thumbnail

Benefit สุขภาพที่พนักงานบริษัทไม่ควรมองข้าม

สุขภาพของพนักงานเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสำเร็จขององค์กร การที่บริษัทให้ความสำคัญกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ ไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดอัตราการลาออกของพนักงานอีกด้วย

อ่านต่อ »
URL Copied!

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA สำคัญอย่างไร? แนะนำวิธีวางแผนเบื้องต้น

นึกภาพในองค์กรที่คุณกำลังทำงาน อะไรคือทรัพยากรขององค์กรที่สำคัญและน่าลงทุนที่สุด ใช่เครื่องมือเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือทำเลทองในการตั้งออฟฟิศหรือเปล่า?

 

คำตอบที่ว่ามานั้นไม่ใช่เลย เพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์กรก็คือ ‘มนุษย์’ หรือคนทำงานนี่แหละ

 

ในยุคสมัยที่ใคร ๆ ก็ครอบครองเทคโนโลยีหรือสิ่งของต่าง ๆ ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แข่งขันกันสูงคือ ‘การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์’ เพราะในศตวรรษที่ 21 ที่มีการผันผวน แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายดายขึ้น ก็ทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหมุดหมายสำคัญในหลาย ๆ องค์กร

 

โลกยุคนี้ผันผวนอย่างไร เราอยากชวนทุกคนไปเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าโลก VUCA กันก่อน

 

โลก VUCA คืออะไร สำคัญยังไงกับชีวิตปัจจุบัน

 

VUCA World หมายถึงโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน รวมไปถึงความฉลาดของหุ่นยนต์ที่เริ่มเข้ามาแทนที่ทรัพยากรมนุษย์ ทำให้โลกที่ผันผวนนี้ส่งผลต่อการทำงานของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ คนเรียนจบปริญญาตกงานนับแสน เพราะบางทักษะอาจไม่จำเป็นกับการทำงานอีกต่อไป ในขณะที่หลักสูตรการศึกษายังไม่เปลี่ยนแปลงให้เท่าทันโลก

 

คำว่า VUCA เป็นคำย่อของ 4 คำที่เป็นตัวแทนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ได้แก่

 

– V มาจาก Volatility ที่หมายถึงความผันผวน คาดเดายาก อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวได้ง่าย

 

– U มาจาก Uncertainty หมายถึง ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง และอธิบายไม่ได้

 

– C มาจาก Complexity หมายถึง ความซับซ้อน ที่มีหลายปัจจัยจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการตัดสินใจ

 

– A มาจาก Ambiguity หมายถึง ความคลุมเครือ หาสาเหตุไม่ได้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยากจะคาดเดา

 

เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะเมื่อเข้าใจสาเหตุของความผันผวนแล้ว การรับมือที่พร้อม ก็ย่อมจะเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้ ซึ่งคำตอบในการสู้กลับของโลกที่ผันผวนเช่นนี้ก็คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เตรียมพร้อมผ่านการเข้าอกเข้าใจ และดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงาน เพื่อให้ทั้งคนทำงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่งนั่นเอง

 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ VUCA

 

เราจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง?

 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมนุษย์ล้วนมีสัญชาตญาณการเรียนรู้ในตัว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลากหลายองค์กรใช้วิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลากหลายรูปแบบ ซึ่งขอแนะนำ 4 วิธีน่าสนใจมาเล่าให้ฟัง

 

– การฝึกพนักงานผ่านโค้ชชิ่ง ให้หัวหน้างานคอยดูแลและสอนพนักงาน ซึ่งเหมาะกับการส่งต่อทักษะจำเป็นในสายงานนั้น ๆ และทำให้หัวหน้างานได้ตรวจสอบการทำงานของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

 

– การวางแผนเป้าหมายร่วมกัน โดยมี HR คอยวางแผนและกำหนดเป้าหมายและให้พนักงานได้มาทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเหมาะกับงานที่มีหลาย ๆ หน้าที่และใช้หลายทักษะ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ทีมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร

 

– การตั้งโปรแกรมที่ปรึกษา คล้าย ๆ กับการโค้ชชิ่ง แต่ยังเน้นไปที่มนุษยสัมพันธ์ระหว่างที่ปรึกษากับพนักงาน นอกจากนี้ ยังสามารถให้ที่ปรึกษากับพนักงานที่ไม่ได้ทำงานสายเดียวกัน ก็ให้ดูแลกันและกันได้

 

– การสนับสนุนการศึกษาหรือคอร์สเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานได้ฝึกทักษะใหม่ ๆ ตอบรับโลกที่เปลี่ยนแปลงและผันผวนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเรื่องใดก็ตาม 

 

หลักการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

หลังจากได้รู้จักรูปแบบและสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมได้แล้ว ก่อนเริ่มลงมือทำจริง เราอยากชวนมาดูหลักการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้กระบวนการพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่นและเหมาะสม ซึ่งหลักการนี้จะทำให้พนักงานไม่รู้สึกกดดันเกินไป ในขณะเดียวกันก็สามารถเดินไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคง

 

โดยหลักการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีหัวใจสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

 

– ประเมินสถานการณ์และความต้องการของคนทำงาน ซึ่งอาจใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลช่วยให้วิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่มีบริการทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจเพื่อดูแลและเข้าใจพนักงานจริง ๆ 

 

– ออกแบบวิธีการให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคนเพื่อให้สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ผ่านข้อมูลที่จัดเก็บมา

 

– ประเมินผลอย่างเหมาะสม มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับพนักงานเพื่อให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับการเติบโต

 

– สรุปผลและแจ้งผลเพื่อให้เกิดการรับรู้ เพื่อต่อยอดหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับพนักงานและองค์กร

 

การทำงานเป็นทีม

 

ประโยชน์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

แน่นอนว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นย่อมส่งผลดีให้กับตัวคนทำงานและองค์กรเอง เพราะการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะช่วยทั้งพนักงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกัน รวมถึงมีการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันจนองค์กรเกิดความกลมเกลียวและพัฒนาไปข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น

 

1. ช่วยเติมทักษะใหม่ ๆ ให้คนทำงาน สร้างความรักการเรียนรู้และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาตัวเอง

 

2. พนักงานได้เห็นจุดเด่นหรือสิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อการเติบโตในที่ทำงาน หรือความชอบของตัวเอง

 

3. องค์กรมีบุคลากรที่เข้มแข็ง มีศักยภาพที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้

 

4. พนักงานเห็นคุณค่าในตัวเอง และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาพร้อมทำงานเพื่อองค์กรอย่างแข็งขัน

 

5. องค์กรเองสามารถเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพนักงานและตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด

 

ข้อควรระวังเมื่อจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

อย่างไรก็ตามการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็มีข้อควรระวังสำคัญที่หากพลาดไป แทนที่องค์กรจะเติบโต อาจส่งผลให้องค์กรเสียหาย หรือมากที่สุดคือการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ซึ่งสำคัญที่สุดไป

 

โดยข้อควรระวัง ได้แก่

 

1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ควรกดดันพนักงานจนเกินไปจนเสียกำลังใจ

 

2. ควรวิเคราะห์และเก็บข้อมูลความต้องการให้ตรงจุดเพื่อไม่ให้เกิดการพัฒนาผิดจุดประสงค์ และทำให้เสียเวลาในการพัฒนาที่ไม่เกิดประโยชน์

 

3. ไม่ใช้คำพูดแง่ลบเมื่อการพัฒนาไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ แต่เน้นเสริมพลังและกระตุ้นให้พนักงานมีกำลังใจต่อไป 

 

โดย HR สามารถหาโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันผู้ช่วยในการวางแผนเพื่อสุขภาพกายและใจของพนักงานไปพร้อมกันได้ เช่น แอปพลิเคชัน SAKID ที่มีทั้งการดูแลสุขภาพรายบุคคล การสร้างปฏิทินความสุขให้พนักงาน การโค้ชสุขภาพพนักงานส่วนตัว หรือแม้แต่เวิร์กชอปออนไลน์ที่ชวนพนักงานมาดูแลตัวเอง และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

วางแผนทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ในโลกที่ผันผวนสูงแบบโลก VUCA การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นับเป็นเรื่องท้าทายขององค์กรและพนักงานมาก เพราะอาจเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่หมดยุคสมัยอย่างรวดเร็ว ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามกระแส หรือหุ่นยนต์ที่อาจมาแทนที่คนทำงาน 

 

สิ่งสำคัญคือการเข้าใจโลก VUCA อย่างถ่องแท้และเตรียมพร้อมรับมือตั้งแต่วันนี้ไป ซึ่งเทคนิคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลก VUCA ได้แก่

 

– รับมือ ความผันผวน ด้วย ความคล่องตัว ผ่านการฝึกฝน พัฒนาตัวเอง การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และนโยบายที่ยืดหยุ่น

 

– รับมือ ความไม่แน่นอน ด้วย ความเข้าใจ ผ่านความสัมพันธ์ที่เข้าอกเข้าใจกันของคนในองค์กร รวมไปถึงการจัดการที่จะสร้างให้เกิดความเข้าใจกันได้ง่ายที่สุด

 

– รับมือ ความซับซ้อน ด้วย ความชัดเจน ผ่านการให้พื้นที่การสื่อสารอย่างเท่าเทียม การสร้าง KM หรือ Knowleadge Management ขององค์กรอย่างเปิดเผย รวมไปถึงการจัดการในองค์กรที่ต้องมีความชัดเจน

 

– รับมือ ความคลุมเครือ ด้วย วิสัยทัศน์ ผ่านความหนักแน่นในจริยธรรมขององค์กร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังต้องมีกลยุทธ์หรือการทดลองประสบการณ์กันอย่างจริงจัง

 

การวางแผนทรัพยากรมนุษย์

ที่มารูปภาพ pramanaresearch.org

 

เริ่มต้นวางแผนทรัพยากรมนุษย์กัน

 

1. วางแผนเป้าหมายขององค์กรและสิ่งที่องค์กรจะได้รับจากการพัฒนาในแต่ละครั้ง

 

2. พิจารณาสภาพการณ์ของทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน คาดการณ์จำนวนทรัพยากรมนุษย์ เช่น มีจำนวนเท่าไหร่ มีแผนกอะไร เพียงพอหรือยัง

 

3. ลองใช้แอปที่มีการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ทรัพยากรมนุษย์สุขภาวะของคนในองค์กร เช่น SAKID

 

4. กำหนดแผนการพัฒนาตามความต้องการ

 

5. ติดตามผลและคอยปรับเปลี่ยนแผนให้เหมาะสมกับความต้องการและเป้าหมาย

 

6. สรุปผลและประเมินผลเพื่อพัฒนาแผนในครั้งหน้า

 

สรุป

 

ในโลกที่ผันผวนอย่าง VUCA ความคล่องตัวและความเข้าอกเข้าใจพนักงานเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ทั้งองค์กรและคนทำงานเติบโตไปพร้อมกัน 

 

การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ที่ดีจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของคนในองค์กรและพนักงาน โดยการวางแผนในยุคสมัยปัจจุบันต่างมีตัวช่วยประเมินและวิเคราะห์มากมาย อย่างแอปพลิเคชั่น SAKID ที่เป็นหนึ่งในตัวช่วยให้ HR หรือหัวหน้าในองค์กรได้เข้าใจปัญหา อุปสรรค หรือความสุขของพนักงานได้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียพนักงานจากปัญหาสุขภาพกาย ความเครียด ภาวะหมดไฟ หรือ Office Syndrome ที่เป็นปัญหาใหญ่ในโลก VUCA ที่มีการแข่งขันสูง

 

เพราะคนทำงานคือทรัพยากรทรงคุณค่าที่สุดในองค์กร ลองมาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเข้าใจไปด้วยกัน

 

บทความที่น่าสนใจ

template our workshop success-Lbeauty

แข่งขันลดน้ำหนักด้วย SAKID กับโครงการ Lbeauty Fit Challenge

สำหรับกิจกรรม Lbeauty Fit Challenge ที่แข่งขันลดน้ำหนักกับ SAKID application ตลอดระยะเวลา พ.ค. – ก.ค. 67 โดยมีการออกแบบภารกิจสุขภาพทั้งอาหาร และออกกำลังกายให้เหมาะสม พร้อมด้วยโค้ชนักกำหนดอาหารวิชาชีพดูแลเป็นรายบุคคลในการปรับการกิน จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักลดลงถึง 4%  และรอบเอวลดลงถึง 6 %

อ่านต่อ »

WORKSHOP การทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด

กิจกรรม  “การทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด”

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2566  SAKID  ได้จัดกิจกรรม Workshop  “การทานอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด” โดยนักกำหนดอาหารที่ให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องอาหารที่ควรกินและไม่ควรกิน การเลือกอาหารและปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือด

อ่านต่อ »

Workshop การเงิน มีเงินเก็บยันเกษียณ

เริ่มต้นดูแลสุขภาพการเงินให้กับพนักงาน ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในเรื่องการเงิน ทั้งเรื่องภาษี การแบ่งเงินเก็บออม การลงทุน การซื้อประกันให้เหมาะสมกับตัวเอง และการวางแผนเกษียณอย่างมีคุณภาพ กับนักการเงินผู้ที่มีประสบการณ์ ที่อยากให้คุณวางแผนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน

อ่านต่อ »
รับมือแผ่นดินไหว-SAKID

รับมือกับ แผ่นดินไหว ฉบับพนักงานออฟฟิศ

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติกลางเวลางาน

แม้ว่าแผ่นดินไหวจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย แต่เมื่อเกิดขึ้นก็สามารถสร้างความเสียหายได้ทั้งต่ออาคารและชีวิตของพนักงานออฟฟิศทุกคน การเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จะพาไปดูขั้นตอนง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณปลอดภัยมากขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนั้น

อ่านต่อ »
Health talk NCDs-SAKID

Health talk กินอยู่ อย่างไร ห่างไกล NCDs

Health talk กินอยู่อย่างไร ห่างไกล NCDs

วันที่ 30 เมษายน  2568 SAKID  ได้จัดกิจกรรม กินอยู่อย่างไรห่างไกลโรคNCDs กับ SAKID ที่บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์  Workshop เกี่ยวกับการเลือกอาหารในชีวิตประจำวันโดยจะเน้นไปที่การลดน้ำหนักและไขมันในเลือด ให้พนักงานได้นำไปใช้ได้จริง การอ่านฉลากแบบง่ายๆ การเลือกกินอาหารแบบ 2-1-1 เน้นโปรตีนและผัก การเลือกกินคาร์โบไฮเดรตในสัดส่วนที่ถูกต้อง เพื่อรักษาการกินที่สมดุลให้เหมาะกับสภาวะร่างกายของแต่คนให้ถูกต้อง

อ่านต่อ »
Cover-burnout-SAKID

Workshop How to understand burnout

กิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมคและการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักจิตวิทยาองค์กร ครูรักอมยิ้ม คุณอานนท์ ตั้งกิตติทรัพย์ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับเทคนิคการจัดการความเครียด และการบริหารการทำงานให้มี Work-life balance

อ่านต่อ »
สวัสดิการพนักงาน
URL Copied!

สวัสดิการพนักงาน โจทย์ใหญ่สำหรับผู้บริหารองค์กรยุคปัจจุบัน

สวัสดิการพนักงาน ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่องค์กรในปัจุบบันจะต้องให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นตัวดึงดูดให้คนมาสมัครงานกับองค์กรของเราแล้ว ยังเป็นตัวช่วยยึดเหนี่ยวพนักงานในองค์กรแต่เดิมให้ยังอยู่ต่อไป ซึ่งโจทย์นี้เอง ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้บริหาร ว่าจะออกแบบมาเป็นเช่นไร และไม่สร้างผลกระทบในแง่ลบให้กับพนักงานภายในองค์กร

 

สวัสดิการพนักงาน สิ่งยึดเหนี่ยวพนักงานไว้กับองค์กร

 

สวัสดิการพนักงาน คือผลประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับเพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินเดือนที่องค์กรจ่ายให้จากการทำงานของพนักงาน มันเป็นตัวช่วยยึดเหนี่ยวพนักงานในองค์กรแต่เดิมให้ยังอยู่ต่อไป 

 

เพราะสำหรับพนักงานแล้ว สวัสดิการพนักงาน ถือเป็นสิ่งที่ช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้ของพนักงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรายจ่ายสำคัญ อย่างค่ารักษาพยาบาลที่มักคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะต้องจ่ายเมื่อไร และจะต้องใช้เงินเล็กหรือก้อนโตเพียงไร หรือสิ่งอื่น ๆ ที่ช่วยให้พวกเขาทำงานต่อไปได้โดยไม่เกิดปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตที่มากขึ้น

 

ซึ่งหากสวัสดิการเหล่านั้นไม่ดี องค์กรนั้น ๆ เองก็อาจพบกับความเสี่ยงในอัตราเปลี่ยนงานของพนักงานที่สูงขึ้นเช่นกัน จนทำให้ธุรกิจขององค์กรได้รับความเสียหาย และอาจนำไปสู่การยุติการประกอบการได้ในที่สุด

 

วางแผนสร้างสวัสดิการพนักงานอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ทั้งพนักงานและองค์กร

 

พนักงาน

 

การวางแผนสร้างสวัสดิการพนักงานถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคิดให้ถี่ถ้วนเป็นอย่างดี แต่โดยพื้นฐานแล้วจะแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ๆ ก็คือ ประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน และประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยแบ่งได้ ดังนี้

 

ประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน

 

1. ขึ้นทะเบียนประกันสังคม

 

การทำประกันสังคมให้กับพนักงานเป็นสิ่งที่จำเป็นหากจ่ายค่าจ้างให้พวกเขาเป็นเงินเดือน เพื่อให้พนักงานเหล่านั้นได้รับสวัสดิการความคุ้มครองหลายๆ ด้านจากประกันสังคม อีกทั้งพนักงานยังสามารถนำค่าประกันตนที่หักจ่ายให้กับสำนักงานประกันสังคม ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องยื่นภาษีทุกปีได้ด้วย

 

2. เลือกสวัสดิการที่ไม่ต้องนับรวมเป็นรายได้พนักงาน

 

เพราะสวัสดิการบางอย่างและประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากองค์กร จะถูกหักนับรวมเป็นภาษีตามมาตรา 39 และ40(1) ของประมวลรัษฎากร ทำให้พนักงานจะต้องจ่ายภาษีที่มากขึ้นตามไปด้วย

 

ฉะนั้นแล้ว การเลือกสวัสดิการที่ไม่เข้ากับเงื่อนไขของมาตรา 40(1) จึงเป็นสิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการ โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมาย ดังนี้

 

2.1 เป็นการปฏิบัติให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อาจแตกต่างกันตามลำดับขั้นของพนักงานได้ แต่ต้องไม่แตกต่างกันในระดับขั้นเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือให้เป็นการส่วนตัว เพราะจะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

2.2 สวัสดิการบางอย่างต้องมีระเบียบปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งพนักงานต้องรับรู้โดยทั่วกันทุกคน

 

2.3 ผลประโยชน์ให้พนักงานบางกรณีต้องมีการทำหนังสือรับรู้ หรือได้รับการอนุมัติจากกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษร มีเอกสารประกอบชัดเจนและถูกต้อง พร้อมทั้งเอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตรงตามที่ได้รับการอนุมัติ

 

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

 

สำหรับพนักงานที่มีเงินเดือนถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ฝ่ายบุคคลขององค์กรจะต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกเดือน โดยจะคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานทั้งปี ว่าถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีแล้วหรือไม่

 

ซึ่งพนักงานเอง ก็จำเป็นจะต้องแจ้งสิทธิลดหย่อนที่มีของตนเองให้กับฝ่ายบุคคล ทั้งที่มีอยู่แล้วหรือที่ตั้งใจว่าจะซื้อเพิ่มภายในปีนี้ให้เป็นไปตามลายลักษณ์อักษร โดยอาจแจ้งเป็นแบบฟอร์มหรือช่องทางอื่น ๆ ตามที่องค์กรกำหนด ซึ่งจะทำให้พนักงานได้รับเงินสดเท่าเดิมทันทีที่จ่ายเงินเดือนครั้งต่อไป

 

ประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร

 

1. เลือกค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่ไม่เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

สำหรับองค์กรแล้ว รายจ่ายใด ๆ ที่ไม่อยู่ในมาตรา 65 ตรี (1)-(20) มีสิทธิลงเป็นรายจ่ายทางภาษีอากรได้ ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรเสียภาษีน้อยลง โดยจะต้องเข้าข่ายเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 

1.1 องค์กรต้องระบุสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของพนักงานไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของกิจการ โดยระบุไว้ในคู่มือพนักงานอย่างครบถ้วน

 

1.2 การให้สวัสดิการ จะต้องให้กับพนักงานทุกคนทั่วไปโดยไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ

 

การประชุม พนักงาน

 

2. เลือกสวัสดิการที่ภาษีซื้อไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม

 

หากค่าสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่น แจกสิ่งของเป็นรางวัลปีใหม่ให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน ภาษีซื้อสิ่งของเหล่านี้ จะต้องไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 กรณีต้องห้าม ดังนี้

 

2.1 ไม่มีใบกำกับภาษี หรือมีใบกำกับภาษี แต่ไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้

 

2.2 ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้อง หรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ  

 

2.3 เป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบธุรกิจขององค์กร

 

2.4 เป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายค่ารับรอง

 

2.5 เป็นภาษีซื้อตามใบกำกับภาษี ซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

 

2.6 เป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว

 

สวัสดิการพนักงานสุดยอดฮิต ที่แพร่หลายและใช้เป็นวงกว้างในองค์กรต่าง ๆ 

 

1. โบนัส และการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี

 

การมีโบนัสและการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งยังเป็นเหมือนรางวัลพิเศษให้พวกเขารู้สึกได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่พยายามมาตลอดทั้งปี และมีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองในปีถัด ๆ ไปอีกด้วย

 

2. วันลาตามกฎหมาย และวันลาพิเศษอื่น ๆ

 

การกำหนดวันหยุด และวันลาอื่น ๆ ตามกฏหมายขั้นพื้นฐาน คือสิ่งที่องค์กรต้องใส่ใจและมอบสิทธิเหล่านี้สำหรับพนักงานในเบื้องต้น โดยการให้สิทธิวันลาหยุดตามกฏหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิส่วนบุคคลตามที่ควรจะเป็น แต่ถ้าหากมีสวัสดิการวันหยุดพิเศษเพิ่มเข้าไป เพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาส่วนตัวไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และสร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน จะเป็นสิ่งที่มัดใจพนักงานได้เป็นอย่างดี

 

3. ค่าล่วงเวลา (OT)

 

การทำงานล่วงเวลา อาจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พนักงานหลายคนเป็นกังวล โดยเฉพาะตำแหน่งที่มีโอกาสทำงานล่วงเวลาจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแม้จะเป็นหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบ แต่หากองค์กรนั้น ๆ มีค่าตอบแทนหรือค่าเดินทางเป็นกำลังใจให้ เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นจะไม่กินแรงพวกเขาฟรี ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่องค์กรควรสนับสนุน

 

4. เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

 

สไตล์การทำงานแบบอิสระสามารถช่วยลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างวัน และยังช่วยเพิ่มเติมช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพของชิ้นงานให้ออกมาได้ดียิ่งขึ้น การสร้างบรรยากาศและออกแบบเวลาทำงานให้ยืดหยุ่น จึงเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการพนักงานที่ใช้มัดใจพนักงานบริษัทยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

 

การทำงาน สวัสดิการ

 

  1. ประกันสุขภาพ และการสนับสนุนสุขภาพของพนักงานในองค์กร

  2.  

ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างอาจทำให้ความคุ้มครองต่าง ๆ ยังครอบคลุมไม่มากพอ โดยเฉพาะเรื่องของความเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ หากมีประกันสุขภาพแบบกลุ่มที่ช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายจากการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จะช่วยให้พนักงานเห็นว่าคุณเอาใจใส่ดูแลพวกเขาดีแค่ไหน และรู้สึกปลอดภัย อยากอยู่กับบริษัทของคุณไปอีกนาน เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับพนักงาน ที่ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายไปมากน้อยเพียงใด

 

และนอกจากประกันสุขภาพจะเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้พนักงานแล้ว การสนับสนุนสุขภาพของพนักงานในองค์กรเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรควรใส่ใจ ทั้งอาหารการกิน และการออกกำลังกายต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร จนรวมไปถึงนวัตกรรมดูแลสุขภาพที่ช่วยดูแลพวกเขาอย่างครบครัน ให้พวกเขามีสุขภาพจิตและกายที่ดีในอีกหนึ่งทาง และยังเป็นการป้องกันสุขภาพของพนักงานเหล่านั้น ไม่ให้ล้มป่วยจนต้องพึ่งพาประกันสุขภาพบ่อย ๆ อีกด้วย

 

สวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานคุ้มค่าอย่างไร?

 

สวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานถือเป็นสิ่งใหม่ที่หลาย ๆ องค์กรพึ่งนำมาเริ่มใช้กับพนักงานของตนเอง จึงไม่แปลกที่จะมีผู้บริหารและพนักงานจำนวนมากที่สงสัยถึงความคุ้มค่าของนโยบายสวัสดิการตัวนี้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเองก็มีประกันสุขภาพของพนักงานกันอยู่ก่อนแล้ว 

 

ทว่า สวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานก็เป็นเหมือนกันกับการป้องกันด่านแรกสุด ที่จะทำให้พนักงานลดความจำเป็นในการใช้ประกันสุขภาพ รวมไปถึงการลา หรือขาดงานจากอาการเจ็บป่วยทั้งหลายลงไป และยังมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง พร้อมสู้ในการทำงาน ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรนั้นสูงยิ่งขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา บริษัท Johnson & Johnson ที่เป็นบริษัทด้านอุตสาหกรรมยา, เครื่องมือแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่เริ่มใช้งานสวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน อย่างพวกโปรแกรมสุขภาพต่าง ๆ ก็มีพนักงานที่สูบบุหรี่ลดลงกว่าสองในสาม จนรวมไปถึงผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายก็ลดจำนวนตามลงไป 

 

การประชุม สวัสดิการพนักงาน

 

โดยในผลสรุปตั้งแต่ปี 2002 ไปจนถึงปี 2008 J&J สามารถประหยัดเงินค้าประกันสุขภาพ และรักษาพยาบาลต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กรของตนเองไปได้กว่า 250 ล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 9,530,875,000 บาท ในปัจจุบัน) ซึ่งตามการคำนวณของพวกเขา ในทุก ๆ 1 ดอลลาร์ (ราว ๆ 38.11 บาท ในปัจจุบัน) ที่ J&J ใช้ลงทุนไปกับสวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน พวกเขาก็ได้ผลตอบแทนกลับคืนมาถึง 2.71 ดอลลาร์ (ราว ๆ 103.28 บาท ในปัจจุบัน) เลยทีเดียว

 

ซึ่งแอปพลิเคชัน SAKID เองก็จัดอยู่ในประเภทสวัสดิการดูแลสุขภาพในที่ทำงานเช่นกัน นวัตกรรมนี้ถูกพัฒนาโดยทีมงานสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยนักกำหนดอาหาร, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยาองค์กร ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี  ซึ่งทดลองใช้งานจริงแล้วในองค์กรมามากกว่า 200 องค์กร และพบว่าผู้ใช้งานร้อยละ 80 ของแอปพลิเคชันสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ และกว่าครึ่งหลังจากที่ใช้บริการก็มีฟีดแบคกลับมาว่ารู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้น

 

บริการของ SAKID ในปัจจุบัน แบ่งได้ 4 บริการ ดังนี้

 

1. บริการภารกิจสุขภาพรายบุคคล

 

ภารกิจสุขภาพของ SAKID มีรวมกันกว่าพันรายการ พร้อมทั้งมีการคัดสรร และเลือกภารกิจให้ตามแต่ความเหมาะสมรายบุคคลของพนักงาน ทั้งยังสามารถระบุเป้าหมายที่พนักงานเหล่านั้นต้องการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดน้ำหนัก, ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการจัดการความเครียดต่าง ๆ ทั้งยังสามารถทำชาเลนจ์เป็นกิจกรรมภายในบริษัทได้ด้วยการเชื่อมต่อกับ Smart Device ต่าง ๆ บนระบบ iOS และ Android 

 

2. บริการปฏิทินความสุข

 

เป็นเครื่องมือช่วยบันทึกภายในแอปพลิเคชันของ SAKID ที่เน้นจุดมุ่งหมายไปที่การช่วยให้พนักงานบันทึกระดับความสุขในแต่ละวันลงไป เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ที่สามารถนำมาวัดผลได้ให้แก่องค์กร และยังสามารถบันทึกเรื่องราวของสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ หรือเล็กน้อยลงไปได้อีกด้วย

 

3. บริการโค้ชสุขภาพพนักงานส่วนตัว

 

เป็นบริการที่มีเพื่อให้พนักงานภายในองค์กรที่ใช้งานแอปพลิเคชันของ SAKID ได้พูดคุยปัญหาสุขภาพกับโค้ชประจำตัว, นักกำหนดอาหาร, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักจิตวิทยาได้แบบไม่จำกัด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เป็นการที่ให้พวกเขาสามารถจัดการปัญหาของตัวเองกับผู้เชี่ยวชาญได้อย่างว่องไว และไม่ก่อกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในภายหลัง

 

4. บริการเวิร์คช็อปออนไลน์

 

เป็นบริการพื้นที่ร่วมกิจกรรม ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็น ให้แก่คนในองค์กรแบบหมุนเวียนทุกสัปดาห์จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ของแอปพลิเคชัน SAKID และยังสามารถเพิ่มการจัดกิจกรรมในรูปแบบ Omni-Channel ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เช่น กิจกรรมนวดผ่อนคลาย, กิจกรรมยืดเส้นสาย, กิจกรรมคลายเครียด หรือกิจกรรมเสริมความร่วมมือในทีม ให้แก่พนักงานเหล่านั้นได้นำไปปรับใช้ภายในชีวิตประจำวัน และองค์กรของตนเอง

 

จากทั้งหมดที่ว่ามานี้ แอปพลิเคชันของ SAKID ถือได้ว่าเป็นบริการด้านสุขภาวะแก่พนักงานในองค์กรรูปแบบออนไลน์แห่งแรก ที่ดูแลอย่างครบครันจากการปรับการทานอาหาร, ออกกำลังกาย, คลายความกังวล และ สังคมในที่ทำงานกับตัวของพนักงาน ด้วยโค้ชสุขภาพที่พร้อมให้คำปรึกษา และออกแบบคำแนะนำให้รายบุคคลตามมาตรฐานสากล ผสานด้วยเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลพนักงานที่ก้าวหน้า เพื่อเป้าหมายการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสุขภาพพนักงานโดยรวม และลดค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพของบริษัท รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็นของพนักงานลงไป

 

สรุป

 

จะเห็นได้ว่า สวัสดิการพนักงานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าพนักงานนั้นเป็นเหมือนฟันเฟือง ที่คอยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ในองค์กรให้นานที่สุด ด้วยการการสร้างแรงจูงใจจากสวัสดิการเหล่านี้ ให้พวกเขารู้สึกอยากที่จะอยู่ต่อ และไม่ย้ายไปไหนนั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

กิจกรรม CSR

“กิจกรรม csr” การทำเพื่อสังคมที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่าที่คุณคิด

กิจกรรม CSR คืออะไร ทำไมองค์กรใหญ่ ๆ ถึงต้องทำ? ประเภทของกิจกรรม CSR และตัวอย่างกิจกรรมจากธุรกิจชั้นนำ [แนะนำแนวทางจัดกิจกรรม CSR]

อ่านต่อ »
คอร์สเรียน กับ นักกำหนดอาหาร-SAKID

คอร์สเรียน อัพความรู้ความเข้าใจการดูแลสุขภาพ กับ นักกำหนดอาหาร

 เรียนรู้สุขภาพดีเรื่องอาหาร ไม่ว่าจะลดน้ำหนัก กินยังไงให้สุขภาพดี เทคนิคการกินเติมความสวย สามารถเรียนรู้ได้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มของConiverse ที่ช่วยให้พนักงานสามารถอัปเดตความรู้และทักษะ ทำให้การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลานอกจากเรื่องการดูแลสุขภาพแล้วยังมีเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะการสอนใช้โปรแกรมต่างๆ ภาษา การลงทุน การวิเคราะห์การตลาด เรื่องที่ถูกคัดมาแล้วว่าจะสามารถเสริมความรู้ให้กับพนักงานสายต่างๆได้ผ่านผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา

อ่านต่อ »
เริ่มต้นดูแลสุขภาพพนักงาน-SAKID

เริ่มต้นดูแลสุขภาพพนักงาน ทำอะไรได้บ้าง ฉบับงบน้อย

   ท่ามกลางภารกิจอันล้นหลาม หลายครั้งที่ “เหนื่อย เครียด หมดไฟ” กลายเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพกายใจที่ถูกมองข้าม บทความนี้เราจะสำรวจ 10 กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ใช้งานได้จริงและไม่แพง ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นและปลุกพลังให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ »

โรงอาหารยุคใหม่ จาก Clean Food สู่ Green ESG

คำว่า “ESG” กลายเป็นเป้าหมายขององค์กรทั่วโลกและโรงอาหารไม่ควรถูกมองแค่พื้นที่กินข้าวของพนักงาน แต่เป็น “พื้นที่สร้างพฤติกรรมยั่งยืน” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส ESG ในโรงอาหารจึงหมายถึงการออกแบบระบบจัดการอาหารที่คำนึงถึง “สุขภาพพนักงาน” ควบคู่กับ “สิ่งแวดล้อม” เช่น การเลือกวัตถุดิบจากแหล่งยั่งยืน การลดของเสียจากอาหาร (Food Waste) และการจัดการขยะอย่างรับผิดชอบ

อ่านต่อ »

การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น ด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ

วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ ถือเป็นวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่ใคร ๆ จะรู้สึกสนใจในสิ่งนี้

อ่านต่อ »

Well Being คืออะไร สร้างสุขให้พนักงานด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

Well Being เป็นหนทางสร้างสุขให้กับพนักงานที่แต่ละองค์กรควรมีเอาไว้ เพราะความเครียดในการทำงานนั้นไม่ได้มีเพียงร่างกายและจิตใจ แต่ยังมีอีกหลาย ๆ ส่วนประกอบรวมกัน

อ่านต่อ »
กิจกรรม 5ส
URL Copied!

กิจกรรม 5ส คืออะไร (เข้าใจง่ายๆ ใน 5 นาที)

กิจกรรม 5ส คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เราพบได้เห็นบ่อย ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย เป็นหลักการคุ้นเคยที่ทุกองค์กรนำมาประยุกต์ใช้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในองค์กร แต่ทว่า กิจกรรมเหล่านี้คืออะไร ทำไมมันถึงถูกนำมาปรับใช้ในองค์กรต่าง ๆ อย่างแพร่หลายแบบนี้กัน มาทำความเข้าใจไปด้วยกันเถอะ

 

กิจกรรม 5ส เครื่องในการจัดระเบียบองค์กรที่แพร่หลาย

 

การทำงานในบริษัท

 

5ส หรือ 5S คือเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในองค์กร และใช้พื้นที่ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยหลักตามแบบญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วย 

 

1. สะสาง (Seiri / Sort)

 

เริ่มต้นแยกสิ่งที่ต้องการจัดระเบียบ โดยต้องชัดเจนระหว่าง “สิ่งที่จำเป็น” และ “สิ่งที่ไม่จำเป็น” หรือแยกสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่

 

2. สะดวก (Seiton / Set in Order)

 

นำสิ่งที่สะสางมาจัดให้เป็นระเบียบ โดยคำนึงถึงกระบวนการใช้งานและความปลอดภัย

 

3. สะอาด (Seiso / Shine)

 

เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้น่ารื่นรมย์และน่าทำงาน ซึ่งสิ่งนี้มีผลอย่างมากต่อจิตใจพนักงานในความรู้สึกดีกับการทำงาน

 

4. สุขลักษณะ (Seiketsu / Standardize) 

 

ปรึกษาหารือว่าอะไรคือมาตรฐานสุขลักษณะที่พนักงานต้องการ เพื่อที่ว่า ทุกคนจะได้ปฏิบัติรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามมาตรฐานนั้น ๆ

 

5. สร้างนิสัย (Shitsuke / Sustain) 

 

นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากและยากที่สุด เพราะคำว่า “นิสัย” ไม่ได้ขึ้นเกิดแค่การทำเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการหมั่นปฏิบัติซ้ำ ๆ เป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

โดยกิจกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ เพื่อลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานภายในองค์กรอย่างถ้วนหน้า ซึ่งสมัยก่อน นิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรมกันเป็นหลัก ก่อนที่จะขยับขยายมาใช้ในทุกประเภทของธุรกิจ เพราะเป็นแนวทางที่เป็นระบบ เหมาะสำหรับการนำมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขการทำงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานนั่นเอง

 

และยังมีคนเคยเปรียบเทียบอีกว่า กิจกรรมนี้​เปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ของแนวคิดการพัฒนาองค์กรตามหลักการอื่น ๆ เช่น LEAN, ISO, TPM, QCC, Six Sigma, PDCA หรือ Kaizen ฯลฯ จึงกล่าวได้ว่า มันเป็นพื้นฐานของหลักการพัฒนาองค์กรทุกระบบก็ว่าได้

 

ฉะนั้นถ้าหากองค์กรมีรากฐานที่แข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

 

ประโยชน์ของกิจกรรม 5ส ที่เกิดขึ้นกับองค์กร

 

– พนักงานทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

– เกิดความร่วมมือร่วมใจภายในองค์กร

 

การประชุมภายในองค์กร

 

– พนักงานมีระเบียบวินัยมากขึ้น

 

– การปฎิบัติตามกฎระเบียบ และคู่มือการปฎิบัติงาน จะทำให้ความผิดพลาด และความเสี่ยงต่าง ๆ ลดน้อยลงไป

 

– มีจิตสำนึกของการปรับปรุงตัว ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน

 

– เป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร, อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ

 

– การไหลเวียนของวัสดุ และกระบวนการทำงานจะราบรื่นขึ้น

 

– พื้นที่ทำงานมีระเบียบและสะอาดตา สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติต่าง ๆ ได้ง่าย

 

– ต้นทุนขององค์กรลดลง แต่ได้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม 5ส ให้เห็นผล

 

การจะดำเนินกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ ให้เห็นผล จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจนและแน่นอน โดยสำหรับกิจกรรม 5ส นั้น จะมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

 

– ขั้นเตรียมการ (Perparation)

 

การปรึกษาในองค์กร

 

เมื่อเริ่มต้นนำกิจกรรมมาใช้งาน สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการคือ การทำความเข้าใจกับผู้บริหารระดับสูง และจัดเตรียมแผนการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ นำไปเสนอให้เห็นผลโดยรวม

 

– ขั้นเริ่มดำเนินการ (Kick off Project)

 

วางแผนจัดกิจกรรมให้ชัดเจนว่าจะทำสิ่งใดและเริ่มวันไหน โดยกิจกรรมนี้ มีความสำคัญและต้องเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบ รวมถึงมีการประชุมเตรียมการต่าง ๆ และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน

 

– ขั้นตอนดำเนินการ (Implementation)

 

เมื่อเริ่มดำเนินการ ทุกพื้นที่จะต้องกำหนดแผนปฎิบัติการ และหัวข้อต่าง ๆ ที่ควรมีอยู่ในการดำเนินกิจกรรม เช่น รายละเอียดกิจกรรม, ระยะเวลาดำเนินการ, ผู้รับผิดชอบ และการรายงานความคืบหน้าต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล

 

สาเหตุที่กิจกรรม 5ส ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นวงกว้าง

 

กิจกรรม 5ส ถือว่าเป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถเข้าใจแนวทางการปฏิบัติได้ง่าย และใช้งบประมาณที่ต่ำ โดยผู้ทำกิจกรรมก็จะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม จากการที่ตัวกิจกรรมต้องปฏิบัติร่วมกันเป็นกลุ่มพื้นที่ ซึ่งสมาชิกในพื้นที่จะได้ร่วมกันวางแผน และลงมือปรับปรุงพื้นที่ปฏิบัติงานของตนเองให้เหมาสมกับพวกเขา และกลุ่มกิจกรรมนี้ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำให้แก่หัวหน้าพื้นที่อีกด้วย

 

จากการที่เห็นผลที่เป็นรูปธรรมนี้เอง พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น จะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีการจัดเก็บสิ่งของที่เป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาของหรือเอกสาร ซึ่งการปรับปรุงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่มองเห็นได้และเป็นรูปธรรม ทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างนิสัย และการมีวินัยในองค์กร

 

โดยการปฏิบัติกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน จะช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยและความเป็นระเบียบวินัยให้แก่ผู้ปฏิบัติกิจกรรม สิ่งของในที่ทำงานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ทำให้การทำงาน มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกนั่นเอง

 

อยากเพิ่มประสิทธิภาพ 5ส ต้องทำเช่นไรดีนะ ?

 

การเพิ่มประสิทธิภาพ 5ส

 

เพราะกิจกรรม 5ส ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาด แต่เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในที่นี้จึงจะกล่าวถึงปัจจัยที่จะช่วยให้การประยุกต์ใช้กิจกรรมดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่

 

– ความรับผิดชอบ

 

ทุกคนจะต้องเชื่อมั่นและทำตามหลักการนี้ด้วยใจจริง ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวหรือทำไปเพราะคนอื่นสั่งให้ทำ ยิ่งถ้าหากร่วมมือร่วมใจกันทุกคนแล้วล่ะก็ การสร้างวินัยก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

– การแข่งขัน 

 

เป็นการเพิ่มความท้าทายและความตื่นเต้นแก่พนักงาน ทำให้หลาย ๆ องค์กรจึงมักมีการประกวดกิจกรรมนี้เป็นประจำทุกปี

 

หรืออย่างแอปพลิเคชันของ SAKID ที่มีฟีเจอร์ Health Challenge ที่นอกจากจะช่วยวิเคราะห์สุขภาพ, การกินอาหาร, การออกกำลังกายและความสุขส่วนบุคคลแล้ว ยังมีภารกิจสะกิดสุขภาพพร้อมเคล็ดลับรายบุคคล รวมไปถึงการแข่งขันกับเพื่อนในทีมด้วย ระบบสะกิดแก๊งอีกด้วย

 

– การปรับปรุง 

 

ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นถ้าเราปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แนะนำว่าอาจใช้หลักการวงจร PDCA (Plan – Do – Check – Action) มาร่วมด้วยก็ได้ เพราะจะทำให้องค์เติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

 

สรุป

 

กิจกรรม 5ส ถือเป็นอีกเครื่องมือดี ๆ ที่แพร่หลายเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ที่ใช้พื้นที่ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เป็นอย่างดี ในการช่วยการจัดระเบียบขององค์กรของตน และนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างง่าย ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจ ในการนำไปปรับใช้กับองค์กรที่ต้องการสร้างระบบระเบียบต่าง ๆ นั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ

จัดการอย่างไร ให้ห่างไกล ความเครียด

หากเราพูดถึงคำว่า “ความเครียด” เรานั้นมักจะนึกถึง และบรรยายความรู้สึกว่าเหมือนถูก “บีบคั้น กดดัน อึดอัด” ทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร โดยที่ความเครียดนั้นจะเป็นภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่รับมือได้ยาก หรือถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก จนทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือวิตกกังวลขึ้นมาได้

อ่านต่อ »

สวัสดิการพนักงาน สายเฮลตี้ พนักงานสุขภาพดีมีอะไรบ้าง

ในยุคที่ “สุขภาพ” กลายเป็นหัวใจของชีวิตการทำงาน การให้ สวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ที่ตอบโจทย์เพียงแค่เงินเดือนหรือโบนัสอาจไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรยุคใหม่จึงเริ่มหันมาพัฒนา “สวัสดิการสายเฮลตี้ (Healthy Employee Benefits)” เพื่อดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของพนักงานอย่างรอบด้าน สวัสดิการลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ของแถม” แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้าง องค์กรสุขภาพดี (Healthy Organization) ที่มีพนักงานสุขภาพดี มีแรงบันดาลใจ

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -Disc

DISC พลังแห่งบุคลิกในการสร้างทีมเวิร์คสู่ความสำเร็จขององค์กร

คุณเคยสังเกตไหมว่า ทำไมองค์กรที่เต็มไปด้วยบุคลากรผู้มีความสามารถ แต่บางครั้งการทำงานร่วมกันเป็นทีมกลับเป็นเรื่องที่ท้าทายและมีอุปสรรค? สาเหตุสำคัญอาจมาจากความแตกต่างด้านบุคลิกภาพในการทำงานของแต่ละคน การสร้างทีมเวิร์คให้แข็งแกร่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่างสมาชิกในทีมที่มีรูปแบบการคิดและการทำงานแตกต่างกัน หากเราไม่เข้าใจและปรับวิธีบริหารจัดการให้เหมาะสม ความแตกต่างเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นตัวขัดขวางการทำงานเป็นทีมให้ราบรื่นและบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่ตั้งใจ ซึ่งหากปล่อยไว้ ก็อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งและส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของทีมในที่สุด

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -7 teamwork

7 วิธีสร้างทีมเวิร์ค(Team building) ให้แข็งแกร่ง พร้อมพิชิตเป้าหมายองค์กร

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางทีมถึงทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น สามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม และบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง คำตอบก็คือพวกเขามีการสร้างทีมเวิร์คที่เข้มแข็งนั่นเอง การมีทีมงานที่แข็งแกร่ง สามัคคี และทำงานร่วมกันได้ดี ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำงานและการเติบโตขององค์กร (Salas et al., 2015)

อ่านต่อ »

Workshop ดูแลสุขภาพใจ #workshop3อ #อารมณ์

ดูแลสุขภาพใจพนักงาน ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง การสำรวจตรวจเอง เรื่องจิตวิทยาและอารมณ์ , Workshop การจัดการความเครียด , Health talk Work life balance หรือ Burn out โดยนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์

อ่านต่อ »
กินอยู่อย่างไร ห่างไกล NCDs-SAKID

WORKSHOP กินอยู่อย่างไร ห่างไกล NCDs

กิจกรรม กินอยู่อย่างไร ห่างไกล NCDs

วันที่ 26 สิงหาคม  2567 SAKID  ได้จัดกิจกรรม กินอยู่อย่างไรห่างไกลโรคNCDs กับ SAKID ที่บริษัท ทาทาสตีล (การผลิต) จ.สระบุรี โดยจะมีกิจกรรมวัดองค์ประกอบร่างกาย และWorkshop เกี่ยวกับการเลือกอาหารในชีวิตประจำวันโดยจะเน้นไปที่การลดน้ำหนักและไขมันในเลือด ให้พนักงานได้นำไปใช้ได้จริง การอ่านฉลากแบบง่ายๆ การเลือกกินอาหารแบบ 2-1-1 เน้นโปรตีนและผัก การเลือกกินคาร์โบไฮเดรตในสัดส่วนที่ถูกต้อง เพื่อรักษาการกินที่สมดุลให้เหมาะกับสภาวะร่างกายของแต่คนให้ถูกต้อง

อ่านต่อ »
วัฒนธรรมองค์กร
URL Copied!

การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น ด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ

ปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากเงินหรือตำแหน่งงาน ที่จะช่วยมัดใจให้พนักงานยังอยู่กับองค์กรต่อไป ก็คือวัฒนธรรมองค์กร เพราะในทุกวันนี้ ปัจจัยในเรื่องของความรู้สึกเองก็ส่งผลกับพนักงานมากยิ่ง ๆ ขึ้น การมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบริษัทให้ยั่งยืน จึงทำให้หลาย ๆ องค์กรนั้นตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของตน ไปสู่วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

วัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ คืออะไรกันแน่

 

วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) นั้นหมายถึง ค่านิยม, ทัศนคติ, มาตรฐาน และ ความเชื่อที่ทุกคนในองค์กรมีร่วมกัน ซึ่งวัฒนธรรมนี้เป็นสิ่งที่สร้างเป้าหมายขององค์กร ทั้งยังเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ และวิธีที่ทุกคนในองค์กรจะทำงาน ซึ่งการสร้างมันขึ้นมา จึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จของตัวองค์กรนั่นเอง

 

การทำงานในองค์กร

 

สำหรับวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพนั้น จะมีความแตกต่างกว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบทั่วไปอยู่มาก เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มุ่งเน้นไปที่การสะท้อนมันออกมาจากตัวบุคคล และ Passion ของกลุ่มผู้บริหารในองค์กรเป็นหลัก 

 

ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าพนักงานจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่ผู้บริหารภายในองค์กรต่างหาก ที่จะต้องเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างวัฒนธรรมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรแบบสตาร์ทอัพ ที่โครงสร้างองค์กรค่อนข้างที่จะเล็กและแบนกว่าองค์กรทั่ว ๆ ไป จึงทำให้พนักงานในองค์กรมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงมากอยู่แล้วนั่นเอง

 

การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ ต้องทำยังไงบ้าง

 

โดยส่วนมากวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ มักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยืดหยุ่นมากกว่าวัฒนธรรมองค์กรใหญ่ ๆ ที่จะเน้นไปในเรื่องของความเป็นระบบระเบียบที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งสำคัญพื้นฐานในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบสตาร์ทอัพ จะเริ่มต้นขึ้นจากการระบุเป้าหมาย, ค่านิยมแบบแผนหลัก รวมไปถึงการสื่อสารให้ทั่วถึงอย่างชัดเจน และเพื่อจะทำให้วัฒนธรรมนี้คงอยู่อย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 6 ส่วนดังนี้

 

1. ผู้บริหารจะต้องเป็นแบบอย่าง

 

ผู้บริหารจะต้องใช้การแสดงออกทางพฤติกรรมตามค่านิยมต่าง ๆ ที่ตั้งมั่นเอาไว้มาเป็นตัวผลักดันวัฒนธรรมควบคู่กันไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น อาจทำให้พนักงานไม่เชื่อใจในตัวผู้บริหาร และค่านิยมดังกล่าว จนอาจส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ดีไปแทน เช่น ในเรื่องของการทำสัญญา หรือการเคารพกันตามสายบังคับบัญชา เป็นต้น

 

2. จ้างงานอย่างระมัดระวัง

 

ในการเลือกจ้างพนักงานเข้ามาทำงานภายในองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่ประเมินถึงทักษะความสามารถอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กรเองก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการดูค่านิยมพื้นฐานของพวกเขาว่าไปทางเดียวกับองค์กรหรือไม่ รวมไปถึงตัวองค์กรเองก็จะต้องเตรียมตัวที่จะตอบคำถามต่าง ๆ ที่อาจจะออกมาจากปากของผู้สมัครให้รอบด้าน

 

3. การชื่นชมและให้รางวัลพนักงาน

 

สิ่งนี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจแก่พนักงานภายในองค์กรเป็นอย่างมาก และยังทำให้พนักงานเหล่านี้รู้สึกผูกพันและรักในตัวขององค์กรมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มนุษย์ทุกคนนั้นต้องการความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีส่วนสำคัญกันทั้งสิ้น รวมไปถึงการที่มีคนเห็นความพยายามในการทำงานของตัวเอง และได้รับการชื่นชมออกมาอย่างจริงใจ ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่พวกเขามากกว่าเดิม

 

พนักงาน

 

4. ประเมินวัฒนธรรมองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

 

เพราะการปรับรูปแบบวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นแบบสตาร์ทอัพ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและอาจเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นแล้ว พนักงานและผู้บริหารภายในองค์กรจะต้องมีทักษะในการปรับตัว หมั่นตรวจเช็คอยู่เสมอว่าวัฒนธรรมองค์กรในปัจจุบันของเรานั้น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงพนักงานเองก็มีการพัฒนาไปเป็นอย่างไรบ้างนั่นเอง 

 

5. กำหนดกรอบคุณค่าที่มุ่งเน้นผลกระทบทางสังคม ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น 

 

แม้ความสำเร็จทางการเงินขององค์กรจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใส่ใจสังคมเองก็ถือว่าเป็นเรื่องที่องค์กรจำเป็นจะต้องพึงปฎิบัติ และยึดมั่นในการดำเนินงานที่ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ขององค์กร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คน ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวขององค์กรได้เป็นอย่างมาก และส่งผลทำให้วัฒนธรรมขององค์กรนั้นยั่งยืนและมั่นคง

 

6. มีความอดทนในการสร้างผลกำไร

 

“ผลประโยชน์ระยะสั้นนั้นไม่เคยคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไปในระยะยาว” นี่เป็นปรัชญาที่ Gusto ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการบัญชีเงินเดือนออนไลน์ในสหรัฐอเมริกานั้นยึดมั่น เพราะความรีบร้อนในการเติบโตที่รวดเร็วจนเกินไป จะส่งผลทำให้วัฒนธรรมองค์กรนั้นพังทลายได้โดยง่าย และทำให้พนักงานสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กร จนกลายเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาลาออกจากองค์กรไปในที่สุด ฉะนั้นแล้ว รากฐานที่ยั่งยืนและความอดทนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เหล่าผู้บริหารจะต้องยึดมั่นเอาไว้เป็นแบบอย่าง

 

ถ้าอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจ วัฒนธรรมองค์กรที่ถูกเปลี่ยนควรเป็นเช่นไร

 

การสร้างวัฒนธรรมองค์กร

 

1. งานที่สมดุล ลงตัวกับไลฟ์สไตล์

 

สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ คืองานที่ทำแล้วมีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง และยังจะต้องสมดุลกับชีวิตด้านอื่น ๆ ของพวกเขา ซึ่งตัวงานนี้ นอกจากจะต้องมีโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอแล้ว จะต้องไม่ทำให้ความต้องการในชีวิตด้านอื่น ๆ ของพวกเขามีปัญหา อย่างเช่นชีวิตส่วนตัว, งานอดิเรก หรือครอบครัว เป็นต้น จนกลายเป็นความรู้สึกที่ย่ำแย่ในการทำงานไป

 

2. ทำงานที่ไหนก็ได้

 

ด้วยปัญหาการการจราจรในปัจจุบัน รวมไปถึงสภาพอากาศและโรคระบาดในตอนนี้ ทำให้ความต้องการที่จะออกจากบ้านไปทำงานถึงออฟฟิศลดน้อยลงไปมาก ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นไปที่การทำงานที่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่เท่าเดิม ผ่านการติดต่อสื่อสารที่ยอดเยี่ยมระหว่างคนในทีม ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้ได้มีเวลาเหลือสำหรับการพักผ่อนหรือพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม จัดการชีวิตของตัวเองให้ลงตัว และมีอิสระในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

 

3. รับฟังทุกความคิดเห็น

 

สังคมการทำงานที่มีคุณภาพคืออีกหนึ่งสิ่งที่เหล่าคนรุ่นใหม่นั้นตามหา พวกเขาต้องการองค์กรที่มีพื้นที่ให้พนักงานของตนได้คิด และแสดงความเป็นตัวเองออกมา เปิดกว้างในเรื่องของไอเดีย ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร, อายุเท่าไหร่, เพศอะไร หรือทำงานตำแหน่งไหน ก็สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้โดยไม่ถูกขัด ซึ่งตัวของบริษัทหรือองค์กรเองก็พร้อมที่จะรับฟัง และเคารพในความคิดเห็นของทุก ๆ คนเท่ากัน ทั้งยังให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน, เจ้านาย หรือลูกน้อง ทำให้เกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพออกมา

 

การรับฟังความคิดเห็น

 

4. ให้โอกาสได้ลองผิดลองถูก

 

เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาจากการล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จึงมักมองหาบริษัทที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้สร้างมาเสนอไอเดียใหม่ ๆ กล้าที่จะให้ลองทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน เปิดโอกาสให้ได้ทำโปรเจกต์ที่อยากทำ หรือลองทำงานในตำแหน่งใหม่ ๆ ที่สนใจ เพื่อสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับคนทำงาน และความท้าทายนี้เอง ก็จะช่วยให้คนทำงานมี Passion ในการทำงานอยู่เสมอ

 

5. พร้อมส่งเสริมให้คนทำงานได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ

 

ในปัจจุบัน ทักษะต่าง ๆ เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่นั้นขวนขวายอยู่ตลอดเวลา บริษัทควรส่งเสริมให้คนทำงานได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนอกจากการจัดโปรแกรมฝึกทักษะที่จำเป็นให้แก่พนักงานแล้ว ก็ยังควรที่จะเปิดโอกาสให้พนักงานได้เลือกเรียนรู้ในทักษะที่ตนเองสนใจเองด้วย เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเองไปสู่พื้นที่การทำงานใหม่ ๆ ที่อาจจะใช้แสดงความสามารถได้ดียิ่งขึ้น ๆ ไปอีก

 

สรุป

 

แม้ว่าวัฒนธรรมองค์กรจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่พนักงานก็สามารถรับรู้ได้จากประสบการณ์ทำงาน, การใช้ชีวิตในองค์กรดังกล่าว และความเข้าใจในระบบการทำงานขององค์กร จึงไม่แปลก หากบริษัทที่มีวัฒธรรมองค์กรที่ไม่ดี จะมีอัตราการลาออกของพนักงานที่สูง อันเป็นเหตุของความไม่ยั่งยืนของบริษัท จนสุดท้ายก็กลายเป็นผลร้ายในระยะยาวของพวกเขาเสียแทน

 

ฉะนั้นแล้ว การเข้าใจและรู้จักพนักงานของตนเองก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารจะต้องทำความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลสุขภาพของพนักงาน ซึ่งแอปพลิเคชันอย่าง SAKID ก็ตอบโจทย์ในส่วนนั้นได้อย่างครบครัน ด้วยโค้ชสุขภาพของสะกิด ที่พร้อมให้คำปรึกษาส่วนตัวจาก 3 วิชาชีพ ลดรายจ่ายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็น และยังช่วยในการดูแลพนักงานได้อย่างทั่วถึง

บทความที่น่าสนใจ

Snack Bar จัดอย่างไรให้พนักงานสุขภาพดี

Snack bar สำหรับพนักงาน เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ และ ประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ควรเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น ผลไม้ นม แครกเกอร์ หรือ อาหารที่มีพลังงานน้อย เพื่อช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีด้วยนั่นเอง

อ่านต่อ »
Cover-Workshop-เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ

Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”

กิจกรรม Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “เตรียมตัว เตรียมตังค์ก่อนเข้าสู่วัยอิสระ”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมค, รพ.กรุงเทพสิริโรจน์ และการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักวางแผนการเงิน คุณจิญาดา พฤกษาชลวิทย์ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับวิธีการวางแผนทางการเงินก่อนถึงวัยเกษียณ และได้ทดลองวางแผนสำหรับตัวเองให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์อีกด้วย

อ่านต่อ »
Cover-ครูรัก-Sakid

Workshop “การจัดการความเครียด”

กิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมคและการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักจิตวิทยาองค์กร ครูรักอมยิ้ม คุณอานนท์ ตั้งกิตติทรัพย์ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับเทคนิคการจัดการความเครียด และการบริหารการทำงานให้มี Work-life balance

อ่านต่อ »
Sakid thumbnail -productivity

7 เคล็ดลับง่าย ๆ เพิ่ม Productivity ให้ปัง ทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว

คุณเคยรู้สึกไหมว่า ทำไมเพื่อนร่วมงานบางคนถึงได้ดูเก่งและประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว แถมยังมีเวลาไปเที่ยว ไปช็อปปิ้ง ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ได้อีก คุณอยากรู้ไหมว่าพวกเขามีเคล็ดลับอะไรในการเพิ่ม Productivity ให้ชีวิตปังขนาดนั้น?

อ่านต่อ »
ไขมันพอกตับ-SAKID

ทำอย่างไร เมื่อคนในองค์กรไขมันเกาะตับ

ในปัจจุบัน พนักงานในองค์กรหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงานหนักและการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ในยุคที่การทำงานเต็มไปด้วยความเครียดและความเร่งรีบ ปัญหาสุขภาพของพนักงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ  และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคือ “ไขมันเกาะตับ” ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรได้อย่างมาก

อ่านต่อ »
ลดน้ำหนัก-SAKID

ลดน้ำหนัก แต่ไม่อยากอดอาหาร หรือออกกำลังกาย ฉบับองค์กร

ในยุคที่การทำงานหนักและการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบเป็นเรื่องปกติ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่มักมีเวลาน้อยในการดูแลสุขภาพตัวเอง ซึ่งภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง เป็นต้น นอกจากนี้เรายังพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคอ้วนและโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย ถึงเวลาแล้วหรือยังคะที่เราจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญต่อการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น

อ่านต่อ »
HRIS
URL Copied!

HRIS คืออะไร ทำไมถึงจำเป็นกับการบริหารทรัพยากรบุคคล

ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น อันเป็นเหตุให้องค์กรแต่ละแห่งนั้นต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานมากกว่าเดิม และรวมไปถึงแผนก HR ที่ได้มีการนำระบบซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิมมาใช้งาน หรือก็คือระบบ HRIS นั่นเอง

 

HRIS ระบบสารสนเทศที่สำคัญสำหรับ HR

 

พนักงานกำลังทำงาน

 

ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (Human Resource Information System) หรือ HRIS คือระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การวางแผน การจ้างงาน, การพัฒนาและการฝึกอบรม, ค่าจ้างเงินเดือน และการดำเนินการทางวินัย ซึ่งช่วยให้การบริหารทรัพยากรบุคคลเกิดประสิทธิภาพ จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับงานของ HR รวมไปถึง ยังช่วยตอบสนองความต้องการขององค์กรที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ซึ่ง HRIS ที่ดีของแต่ละองค์กรนั้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร โดยจำเป็นจะต้องเลือกให้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวสู่เป้าหมายได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพนั่นเอง 

 

ข้อมูลต่าง ๆ ที่ควรมีในระบบ HRIS มีอะไรบ้าง

 

– ข้อมูลสารสนเทศบุคคล

 

มักประกอบด้วยชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, อายุ และคู่สมรส หรือข้อมูลติดต่อในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาของเจ้าหน้าที่ HR ในการสืบค้น

 

– ข้อมูลสารสนเทศด้านการแพทย์

 

ประกอบด้วยข้อบกพร่องทางกายภาพที่สังเกตได้ เช่น แขน, ขา, การได้ยิน, การพูด หรือสภาพร่างกาย เพื่อความมุ่งหวังด้านความสามารถในการทำงาน

 

– ประวัติอาชีพ / ค่าจ้าง

 

ทั้งบันทึกงานต่าง ๆ ของพนักงาน, การฝึกอบรมฅ ตำแหน่งงาน, ประวัติเงินเดือน, เหตุผลการลา, การเลื่อน, ตำแหน่ง ฯลฯ ซึ่งใช้เพื่อวิเคราะห์การคำนวณค่าจ้างในองค์กร

 

– ข้อมูลคุณวุฒิ

 

รวบรวมข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษา และอบรมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรพัฒนาแผนการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับพนักงานในองค์กร

 

– ข้อมูลการประเมินค่าการปฏิบัติงาน

 

เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานตลอดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้เพื่อวัดผลการปฏิบัติงาน และเพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าในอาชีพ

 

– ข้อมูลการขาดงาน

 

เช่น บันทึกจำนวนวันทำงาน, การลาป่วย, วันลาพักผ่อน, วันหยุด หรือการลาโดยไม่รับเงินเดือน ซึ่งมีประโยชน์ในการระบุแนวโน้มการขาดงานในอนาคต

 

– ข้อมูลการร้องทุกข์

 

เป็นสารสนเทศเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ของพนักงาน เช่น สาเหตุของการร้องเรียน, วันที่ร้องเรียน, ประเภท, บุคคลหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

 

– ข้อมูลการสำรวจปัญหางานและข้อมูลทัศนคติ

 

เช่น การวัดความพอใจในการทำงาน, แรงจูงใจ, ความเครียด, ความคาดหวัง และรางวัล ฯลฯ เพื่อปรับปรุงองค์กรให้เหมาะสมกับพนักงานต่อไป

 

ประโยชน์ของการนำ HRIS มาใช้งาน

 

1. ระบบสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนงานของ HR

 

งานของ HR คือการบริหารดูแลทรัพยากรภายในองค์กรไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรอย่างกระดาษ, อุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ และทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นงานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรดังนั้น ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล จึงได้รับการออกแบบให้สามารถสนับสนุนงานของ HR ให้ง่ายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบการคำนวณเงินเดือน ระบบการคำนวณเวลาการทำงานหรือระบบการเดินเอกสารต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้งานของ HR ง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้การประสานงานภายในองค์กรราบรื่นมากขึ้นด้วย

 

2. ข้อมูลที่จัดเก็บมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

จากการทำงานแบบแมนนวลโดยให้แรงงานบุคคลเป็นหลัก ในการดำเนินการดูแลรักษา และจัดเก็บข้อมูล เมื่อมีระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล เข้ามาช่วยจัดการแล้ว การดำเนินการเหล่านี้จะทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังสามารถเลือกระบบที่มีมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลได้ เพราะเอกสารและงานหลายอย่างที่ดำเนินในฝ่าย HR นับเป็นความลับขององค์กร หรือบริษัทที่ส่งผลต่อผลประโยชน์ขององค์กร การดูแลข้อมูลความลับทางบริษัทจึงสำคัญมากทีเดียว ซึ่งระบบเหล่านี้นั้นสามารถช่วยเหลือด้านนี้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยสามารถกำหนดการเข้าถึงข้อมูลได้ทุกระดับ

 

3. บริหารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

พนักงาน มีความสุข

 

การใช้งานระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล ยังสามารถช่วยเก็บข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้ เช่น การเก็บข้อมูลพนักงาน, การเก็บข้อมูลช่วงเวลาการเข้างาน หรือข้อมูลอื่น ๆ แล้วทำเป็นสถิติโดยไม่ต้องเสียเวลาแปลงข้อมูลเอง ทำให้สามารถบริหารใช้งานได้ทันที ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่าลดระยะเวลาการทำงานลงได้อย่างมาก และข้อมูลที่ได้ก็สามารถนำมาพัฒนาองค์กรได้เป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริงแล้ว HR เป็นฝ่ายที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทมากทีเดียว

 

โดยแอปพลิเคชัน SAKID เองก็สามารถช่วยที่จะจัดเก็บข้อมูลของบุคลากรทั้ง 4 มิติ รวมไปถึง ฟีเจอร์ Personal Coach อย่างระบบแดชบอร์ดสรุปพฤติกรรมสุขภาพพนักงาน ซึ่งครอบคลุมในการจัดการข้อมูลเบื้องต้นในด้านสุขภาพของพนักงานภายในองค์กร และยังสามารถเรียกดูได้โดยง่ายเนื่องจากเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ลดพื้นที่การจัดเก็บ เพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพนักงานให้สูงขึ้นได้อีกด้วย

 

4. ลดต้นทุนในการบริหารงาน

 

ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการหลายคน ย่อมมีความต้องการในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อเพิ่มต้นทุนในส่วนที่สามารถพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลสามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษหรืออุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ แต่สำหรับในบริษัทขนาดเล็กที่มีการจ้างงาน การมีระบบดังกล่าว ยังช่วยให้ไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลากรในฝ่ายบุคคลมากมายนัก แต่เป็นการใช้ระบบเข้ามาช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ ของพนักงานแทน ซึ่งนับว่าช่วยลดต้นทุนได้มากทีเดียว

 

5. เชื่อมต่อและใช้งานได้ง่ายสำหรับทุกคนในองค์กร

 

สิ่งสำคัญของระบบ HRIS คือความสะดวกสบายในการใช้งาน เพราะเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้บริษัท หรือองค์กรสามารถก้าวไปข้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จึงออกแบบให้สามารถใช้งานได้ง่าย ซึ่งสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมตามวัฒนธรรมขององค์กรได้เลย

 

นอกจากนี้ในความสะดวกสบายเหล่านี้ยังเน้นให้พนักงานสามารถตรวจสอบ และดูแลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาการเข้างาน, การลาหยุด หรือการอนุมัติต่าง ๆ พนักงานสามารถเข้าดูในส่วนที่เกี่ยวกับตนเองได้เลย ไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ใด ในเวลาใดก็ตาม

 

เริ่มต้นที่จะทำ HRIS ทั้งที ควรทำอะไรบ้าง

 

Working Time

 

1. การวางแผนระบบ (System Planning)

 

นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยผู้วางแผนระบบจะต้องมีความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ และสถานการณ์ขององค์กร เข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการวางแผนที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร

 

2. การออกแบบระบบ (System Design)

เป็นขั้นตอนการเตรียมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อตัดสินใจในการดำเนินการหรือซื้อซอฟต์แวร์ที่ต้องการ โดยจะต้องพิจารณาถึงซอฟต์แวร์ความต้องการในการวางแผนอย่างเพียงพอ เข้าใจในระบบปัจจุบันและเข้าใจความต้องการระบบใหม่ จึงจะออกแบบระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3. การเลือกผู้ให้บริการระบบ (Vender Selection)

 

เนื่องจากมีผู้ให้บริการ HRIS ในท้องตลาดมากมาย จึงต้องมีการประเมินราคา รวมไปถึงการพัฒนาของการสร้างระบบตามโครงร่างความต้องการ (Request for Proposal: RFP) ที่ครอบคลุมความต้องการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยในขั้นตอนนี้ผู้ขายซอฟต์สามารถยื่นประมูลตามระบบ และฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ในการตัดสินใจ และทำสัญญากับผู้ขายที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรมากที่สุด

 

4. การนำระบบมาปฏิบัติงาน (System Implementation)

 

คือการนำระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์สู่การปฏิบัติงานจริง ระบบจะต้องมีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์กลาง รวมทั้งการติดตั้งซอฟต์แวร์ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือการฝึกอบรมพนักงานที่รับผิดชอบให้เตรียมพร้อมกับการใช้งานจริง

 

5. การรักษาระบบและประเมินผล (System Maintenance and Evaluation)

 

เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในทุกกระบวนการ โดยการบำรุงรักษามักจะมุ่งไปที่ซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ เนื่องจากผู้ใช้งานมักประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานของโปรแกรม ที่ยังไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ส่วนในการประเมินผล ควรจะต้องทบทวนขั้นตอนทั้งหมด รวมไปถึงการประเมินค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับผลที่ได้รับด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่

 

อยากใช้งาน HRIS ให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำอย่างไรกันนะ ?

 

ประชุมทีม

 

– ทำความเข้าใจและใช้งานให้มากที่สุด

 

โดยมากแล้วระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล มักจะมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมาย และส่วนมากจะแยกฟีเจอร์ออกจากกันไม่ได้ ในเมื่อคุณจ่ายเงินสำหรับระบบมาทั้งระบบแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับฟีเจอร์ที่มีอยู่ และจะสามารถเอามาใช้ในงานเราได้อย่างไรบ้าง แน่นอนว่าอาจจะเสียเวลาในการวางแผนการใช้งานในช่วงแรกบ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้คุณขึ้นระบบใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม

 

– ทำให้แน่ใจว่าทุกคนใช้งานมัน 

 

หากคุณมีระบบระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลแล้ว แต่ยังมีการอนุโลมให้พนักงานบางส่วน สามารถทำรายการบางอย่างผ่านทางการทำเอกสารได้ สุดท้ายแล้ว แทนที่ระบบดังกล่าวจะมาช่วยลดเวลาทำงานให้กับคุณ แต่จะกลายมาเป็นภาระยิ่งกว่าเดิม จึงควรหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนอยากใช้งานระบบ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่คุณตัดสินใจระบบ HRIS สักตัว ลองพิจารณาในเรื่องระบบที่พนักงานเรียนรู้ใช้งานได้ง่ายดูด้วย

 

– ปรึกษาผู้ให้บริการเมื่อเจอปัญหา 

 

ผู้ให้บริการนอกจากจะขายสินค้าแล้ว แต่ยังควรเป็นคนคอยดูแลระบบให้กับเราในระยะยาวด้วย ซึ่งอย่าลืมสอบถามทางผู้ให้บริการว่าระบบที่ให้ใช้งานมีการดูแลที่ดีแค่ไหน มีคู่มือที่เราสามารถศึกษาเองได้ไหม หรือมีพนักงานคอยแก้ปัญหาให้เราหรือเปล่า

 

สรุป

 

Human Resource Information System (HRIS) หรือระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการจัดเก็บข้อมูลบุคลากรต่าง ๆ ภายในองค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ทำให้ง่ายต่อการนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งาน

บทความที่น่าสนใจ

our workshop success-Fatty Model-SAKID

แข่งขันลดน้ำหนักด้วย SAKID กับโครงการ MEA Fatty Model

จบไปแล้วสำหรับกิจกรรม MEA Fatty Model ที่แข่งขันลดน้ำหนักกับ SAKID application ตลอดระยะเวลา เม.ย. – ส.ค. 67 โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือดัชนีมวลกาย ≥25 kg/m2 มีการออกแบบภารกิจสุขภาพทั้งลดไขมัน เพิ่มผักใย และออกกำลังกายให้เหมาะสม พร้อมด้วยโค้ชนักกำหนดอาหารวิชาชีพดูแลเป็นรายบุคคลในการปรับการกิน จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก มวลไขมัน และไขมันในช่องท้องลดลง เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ »
smart gold-SAKID

SMART GOAL ตั้งเป้าหมายอย่างไร ให้สำเร็จ

รู้จักหลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART GOAL “ชัด วัดได้ ใกล้ ใช่ และมีละอ้างอิงเวลา”
เริ่มต้นเรื่องสุขภาพ หลายคนอาจมีเป้าหมายว่า อยากลดน้ำหนัก แต่ตั้งไว้แค่นั้น หากไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะทำให้เป้าหมายมีโอกาสสำเร็จได้น้อยลงมาได้  ดังนั้น เราสามารถตั้งเป้าหมายโดยใช้หลัก SMART GOAL ได้นั่นเลย

อ่านต่อ »
PDCA-Sakid thumbnail

PDCA ตัวช่วยพัฒนาองค์กร

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างมาก ที่มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนา ช่วยให้มีกระบวนการการจัดการที่มีประสิทธิภาพและดำเนินการภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ

อ่านต่อ »
Cover-Pmat-2023-Sakid

HR tech Thailand 2023

กิจกรรมออกบูธ HR tech Thailand 2023

วันที่ 14-15 มิถุนายน 25656 SAKID  ได้ออกบูธประชาสัมพันธ์แอพลิเคชั่น “สะกิด” ในงาน HR Tech เพื่อแนะนำให้รู้จักกับแอพว่าใช้ออกแบบกิจกรรมสุขภาพอย่างไร และเปิดให้ทดลองใช้ ฟรี 7 วัน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับองค์กรที่ถ่ายรูปคู่น้องสะกิดลุ้นรับ Workshop นักกำหนดอาหารฟรี 1ชม. ได้ทั้งความรู้สุขภาพและภารกิจสุขภาพดีสนุก ๆ จาก สะกิดกันได้เลย

อ่านต่อ »

สร้าง Employee Wellbeing อย่างไร ให้พนักงานสุขภาพดี

Employee Wellbeing หรือ “สุขภาวะพนักงาน” หมายถึง สภาวะที่พนักงานมีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และการทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุว่า “สุขภาวะที่ดีไม่ใช่แค่การไม่มีโรค แต่คือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ในทุกมิติ”

อ่านต่อ »

Well Being คืออะไร สร้างสุขให้พนักงานด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

Well Being เป็นหนทางสร้างสุขให้กับพนักงานที่แต่ละองค์กรควรมีเอาไว้ เพราะความเครียดในการทำงานนั้นไม่ได้มีเพียงร่างกายและจิตใจ แต่ยังมีอีกหลาย ๆ ส่วนประกอบรวมกัน

อ่านต่อ »
Employee Assistant
URL Copied!

Employee Assistance Program ยุคใหม่ช่วยอะไรคุณได้บ้าง

Employee Assistance Program ถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานที่ว่า “ปัญหาส่วนตัวของพนักงาน มักส่งผลกระทบต่อการทำงาน” และเมื่อพนักงานมีปัญหาส่วนตัว มักไม่ค่อยปรึกษาหัวหน้าหรือหน่วยงาน HR แต่เลือกที่จะไม่ปรึกษาใคร จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งกับงานและชีวิตส่วนตัว และบางครั้ง อาจถึงขั้นวิกฤตเลยก็เป็นได้นั่นเอง

 

รูปแบบ Employee Assistance Program ในปัจจุบัน

 

Employee Assistance Program นั้นมุ่งเน้นในความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นั่นยังรวมไปถึงสภาพจิตใจของพวกเขาที่มีในชีวิตประจำวัน ที่เป็นอีกส่วนสำคัญสำหรับการทำงาน ฉะนั้น การแก้ปัญหาทางด้านความเครียดจากชีวิตส่วนตัวหรือการทำงาน, การรับมืออารมรณ์ทางลบของพนักงาน รวมไปถึงสุขภาพจิตโดยรวมของพวกเขา และการสร้างความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ EAP มุ่งหวังอยากให้เป็น

 

โดยในปัจจุบัน EAP มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมาก ทำให้มีการครอบคลุมไปในหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถจัดรูปแบบคร่าว ๆ ได้ 8 รูปแบบ ดังนี้

 

1. โปรแกรมดูแลสุขภาพพนักงาน

 

ปัจจัยหลักของสุขภาพพนักงานนั้น คงหลีกหนีไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินและสุขภาพร่างกาย EAP รูปแบบนี้ จึงเป็นการเข้ามาดูแลและคอยช่วยเหลือในส่วนดังกล่าว ด้วยโปรแกรมสุขภาพที่จะเข้ามาช่วยในการออกกำลังกาย และอาหารการกินตามหลักโภชนาการที่มีประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานนั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงในระยะยาวนั่นเอง

 

2. การปรับปรุงความสัมพันธ์ส่วนตัวของพนักงาน

 

พนักงาน เครียด

 

มีหลายครั้ง ที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวของพนักงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งเรื่องของชีวิตคู่, ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน จนส่งผลกระทบกับงานที่ทำอยู่ได้เป็นอย่างมาก EAP รูปแบบนี้จึงเป็นการเข้าไปช่วยแก้ไข และให้คำปรึกษากับพนักงานที่เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น เพื่อให้พวกเขาได้ปรับปรุงความสัมพันธ์ส่วนตัวของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 

3. การจัดการกับความท้าทายในสถานที่ทำงาน

 

เป็นปกติที่การทำงานมักจะเกิดความท้าทายต่าง ๆ กับพนักงานขึ้นเป็นปกติ ทั้งความท้าทายในแง่ที่ดี รวมไปถึงความท้าทายในแง่ที่ไม่ดี ซึ่งการจัดการกับมันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ใช่พนักงานทุกคนที่สามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นนี้ได้ จนก่อไปสู่ปัญหาความเครียด และสมดุลของชีวิตที่พังทลาย อันเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพการทำงานนั้นลดลงไปได้

 

4. ลดปัญหาการติดสิ่งเสพติดต่าง ๆ

 

สิ่งเสพติด เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้กับในพนักงานของทุก ๆ องค์กร ทั้งการติดยาเสพติด, การติดการพนัน และแอลกอฮอล์หรือยาสูบ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และกลายเป็นปัญหาใหญ่กับทั้งตัวพนักงานและองค์กร การเข้าไปช่วยบรรเทาและทำให้หายขาดจึงเป็นสิ่งที่ EAP รูปแบบนี้จะเข้าไปจัดการ

 

5. ให้ข้อมูลการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

 

ในบางครั้งสำหรับพนักงานที่มีครอบครัว และไม่มีเวลาในการดูแลคนที่บ้านของตัวเอง อาจจะมีสาเหตุมาจากเวลาไม่เพียงพอ หรือเสาหลักของบ้านทำงานด้วยกันทั้งคู่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลคนเหล่านั้น ด้วยการให้ข้อมูลการดูแลเด็กและผู้สูงอายุแบบครอบคลุมนั่นเอง

 

6. การให้คำแนะนำทางกฎหมาย

 

พนักงาน ปรึกษา

 

ข้อกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่จำเป็น มักเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานหลายคนที่ไม่เคยศึกษา ทั้งในเรื่องของการแต่งงาน, หย่าร้าง หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การให้คำปรึกษาเรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งในการให้การดูแลของ EAP ที่จะเข้าไปช่วยพนักงานเหล่านั้น และชี้ถึงข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่พนักงานนำมาปรึกษา

 

7. ปรับปรุงแนวทางการเงินของพนักงาน

 

ความผิดพลาดในการบริหารการเงินของพนักงานถือเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย แทบจะทุก ๆ ในองค์กรเลยก็ว่าได้ บริการ EAP หลาย ๆ แห่งจึงได้มีการจัดตั้งการให้บริการส่วนนี้ขึ้นโดยเฉพาะเช่นกัน ทั้งในเรื่องของการบริหารหนี้, การล้มลาย รวมไปถึงการเงินหลังเกษียณอายุ เพื่อให้พนักงานได้ปรับปรุง, ป้องกัน และเตรียมพร้อมสำหรับการจัดการการเงินของตัวเองไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

 

8. การสนับสนุนการโยกย้ายภายในประเทศ

 

บางครั้ง การย้ายสถานที่ทำงานหรือย้ายที่อยู่ก็สร้างความเครียดให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะการปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากเสมอ ทั้งสำหรับตัวของพนักงานเอง และครอบครัวของพนักงาน จึงจำเป็นจะต้องมีการให้คำปรึกษาในด้านนี้โดยเฉพาะขึ้นมา ทั้งในเรื่องของการประเมินสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง, ความเครียดจากการย้าย, การปรับตัวใหม่ รวมไปถึงการสนับสนุนครอบครัวของพนักงาน และข้อมูลโรงเรียนสำหรับเด็ก

 

สัญญาณอันตรายของพนักงานที่อาจจะจำเป็นต้องใช้ Employee Assistance Program

 

พนักงานภายในองค์กรมักจะมีปัญหาที่ไม่ทราบว่าตัวเองจำเป็นจะต้องใช้ EAP หรือไม่ เนื่องจากเป็นปัญหาของตัวเองที่มองเห็นได้ยาก และในบางคนเองก็ไม่ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง ซึ่งสำหรับหัวหน้างานแล้ว อาจจะจำเป็นต้องสังเกตุอยู่บ่อยครั้ง หรือหากใครที่ไม่มั่นใจว่าตนเองจำเป็นต้องพึ่ง EAP หรือไม่ ก็สามารถดูเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ดังนี้

 

-เริ่มมีการขาดงานหรือทำงานอย่างเชื่องช้า

 

-ประสิทธิภาพหรือผลผลิตลดลง

 

-มีอาการสับสนหรือความจำไม่ดี

 

-ภาวะอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (ภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล)

 

-โมโหหรือหงุดหงิดมากเกินไป

 

พนักงาน มีปัญหา

 

-การเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพ, น้ำหนัก และสุขอนามัย

 

-รายงานความเครียดส่วนบุคคล

 

-มีอารมณ์อ่อนไหว หรือร้องไห้บ่อย

 

-มีการใช้สารเสพติดกับตัวเอง

 

ซึ่งข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของพนักงานเหล่านี้ ถือว่าเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินว่าต้องการใช้ Employee Assistance Program หรือไม่ การมีแอปพลิเคชันที่เข้ามาช่วยซัพพอร์ตข้อมูลสุขภาพอย่าง SAKID จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และช่วยลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับทรัพยากรบุคคลอันมีค่าขององค์กรลงไปได้อีกด้วย

 

อะไรคือปัญหาที่พนักงานแทบไม่ใช้ Employee Assistance Program

 

1. พนักงานไม่รู้ว่า EAP คืออะไร

 

อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักมีศัพท์แสงอยู่มากมายในทรัพยากรบุคคล หรือ HR ด้วยเหตุนี้ พนักงานจำนวนมากจึงไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า EAP นั้นเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ซึ่งเป็นผลเสียต่อตนเองในยามที่จำเป้นที่จะต้องใช้งาน 

 

โดยในปัจจุบัน EAP มักจะจัดการกับปัญหาที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงภาวะซึมเศร้า, ความเครียด, การใช้ยาเสพติด, ปัญหาด้านความสัมพันธ์, ปัญหาทางด้านอาชีพ, สุขภาพ และความสมบูรณ์ในชีวิต รวมไปถึงความกังวลด้านการเงิน, กฎหมาย และการดูแลครอบครัว โดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงอายุ

 

Sarah Dowzell ผู้ร่วมก่อตั้ง NaturalHR ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านทรัพยากรบุคคล ที่ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านทรัพยากรบุคคลให้กับองค์กรจำนวนมาก กล่าวว่า ในหลาย ๆ องค์กรนั้นมีสถิติรายไตรมาสจากผู้ให้บริการ EAP ที่แสดงให้เห็นว่าแทบไม่มีการใช้บริการ “ในเวลานั้นความรู้สึกจากทีมทรัพยากรบุคคล คือเราสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ เพื่อสื่อสารว่า EAP คืออะไร และปัญหาประเภทใดบ้างที่สามารถรองรับได้ผ่านบริการ เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าพนักงานที่มารับบริการจะได้ผลที่ดีขึ้น และเป็นความลับ”

 

2. EAP นั้นยากที่จะนำมาสื่อสารให้เข้าใจโดยทั่วกัน

 

แม้ว่า EAP จะให้ความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์มากมาย แต่ข้อมูลทั้งหมดนั้นก็ยากที่จะนำมาดำเนินการต่อ ภาระจึงมักจะตกอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล ในการสื่อสารคุณสมบัติต่าง ๆ ของโปรแกรม EAP ให้พนักงานภายในองค์กรนั้นเข้าใจ

 

บริษัท International Employee Assistance Professionals Association (EAPA) ตั้งข้อสังเกตว่า องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง มักมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการมีส่วนร่วมที่ดีกว่า (แม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง) อาจเป็นเพราะช่องทางการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากกว่าก็เป็นได้ 

 

3. พนักงานกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

 

แม้ว่าบริการ EAP จะเป็นความลับ แต่พนักงานหลาย ๆ คนเองก็กังวลว่าข้อมูลของตนเองอาจจะรั่วไหลไปยังฝ่ายบริหารได้อยู่ดี ซึ่งในความเป็นจริง อัตราการมีส่วนร่วม EAP มักจะดีขึ้นในองค์กรที่จัดการข้อมูลได้ดีและมีความน่าเชื่อถือ

 

แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม พนักงานควรจะทราบว่าข้อมูลของพวกเขาที่เปิดเผยต่อมืออาชีพ EAP จะถูกเปิดเผยต่อหัวหน้างานของพวกเขา ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าของข้อมูลเท่านั้น โดยปกติ พนักงานจะต้องลงนามในคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับข้อมูลที่อาจถูกปล่อยออกมาและให้ใครทราบได้บ้าง 

 

ซึ่งกรณีเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ปัญหานั้นอาจส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานของพนักงานคนดังกล่าว เช่น คนที่ต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรัง และใช้เครื่องจักรกลหนักในการทำงาน เช่นนั้นแล้ว นายจ้างของคุณจึงจะไม่ได้รับแจ้งด้วยซ้ำ ว่าคุณใช้บริการ EAP อยู่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

 

4. ปัญหาอาจดูเล็กเกินไป

 

EAP ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติด หรือผู้มีปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพนักงานที่ต้องการความสมดุลในชีวิต หรือช่วยในการควบคุมโภชนาการในชีวิตของตัวเองอีกด้วย ซึ่ง HR สามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของ EAP ได้ด้วยการเตือนพนักงานว่ามีบริการดังกล่าวอยู่และสามารถใช้งานได้ฟรีนั่นเอง 

 

และอาจจะรวมไปถึงการพูดคุยถามไถ่เกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบต่าง ๆ ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานและชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเพื่อเป็นการให้พวกเขาได้ฉุกคิด และไตร่ตรองปัญหาของตัวเองว่าจำเป็นจะต้องพึ่งพาการใช้ EAP แล้วหรือยัง

 

Employee Assistance Program ในต่างประเทศที่น่าสนใจในปัจจุบัน

 

พนักงาน

1. LifeWorks

 

เป็นโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานระดับแนวหน้า ที่เน้นการรับรู้ และสร้างแรงจูงใจให้พนักงานใช้แพลตฟอร์มของตน พวกเขาเสนอแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทีมสามารถขอคำปรึกษา และให้คำแนะนำการใช้ชีวิตได้โดยไม่ระบุชื่อ ผ่านเครือข่ายโซเชียลส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งช่วยให้สามารถรับรู้ความสำเร็จร่วมกันได้ และตัวของ LifeWorks เองยังให้การสนับสนุนด้านสุขภาพทางการเงิน และสวัสดิการทางการเงินแก่พนักงานอีกด้วย

 

2. CoprCare

 

เป็นโครงการช่วยเหลือพนักงานให้กับบริษัทต่าง ๆ ทั่วประเทศ รูปแบบของพวกเขาจะเป็นการช่วยให้เข้าถึงการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญผ่านเครือข่ายผู้ดูแล ซึ่งบริการของพวกเขานี้จะรวมถึงการเสนอนักบำบัดระดับปริญญาโท ตลอด 24 ชั่วโมง และ ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และยังมีบริการแปลภาษาในการให้คำปรึกษาอีกด้วย

 

3. BHS

 

เป็นการให้การดูแลแบบองค์รวม ผ่านโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานแบบออนไลน์ ที่จัดการกับความท้าทายของพนักงานผ่านการให้คำปรึกษา และให้การวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้โปรแกรม แพทย์ระดับปริญญาโทของพวกเขา มีทักษะในการดูแลความต้องการของพนักงานแต่ละคนได้เป็นอย่างดี และแต่ละกรณีที่พวกเขาจัดการ จะถูกติดตามตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้จัดการแต่ละราย ซึ่งพนักงานสามารถเข้าถึงเซสชั่นแบบเห็นหน้ากัน และเซสชั่นโทรศัพท์กับแพทย์ได้ไม่จำกัด

 

4. Modern Health

 

EAP ของที่นี่จะแบ่งความรุนแรงของสุขภาพจิตออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ สีแดง, สีส้ม และสีเขียว ซึ่งพวกเขาให้ทรัพยากรสำหรับพนักงานที่อยู่ในแต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยการวิเคราะห์เชิงลึกจะช่วยให้หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของพวกเขา เข้าใจสุขภาพจิตของพนักงานในบริษัทได้ดีขึ้น ซึ่งเซสชันกลุ่มแบบสดจะช่วยให้พนักงานเชื่อมต่อและรักษาร่วมกัน โดยมีนักบำบัดจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้ให้บริการของตน

 

สรุป

 

นอกจาก Employee Assistance Program จะเป็นโปรแกรมที่ช่วยพนักงานภายในองค์กร ให้สามารถแก้ไขปัญหาส่วนตัวและจัดการสิ่งต่าง ๆ ของตนตามความต้องการแล้ว ตัวโปรแกรมเองก็มีการรักษาความลับเพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการขอคำปรึกษา และสามารถมุ่งเน้นความสนใจไปที่การแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าคนรอบตัวอาจจะทราบได้

 

โดยคุณสามารถอ่านเรื่องราวของ Employee Assistance Program เพิ่มเติมได้ที่บทความ EAP คือ ? และหากคุณสนใจโปรแกรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้คนทำงานในองค์กร สามารถเข้าดูได้ที่บริการของเรา เรายินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรของคุณเติบโตขึ้น

บทความที่น่าสนใจ

Sakid thumbnail well-SAKID

Well-Being กลยุทธ์สร้างสุขภาวะที่ดีให้กับพนักงาน

ทุกธุรกิจ ทุกองค์กร มีการจัดการคนทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ถ้าวันนี้ลองสังเกตดูว่า พนักงานของเรา ยังมีความสุขในการทำงานหรือไม่ การทำงานของแต่ละคนมีประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์องค์กรมากแค่ไหน และคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้นทุกด้านรึเปล่า หากผู้นำหรือผู้บริหารสามารถมองจุดนี้ได้ ธุรกิจก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

อ่านต่อ »
Employee Assistance Program ช่วยคุณได้อย่างไร

Employee Assistance Program ยุคใหม่ช่วยอะไรคุณได้บ้าง

Employee Assistance Program คือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่วนรายล้อมตัวพนักงาน ช่วยทำให้ปัญหาต่าง ๆ ของเขาดีขึ้น แต่ดียังไง มาดูกัน

อ่านต่อ »
Happy Workplace

Happy Workplace สร้างองค์กรอย่างไรให้เต็มไปด้วยความสุข

ชวนมาแก้ปัญหาพนักงานเบิร์นเอาต์ด้วย ‘องค์กรแห่งความสุข’ หรือ Happy Workplace ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าเมื่อองค์กรมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานมีความสุข

อ่านต่อ »
ergonomics คือ

Ergonomics คืออะไร รู้จักกับการยศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน

ออฟฟิศไหนกำลังประสบปัญหาปวดหลังกันทั้งออฟฟิศโปรดมาทางนี้! ชวนมาทำความรู้จัก Ergonomics หรือ การยศาสตร์ ศาสตร์แห่งการทำงานที่ช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีด้วย…

อ่านต่อ »
Cover-burnout-SAKID

Workshop How to understand burnout

กิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 Sakid ได้จัดกิจกรรม Workshop “การจัดการความเครียด”  ให้กับบริษัทเอสพี อินเตอร์แมคและการไฟฟ้านครหลวง  โดยวิทยากรนักจิตวิทยาองค์กร ครูรักอมยิ้ม คุณอานนท์ ตั้งกิตติทรัพย์ ภายในงานผู้เข้าร่วมได้รับเทคนิคการจัดการความเครียด และการบริหารการทำงานให้มี Work-life balance

อ่านต่อ »
_เก็บออม-หรือเพิ่มรายได้-จุดไหนเราควรจะโฟกัส-SAKID

เก็บออมหรือเพิ่มรายได้ จุดไหนเราควรจะโฟกัส

 ในสถานการณ์ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2565 ที่มีจำนวนผู้สูงอายุราวร้อยละ 20-30 และไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอดเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 28 ในปี 2574 จึงเป็นส่วนหนึ่งให้คนวัยทำงานเริ่มวางแผนทางการเงิน เพื่อให้พร้อมรับกับวัยเกษียณที่จะมาถึง ซึ่งมีทั้งเก็บออมเงินจากการทำงานในปัจจุบัน หรือเลือกที่จะหาช่องทางเพิ่มรายได้ แล้วแบบไหนที่ควรจะเลือกดี

อ่านต่อ »